หลังใช้ชีวิตบนพื้นฐานการป้องกันโรคระบาดกันมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันได้รับการปลดล็อกจากกฎเกณฑ์และมาตรการต่างๆ กลับสู่การใช้ชีวิตแบบปกติ เรียกได้ว่าเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคโพสต์โควิด (Post-COVID) เกือบสมบูรณ์ สิ่งที่ผู้คนโหยหามากที่สุดคงหนีไม่พ้นการท่องเที่ยว เห็นได้จากหลายประเทศได้เปิดรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น
ประเทศไทยก็เช่นกัน มีการเตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงการทำให้บ้านเมืองมีสีสัน สร้างแลนด์มาร์คเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ หวังปรับเศรษฐกิจให้ดีขึ้นด้วยการดึงดูดรายได้เข้าประเทศ แต่การเดินตามรอยการท่องเที่ยวยุคเก่าอาจไม่เพียงพอ เพราะเทรนด์การท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจะมีรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพพร้อมการพักผ่อน บางคนชอบการท่องเที่ยวชุมชนสีเขียว หรือไม่ก็การท่องเที่ยวไปพร้อมการประชุม ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น
อย่างที่รู้กันมาตลอดว่า ประเทศไทยเป็นเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้มาก ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับ 1 เรื่องจำนวนการจองห้องพัก และอันดับ 2 เรื่องความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวแล้วกว่า 5.6 ล้านราย ภายในเดือนมกราคมถึงกันยายน สามารถสร้างรายได้กว่า 2 แสนล้านบาท แสดงถึงความพร้อมด้านทรัพยากรธรรมชาติ สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่น จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพคน รวมถึงศักยภาพชุมชนให้พร้อมตามไปด้วย
ททท. ตั้งเป้าหมายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปี 2566 ให้กลับมาในอัตราร้อยละ 80 ของปี 2562 คาดว่าจะมีรายได้รวมทั้งสิ้น 1.73 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากต่างประเทศ 9.7 แสนล้านบาท และรายได้หมุนเวียนจากตลาดคนไทย 7.6 แสนล้านบาท

ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เดินตามเทรนด์การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างรวดเร็ว ด้วยการวางกลยุทธ์ ESGโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล เดินหน้าการสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชน เป็นการวางรากฐานให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นไปตามนโยบายเศรษฐกิจ BCG ของรัฐบาลอย่างยั่งยืน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Network of Inclusive Growth and Sustainable Society” พร้อมสร้างเครือข่ายแห่งการให้ มอบทุนที่มาจากกำไรจากผลประกอบการขายบัตรสมาชิกให้กับหน่วยงาน 3 มูลนิธิ ได้แก่ มูลนิธิฮักเมืองน่าน ที่ดำเนินจัดโครงการ “กล้าดี” เพื่อเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาที่เหมาะสม พร้อมสร้างจิตสำนึกที่ดีแก่เยาวชนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตท้องถิ่น ต่อมาคือมูลนิธิสร้างรอยยิ้มดำเนินโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ให้การผ่าตัดภายใน 1 สัปดาห์ (Weeklong Medical Missions) ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ แผลไฟไหม้ และความผิดปกติบนใบหน้าอื่นๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสุดท้าย DYNAMIC SCHOOLTHAILAND ดำเนินการพัฒนาด้านการศึกษาให้กับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ตลอดจนปัญหางบประมาณในการพัฒนาโรงเรียน โดยนำเสนอโมเดลต้นแบบโครงการ “หนึ่งโรงเรียนหนึ่งแปลงเกษตรอินทรีย์ (One School One Organic Farm)”
ในกรอบคอนเซ็ปต์ดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่กลุ่มสมาชิกของไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด โดยสมาชิกมากกว่า 20,200 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง มีความพร้อมที่จะใช้จ่าย และท่องเที่ยวในประเทศไทย สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้เฉลี่ย 100,000 บาทต่อคน และปีหน้าหวังเพิ่มสมาชิกให้ถึง 30,200 คน รุกเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ หวังเพิ่มนักท่องเที่ยวและนักลงทุนชาวต่างชาติให้กับประเทศไทย

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. รักษาการแทนผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด กล่าวว่า “โดยหวังว่าการผสานความร่วมมือในครั้งนี้ จะนำมาซึ่งการสร้างเครือข่ายแห่งการให้ครั้งยิ่งใหญ่ ส่งต่อแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างสังคมและชุมชนที่เข้มแข็ง อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศให้เติบโตขึ้นเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยเป็น Tourism Destination จุดหมายปลายทางที่อยู่ในหัวใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างแท้จริง”