กรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งแลนด์มาร์คของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงตึกสูงต่างๆ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญทางเศรษฐกิจ ด้วยปัจจัยของการเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ศิลปะ รวมไปถึงการเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของโลก
ช่วงที่ผ่านมา เราจึงได้ยินชื่อของ “วัน แบงค็อก” ซึ่งถูกพูดถึงในฐานะโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจรและสมบูรณ์แบบที่สุด ด้วยการร่วมทุนกันระหว่างบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จโครงการนี้จะเป็นแลนด์มาร์คระดับโลกโดยภาคเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในย่านศูนย์กลางธุรกิจในกรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งความครบครันเพื่อการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบพร้อมดึงดูดทั้งบริษัทชั้นนำ นักท่องเที่ยวทั้งไทยและจากทั่วทุกมุมโลก
ทำเลทองย่าน CBD
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจุดเด่นหนึ่งของโครงการ “วัน แบงค็อก” คือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่บนทำเล CBD ติดกับด้านถนนวิทยุและพระราม 4 ซึ่งนั่นทำให้การเดินทางมาโครงการ “วัน แบงค็อก” ค่อนข้างสะดวกสบาย ทั้งจากการใช้รถยนต์ส่วนตัวรวมไปถึงรถโดยสารสาธารณะ
แน่นอนว่า เมื่อมีโครงการใหญ่มาตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีผู้พักอาศัยรอบด้าน ความกังวลใจเรื่องของการจราจรย่อมเกิดขึ้น “วัน แบงค็อก” ปิดโจทย์นั้นด้วยการวางแผนออกแบบระบบการจราจรในโครงการ โดยให้มีการเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT สายสีน้ำเงิน สถานีลุมพินี พร้อมทางเข้าออกรอบโครงการถึง 6 จุด มีทางเชื่อมต่อโดยตรงกับทางด่วน ทำให้การจราจรทั้งภายในและภายนอกมีความคล่องตัว นอกจากนี้ โครงการ “วัน แบงค็อก” ยังเตรียมที่จอดรถกว่า 12,000 คัน เพื่อรองรับผู้คนที่จะเข้ามาในโครงการ
Mixed Use ครบวงจรระดับโลก
ที่ผ่านมา อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญทางเศรษฐกิจ ดังนั้นโครงการระดับโลกอย่าง “วัน แบงค็อก” ที่กำลังเกิดขึ้นจึงเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งหยุดชะงักไปในช่วงวิกฤตโควิด-19 ด้วยเม็ดเงินลงทุน 1.2 แสนล้านบาท พร้อมองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบ และครบครันไปด้วยอาคารสำนักงานแบบพรีเมียมเกรดเอจำนวน 5 อาคาร พื้นที่รีเทล 4 โซน โรงแรมระดับไลฟ์สไตล์ลักชัวรี่ 5 แห่ง รวมถึงอาคารที่พักอาศัยระดับลักชัวรี่ 3 อาคาร รวมพื้นที่ทั้งหมด 104 ไร่ หรือ 167, 000 ตารางเมตร จึงทำให้ “วัน แบงค็อก” เป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยที่น่าจับตามอง

อย่างไรก็ตาม “วัน แบงค็อก” ยังให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวของเมืองด้วยเช่นกัน เพราะพื้นที่สีเขียวมีค่ามากต่อสุขภาวะของคนเมือง รวมถึงสิ่งแวดล้อมของเมืองด้วยเช่นกัน
ถ้าพิจารณาหลักเกณฑ์สำหรับเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO ซึ่งระบุว่า ประชาชน 1 คน ควรมีพื้นที่สีเขียวอยู่ที่ประมาณ 9-15 ตารางเมตร เราจะเห็นว่าหลายเมืองใหญ่ในเอเชียมีพื้นที่สีเขียวค่อนข้างมาก ตัวอย่าง เช่น ฮ่องกง ที่มีพื้นที่สีเขียว 105.3 ตารางเมตร/คน ปักกิ่ง 88.4 ตารางเมตร/คน สิงคโปร์ 60 ตารางเมตร/คน กัวลาลัมเปอร์ 43.9 ตารางเมตร/คน ขณะที่กรุงเทพฯ มีเพียง 3.5 ตารางเมตรเท่านั้น “วัน แบงค็อก” มองเห็นถึงความสำคัญของการมีพื้นที่สีเขียวในเมือง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้เทียบเท่าระดับสากล โครงการจึงออกแบบให้พื้นที่ครึ่งหนึ่งทั้งหมดของโครงการเป็นพื้นที่สีเขียว คิดเป็นพื้นที่กว่า 80,000 ตารางเมตร หรือกว่า 50 ไร่ ซึ่งถือได้ว่าเข้ามาเติมเต็มให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มมากขึ้น ส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อมและลดฝุ่น นอกจากนี้ยังมีต้นไม้นานาพันธุ์ที่หาได้ยาก เช่น ต้นไม้ในวรรณคดีอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนกรุงสมัยก่อน

หากเจาะลึกลงไปถึงรายละเอียดมาสเตอร์แพลนของ “วัน แบงค็อก” เราจะพบว่า ใจกลางของโครงการอยู่ที่พื้นที่สันทนาการขนาด 10,000 ตารางเมตร ศูนย์รวมการจัดกิจกรรมที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนเมือง รายล้อมด้วยพื้นที่รีเทลถึง 4 โซน โดยแต่ละโซนมีความแตกต่างกันหากแต่เชื่อมต่อถึงกัน ภายในประกอบไปด้วยร้านค้าร้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ รวมกันกว่า 450 ร้าน บนพื้นที่ 180,000 ตารางเมตร ซึ่งนั่นจะทำให้ “วัน แบงค็อก” เป็นย่านช้อปปิ้งที่มี Concept แตกต่างกันออกไป เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการช้อปปิ้งแบบเดิมๆ ให้เป็นรูปแบบใหม่ และจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกซึ่งจะสร้างประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้งอีกด้วย
สำหรับส่วนของโรงแรม 5 โรงแรม ภายใน “วัน แบงค็อก” ซึ่งจะเป็น Magnet สำคัญที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวดึงดูดนักท่องเที่ยว นักธุรกิจทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่ระดับบูติกโฮเต็ล บิสซิเนส โฮเต็ล ไปจนถึงระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ โดยได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้เข้าพักอย่างครบถ้วน อาทิ The Ritz-Carlton, Bangkok ที่พร้อมมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ลูกค้า ผสานบริการระดับตำนานตามมาตรฐานแบรนด์เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ทั่วโลก ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดเข้ากับที่สุดของการออกแบบชั้นเลิศและความงดงามของวัฒนธรรมในแบบไทย และ Andaz One Bangkok ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “พาร์ค บูเลอวาร์ด” (Park Boulevard) ที่พร้อมเติมเต็มไลฟ์สไตล์ให้สมบูรณ์แบบด้วยแรงบันดาลใจจากความมีชีวิตชีวาของโครงการ “วัน แบงค็อก” ที่ผสานสีสันอันหลากหลายของวัฒนธรรมและความทันสมัยของกรุงเทพฯ เข้าไว้ด้วยกัน
อาคารที่พักอาศัยระดับลักชัวรี่ ภายในโครงการจะมีทั้งหมด 3 อาคาร โดยพื้นที่พักอาศัยทั้งหมดมีจุดเด่นอยู่ตรงความเป็นส่วนตัวเงียบสงบ ขณะเดียวกันผู้พักอาศัยก็ยังสามารถมองเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติอันร่มรื่นของสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ และวิวกรุงเทพฯ แบบพาโนรามาได้
อีกหนึ่งไฮไลท์ของโครงการ
“วัน แบงค็อก” คือ Signature Tower ที่สูงกว่า 430 เมตร ถือเป็น 1 ใน 10 ตึกที่สูงที่สุดของอาเซียนและจะเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่ยกระดับให้กรุงเทพฯ เทียบเท่ามหานครระดับโลก โดยภายในประกอบไปด้วยพื้นที่สำนักงาน และโรงแรมหรูระดับซูเปอร์ลักชัวรี่
แม้พื้นที่ส่วนใหญ่ของโครงการจะถูกจัดสรรและออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในมิติด้านเศรษฐกิจ แต่
“วัน แบงค็อก” ยังให้ความสำคัญกับศิลปะและวัฒนธรรม โดยตั้งเป้าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ผู้คนต้องมาเยือน เป็นหนึ่งสถานที่ซึ่งสร้างสีสันให้กับชุมชนและเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงกิจกรรมศิลปวัฒนธรรมตลอดทั้งปี และนอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการผสานเชื่อมโยงกับชุมชนรอบข้างให้อยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว
มุ่งเป็น Green Sustainability and Smart Cityแม้ตึกสูงระฟ้าหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ระดับโลกจะเป็นภาพสะท้อนความเจริญด้านวัตถุ แต่สิ่งสำคัญที่ผู้คนมองหา ไม่ใช่แค่ความสวยงามด้านสถาปัตยกรรม หรือการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองหาคุณค่าที่โครงการนั้นส่งมอบต่อให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้น จุดเด่นอีกด้านของโครงการ
“วัน แบงค็อก” คือการให้ความสำคัญกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ
“วัน แบงค็อก” ได้สร้างมาตรฐานใหม่ทั้งด้านการออกแบบผสมผสานกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิตในสมาร์ทซิตี้ โดยตั้งเป้าเป็นโครงการแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการพัฒนาชุมชนแวดล้อมอย่าง LEED for Neighborhood Development ระดับ Platinum และมาตรฐานรับรองอาคาร WELL เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคาร

เทคโนโลยีถือเป็นหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญซึ่งถูกนำมาใช้ในวงการอสังหาริมทรัพย์ ตัวอย่าง เช่น โครงการมิกซ์ยูสระดับโลกอย่าง ฮัดสัน ยาร์ด (Hudson Yards) ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และบารังการู (Barangaroo) ในซิดนีย์ ออสเตรเลีย ซึ่งนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เป็นหลักในการออกแบบ เพื่อปรับปรุงด้านระบบปฏิบัติการและบริการด้านสาธารณูปโภค ซึ่งโครงการวัน แบงค็อก ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับหลักการออกแบบที่คำนึงถึงผู้คนเป็นหลัก ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิตในสมาร์ท ซิตี้
อาคารทั้งหมดในโครงการวัน แบงค็อก ถูกควบคุมโดยอาคารสาธารณูปโภค (Central Utility Plant) ที่ล้ำสมัย ซึ่งอาคารดังกล่าวสามารถบริหารและจัดการโครงการฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง เปรียบดั่งมันสมองและหัวใจหลักของโครงการ ซึ่งมีศูนย์บัญชาการกลาง (District Command Center) ที่จะทำการตรวจสอบบริหารจัดการ และให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม Smart Estate โดยใช้เซ็นเซอร์และจุดควบคุมมากกว่า 250,000 ตัว ควบคู่กับระบบ AI ขั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำและพลังงาน ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ รวมถึงระบบศูนย์ทำความเย็นส่วนกลาง (Centralized Cooling Plant) ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงบริการด้านสาธารณูปโภคอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบปฏิบัติงานสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น มอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เช่าผู้ใช้บริการ และลูกค้า การนำเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาใช้จะช่วยให้โครงการวัน แบงค็อก ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้ากว่า 18,000 ตันต่อปี และรีไซเคิลน้ำเพื่อใช้ทดแทนน้ำประปาได้กว่า 2.7 ล้านคิวบิกเมตรต่อปี

“วัน แบงค็อก” จึงถือเป็นโครงการมิกซ์ยูสแรกของไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และเป็นสัญลักษณ์ของมหานครไม่แพ้มหานครใดในโลก สะท้อนความเป็นเมืองแห่งอนาคต ด้วยองค์ประกอบที่ครบครันสมบูรณ์แบบ ทั้งการเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ ช่วยกระตุ้นและขับเคลื่อนการท่องเที่ยว ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวขึ้นไปสู่ World Stage แห่งใหม่ในอนาคต