เชื่อว่าใคร ๆ ก็รู้จักนิตยสารกรอบเหลืองเลื่องชื่อ “National Geographic” สื่อสิ่งพิมพ์เก่าแก่มากที่สุดฉบับหนึ่งของโลก ที่อยู่คู่กับชาวโลกมานานถึง 134 ปี มียอดพิมพ์สูงสุดฉบับหนึ่ง 10 ล้านเล่มต่อเดือน และยังตีพิมพ์เป็นภาษาอื่นอีก 22 ภาษา รวมถึงภาษาไทยด้วย
ต้องเล่าก่อนว่า ในปี 2431 นิตยสาร National Geographic จัดพิมพ์โดยสมาคม National Geographic Society ซึ่งเป็นองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ไม่แสวงหาผลกำไร เดิมทีตั้งใจให้นิตยสารเล่มนี้ถ่ายทอดเรื่องราวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยมุมมองของบทความที่เป็นค่อนข้างมีความเป็นสากล จึงทำให้ National Geographic ได้รับความนิยมทั่วโลก
มากไปกว่านั้น National Geographic ยังเป็นหนึ่งในนิตยสารชุดแรก ๆ ที่ตีพิมพ์เป็นภาพสี และเป็นผู้นำในการพิมพ์ภาพถ่ายสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล มุมมองจากชั้นบรรยากาศ และสัตว์ต่าง ๆ ในแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติอีกด้วย (โดยเฉพาะสัตว์ต่างถิ่นหรือใกล้สูญพันธุ์) จนปี 2469 ทำยอดขายทะลุหนึ่งล้านเล่มในที่สุด
แน่นอนว่า National Geographic ไม่ได้แช่แข็งตัวเองไว้ในฐานะผู้ตีพิมพ์นิตยสารเพียงอย่างเดียว แต่ในปี 2558 ได้ร่วมกับ 21st Century Fox ก่อตั้ง National Geographic Partners กลายเป็นบริษัทสื่อที่แสวงหาผลกำไรจริง ๆ จัง ๆ (รวมถึงนิตยสารด้วย) มีช่องทีวีของ National Geographic ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ Fox ที่ถือหุ้นไว้มากถึง 73% ก็ยิ่งสร้างการรับรู้ให้กับ National Geographic เพิ่มอีกเป็นกอง
แท้ที่จริงแล้ว การทำให้คนเกือบทั้งโลกรู้จัก National Geographic มากมายขนาดนี้ ไม่ได้เกิดจากการเผยแพร่นิตยสารหรือออนแอร์สารคดีเท่านั้น แต่เป็นผลจากการออกแบบโลโก้ที่ดูมินิมอล อย่างเจ้ากรอบสีเหลืองผืนผ้านี้ด้วย
ว่าแต่ ทำไมต้องกรอบสีเหลือง? เรื่องราวเบื้องหลังโลโก้คืออะไร? วันนี้ Brand Story จะมาเล่าให้ฟัง!

โลโก้ของ National Geographic เป็นกรอบสีเหลืองสดใส โดยทีมออกแบบแบรนด์ Chermayeff & Geismar ในนิวยอร์ก ซึ่งกว่าจะออกแบบให้ดูเรียบแต่โก้ได้ขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นผลจากการศึกษาวิธีออกแบบโลโก้ให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย จนกลายเป็นสัญลักษณ์การค้าและกรอบสีเหลืองบนปกนิตยสารสัญชาติอเมริกันเล่มนี้
ด้วยความเป็นองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ โลโก้ก็ต้องมีความเนิร์ด ๆ ออกแนววิทยาศาตร์ตามองค์กรด้วย ประกอบด้วยสี่เหลี่ยมผืนผ้า คือกรอบรูป ส่วนสีเหลืองได้รับแรงบันดาลใจมาจากแสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างไปทั่วทุกมุมโลก และยังเป็นสีที่หมายถึงความรู้และปัญญาอีกด้วย ซึ่งเจ้ากรอบสีเหลืองนี้ก็ไม่ได้ใช้ไม้บรรทัดวางขีด ๆ ลงมาแล้วจบ แต่ถูกคำนวณขนาดของกรอบให้เป็นไปตาม “กฎอัตราส่วนทองคำ” ที่อัตราส่วนความกว้างกับความยาว คือ 1:1.618 ตรงกับความเห็นของนักออกแบบทั่วโลก ที่กล่าวว่าการนำสัดส่วนทองคำมาใช้ในการออกแบบโลโก้ จะทำให้โลโก้นั้นดูมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ ดูไม่เบื่อ และใช้ได้อีกนาน ๆ
เรื่องราวของกรอบเหลืองจบลงเพียงเท่านี้ แต่ตัวหนังสือ National Geographic ถูกเปลี่ยนไปมาอยู่ 4 ครั้ง เดิมทีใช้ฟอนต์ Serif ที่มีความคมชัดและคลาสสิคตามยุค ประกอบกับการเข้ามาซื้อไปทำช่องสารคดีของ Fox จึงต้องมีคำว่า Chanel ต่อท้ายไปด้วย จนปี 2005 เปลี่ยนมาใช้ฟอนต์ Sans Serif ที่มีความโมเดิร์นมากขึ้น และตัดคำว่า Chanel ออกในปี 2016 กลายเป็น National Geographic ที่อยู่ข้าง ๆ กรอบสีเหลืองสัดส่วนทองคำจนถึงทุกวันนี้ แถมโลโก้ดังกล่าวยังอนุญาตให้ดาวน์โหลดไปใช้ได้แบบฟรี ๆ อีกด้วย

จากข้อมูลล่าสุด National Geographic มีรายได้จากการจำหน่ายนิตยสารและผลิตรายการทีวีปีละหลักหมื่นล้านบาท แต่ประสบปัญหาขาดทุนตลอด เนื่องจากคนไม่นิยมอ่านนิตยสารหรือสิ่งพิมพ์กันแล้ว ทำให้นิตยสารจำนวนมากต้องปิดกิจการลง เดิมที่เคยมียอดจำหน่ายสูงถึงฉบับละ 12 ล้านเล่ม ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 5 ล้านเล่ม และถูกตราหน้าให้เป็นนิตยสารของคนแก่ไปเสียอย่างนั้น ไม่ค่อยได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มักเสพข่าวสารจากโลกออนไลน์มากกว่า
ประกอบกับการเข้ามาของคู่แข่งสารคดีทางโทรทัศน์รายใหญ่ อาทิ BBC, Discovery และอื่น ๆ แต่เหล่าผู้บริหารคงไม่ล้มเลิกกิจการนี้ไปง่าย ๆ เนื่องจาก National Geographic ยังถือเป็นแบรนด์นิตยสารที่มีมูลค่าสูงมาก ในปี 2558 จึงจำต้องขายหุ้นให้กับเจ้าพ่อสื่อเบอร์ 2 สัญชาติออสเตรเลียอย่าง Fox ไปมากกว่า 70% จน NatGeo พลิกฟื้นกลับมาได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม นิตยสาร National Geographic ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการสำรวจ ค้นพบความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมใหม่ ๆ เป็นจำนวนมาก ด้วยการมอบรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากการตีพิมพ์ ให้กับนักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจทั่วโลก เพื่อสนับสนุนให้มีการแสวงหาความสวยงามอันไม่มีที่สิ้นสุดของจักรวาลนี้ต่อไป