หลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดเริ่มคลี่คลายลง จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้แบรนด์ต้องปรับตัว ปรับกลยุทธ์ให้เท่าทันการแข่งขันในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไป

หนึ่งในนั้นคือ “อำพลฟูดส์” หรือที่หลายคนรู้จักในฐานะผู้ผลิตกะทิชาวเกาะ ซึ่งภาพการรับรู้ของอำพลฟูดส์คือการเป็นผู้ผลิตและทำตลาดสินค้าเกี่ยวกับมะพร้าวเป็นหลัก แต่ ดร.เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มอำพลฟูดส์ ได้เล่าถึงจุดเปลี่ยนการทำธุรกิจว่า “กว่า 3 ทศวรรษที่เราอาศัยพ่อค้าคนกลางมาโดยตลอด ทำให้ไม่สามารถกระจายสินค้าลงไปสู่ร้านค้าปลีกรายย่อยได้ เราทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่สู่อีกบทบาท กับการเป็นตัวแทนจำหน่ายเพื่อให้สินค้าสามารถเข้าถึงร้านค้าได้ พร้อมทั้งสนับสนุนการขายสินค้าให้ร้านค้าย่อยและเพิ่มความแข็งแกร่งในการดูแลลูกค้ายี่ปั๊วควบคู่ไปด้วย”
จุดเริ่มต้นของการเป็นตัวแทนจำหน่ายคือน้ำปลาร้า “แซ่บไมค์” ของไมค์ ภิรมย์พร ซึ่งบริษัทมีส่วนเข้าไปช่วยดูแล ตั้งแต่โรงงานผลิต และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ทันความต้องการ ช่วยให้ยอดขายกลับมาเติบโตก้าวกระโดด ปัจจุบันมีสินค้านับ 10 แบรนด์ที่ร่วมเป็นพันธมิตร
ดร.เกรียงศักดิ์ เล่าว่า “เราช่วยจุดประกายตั้งแต่การปรับปรุงโรงงาน การผลิตสินค้า พัฒนาแพ็กเกจจิ้ง เป็นจุดแข็งที่องค์กรเรามี และนำไปต่อยอด ทรานส์ฟอร์มจากผู้ผลิตสินค้าไปสู่ตัวแทนจำหน่าย ซึ่งบทบาทอำพลฟูดส์ในแง่การทำธุรกิจเราเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิด ช่วยผลักดันรายได้บริษัทให้ปรับตัวดีขึ้น”

นอกจากนี้ อำพลฟูดส์ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พัฒนาหลักสูตรเตรียมความพร้อมให้แก่ SMEs ภายใต้ชื่อ “UTCC Food Works” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการสร้างสินค้า มองหาตลาดหรือช่องทางการจัดจำหน่าย ได้รับความรู้จากหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นเพื่อ SMEs โดยเฉพาะ พร้อมมอบประสบการณ์ตรงจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จ
ปัจจุบันอำพลฟูดส์ได้มีการเพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้าไทยให้ก้าวไกลสู่ครัวโลก เดินหน้าเติบโตทุกมิติ เสริมศักยภาพธุรกิจตัวแทนจำหน่ายสินค้า มีศูนย์กระจายสินค้า 73 สาขาทั่วประเทศ เป้าหมายคือทุก 1 จังหวัด จะมี 1 ศูนย์กระจายสินค้า เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้า Traditional Trade ร้านค้าย่อยเล็กๆ สามารถเข้าถึงร้านค้ากว่า 300,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 75% ของประเทศ และสามารถส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกกว่า 80 ประเทศ
“5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าเราขยายไปในแนวราบ คือการกระจายศูนย์สินค้า 1 จังหวัดต่อ 1 ศูนย์กระจายสินค้า ต่อจากนี้เราจะขยายในแนวดิ่ง ให้มีรถขนส่งสินค้าที่มากขึ้น จาก 6 คัน เพิ่มเป็น 12 คัน รวมกว่า 600 คันทั่วประเทศ เพื่อการกระจายสินค้าให้ลงลึกเข้าถึงร้านค้าในทุกช่องทาง”

นอกจากการทรานส์ฟอร์มจากผู้ผลิตสู่ตัวแทนจำหน่ายสินค้า อีกหนึ่งภารกิจคือการเปลี่ยนผ่านธุรกิจให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลที่อำพลฟูดส์ต้องทำ หนึ่งในนั้นคือการสร้างแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น มีการซื้อสินค้าในรูปแบบ Self Service ผ่านตู้ Vending Machine เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภค ภายใต้แบรนด์ “G Vending” เป็นการร่วมมือกับบริษัท เวนดิ้ง พลัส จํากัด (มหาชน) บริษัทในเครือ SABUY Tech ผู้ผลิตตู้ Vending Machine รายใหญ่ของประเทศไทย โดยมอง 3 กลุ่มเป้าหมาย คือพนักงานออฟฟิศ นักศึกษามหาวิทยาลัย และพนักงานโรงงาน ตั้งเป้าหมายการวางตู้ G Vending ให้ได้ 1,000 ตู้ภายใน 3 ปี
อำพลฟูดส์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 35 กับคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับผู้บริโภคและยึดถือมาตลอดนั่นคือเรื่องของการสร้างนวัตกรรมอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ภายใต้สโลแกน สุขภาพดีทุกความอร่อย ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ ได้แก่ น้ำปลาร้าปรุงรส สูตรลดโซเดียม ตรา Goodlife, ซอสปรุงรสอเนกประสงค์จากมะพร้าว ตรา King Island, ซอสกะปิกุ้งเคย ตรา Roi Thai, กะทิสูตรผสมน้ำมะพร้าว ตรา Chaokoh ซึ่งสินค้าใหม่ของอำพลฟูดส์ ได้เข้ามาช่วยตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่ต้องการมีผลิตภัณฑ์ที่ดี

นอกจากนี้ยังเร่งเสริมทัพด้วย แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก และ SMEs ที่พร้อมเติบโต เช่น ยังฟัน จากอีลี่กรุ๊ป ผู้ผลิตนมอันดับ 1 ของเอเซีย, อาร์ซี โคล่า 1 ใน 3 ผู้ผลิตโคล่าของอเมริกา, เครื่องดื่มรสน้ำผึ้งมะนาวโซดา ตรา แม็กซี่, สาหร่ายอบกรอบ ตรา แดซอง, กะปิกุ้งเคยแท้ ตรา หลวงไก่, น้ำปลาร้าต้มสุก ยูเอชที รายแรกของไทย ตรา เอ็มทีบายแม่ตุ๊ก, เครื่องเทศและสมุนไพร ตรา ปราชญา และ น้ําผึ้งผสมน้ำผลไม้ ตรา ฮันนี่
ที่ผ่านมาอำพลฟูดส์ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดมา ผ่านโครงการต่างๆ เช่น อำพลฟูดส์อาสา ที่เกิดขึ้นจากนโยบายของอำพลฟูดส์ที่ต้องการให้พนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเปิดโอกาสให้พนักงานได้นำสภาพปัญหาสถานที่ต่างๆ มาร่วมกันพิจารณาให้ความช่วยเหลือโดยมุ่งเน้นภาคการศึกษา และสิ่งแวดล้อม พร้อมแนวคิด และวิธีการที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในชุมชนนั้นๆ โครงการกล่องวิเศษ เปิดรับกล่อง UHT ที่ใช้แล้วนำมารีไซเคิล ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบันสามารถเรียกคืนกล่อง UHT เพื่อนำมารีไซเคิล เป็นโต๊ะเก้าอี้-นักเรียน ได้แล้วกว่า 28 ล้านชิ้น บริจาคโต๊ะ - เก้าอี้นักเรียนไปแล้วกว่า 10,000 ชุด ส่งมอบสู่โรงเรียนที่ขาดแคลนกว่า 170 โรงเรียน และยังคงดำเนินกิจกรรมโครงการดังกล่าวนี้ไปอย่างต่อเนื่อง

หลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมมะพร้าวของประเทศไทยโดนโจมตีเรื่องการใช้แรงงานลิง ซึ่งทางอำพลฟูดส์ยืนยันไม่ได้ใช้ลิงเก็บมะพร้าว ได้มีการร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า (WFFT) ให้ความช่วยเหลือลิงกังที่ถูกทำร้ายหรือบาดเจ็บและฟื้นฟูให้มีสภาพสมบูรณ์ ก่อนส่งคืนสู่ธรรมชาติ พร้อมให้ความรู้ด้านสวัสดิภาพสัตว์แก่เกษตรกร และเพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางอำพลฟูดส์ได้สร้างแบรนด์ ตรา มังกี้ ไอส์แลนด์ เพื่อจัดหารายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ส่งมอบให้มูลนิธิ เพื่อแก้ไขปัญหาการทารุณกรรมลิง โดยทั้งหมดนี้อำพลฟูดส์หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
เห็นได้ว่าการทรานฟอร์มธุรกิจของอำพลฟูดส์ จากผู้ผลิตมาสู่ตัวแทนจำหน่ายสินค้า นอกจากจะมีเครือข่ายร้านค้าปลีกเข้ามาอยู่ในมือแล้ว สิ่งที่อำพลฟูดส์จะได้ตามมาหลังจากนี้คือเรื่องของบิ๊กดาต้า ที่เป็นข้อมูลจากการซื้อจริงของผู้บริโภค ทำให้ได้ข้อมูลที่สามารถนำไปต่อยอดการทำตลาดได้อีกมากมาย เพื่อเติมเต็มการให้บริการ ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น