ในงาน WTF Festival : Into the World of Outliers มี Session หนึ่งที่ได้มีการแบ่งปันเรื่องราวชีวิตที่ราวกับเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยการเลี้ยวไปเลี้ยวมากว่าจะค้นพบจุดที่ลงตัวของตัวเอง โดยคุณแอมป์ อโรชา กิตติวิทยากุล ประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจ L&E Beyond ซึ่งเธอได้ย้ำเตือนถึงความสำคัญของการฟังเสียงหัวใจตัวเองเพื่อสร้างความหมายให้กับทุกสิ่งที่ทำไว้อย่างน่าสนใจ
[เด็กหลังห้องก้าวสู่โลกของดนตรีที่ท้าทาย]
ชีวิตเริ่มต้นของคุณแอมป์อาจดูเหมือนห่างไกลจากคำว่าความสำเร็จในสายตาของระบบการศึกษาทั่วไป เธอสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่า สมัยมัธยมเคยได้เกรดเพียง 1.94 เพราะไม่เข้าใจว่าการที่เรามีคะแนนมากกว่าเพื่อนมันจะดีกว่ายังไงในชีวิตของเรา
จุดเปลี่ยนเริ่มขึ้นเมื่อเธอได้รู้จักกับกีตาร์คลาสสิก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้โลกของเธอเปิดกว้างขึ้นเพราะความยากของมัน “พอได้ไปเห็น รู้สึกว่าสิ่งนี้เลิศ เหมือนโลกเปิด… ค้นพบความเจ๋ง และความยาก คือพอมันยาก เราก็เริ่มรู้สึก Challenge และเราอยากก้าวข้ามให้ได้”
ความพยายามนั้นส่งผลให้เธอสามารถสอบเข้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สำเร็จตามรอยคุณพ่อคุณแม่ (คุณพ่อคุณแม่จบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเช่นกัน) ขณะเดียวกัน เส้นทางสายดนตรีกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อเธอต้องเผชิญกับภาวะ Burnout อย่างหนักจากการซ้อมวันละ 8 ชั่วโมงจนถึงจุดที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไม่ได้ เธอตัดสินใจวางกีตาร์และทิ้งสิ่งที่เรียนมาเกือบ 2 ปี เพราะตระหนักได้ว่าตัวเองอาจไม่สามารถก้าวไปสู่ระดับท็อปในสายอาชีพนี้ได้
[ความหมายของการติดเทปให้สวยและการเรียนรู้ที่จะมีคุณค่า]
หลังจากหยุดพักและไปศึกษาต่อด้านการละครที่อังกฤษ (Advanced Theater Practice) เธอกลับมาเริ่มงานแรกที่บริษัทอีเวนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งงานแรกที่ได้รับมอบหมายคือการช่วยเตรียมงานแจกของและติดเทปกาวที่พื้น แม้จะเรียนจบปริญญาโทจากประเทษอังกฤษมาก็ตาม คุณแอมป์ให้มุมมองที่น่าสนใจกับเรื่องนี้ว่า
“ถ้าเราอยู่ในพื้นที่ไหนก็ตาม แล้วเราถูก Assign ให้ทำอะไร เราต้องทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด
ไม่อย่างนั้นจะอยู่ตรงนั้นทำไม จะให้ความรู้สึกราวกับว่าทำไมเราไม่มีความหมายเลย ในเมื่อความหมายเดียวของเรา คือการติดเทปให้สวย เราก็แค่ทำตัวเองให้มีความหมาย”
ด้วยทัศนคติที่ใส่พลังเกิน 200% ในทุกงาน ทำให้เธอเติบโตในสายงานจนเป็น Junior Producer แม้จะต้องแลกมาด้วยการทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัวก็ตาม
[Connecting the Dots เมื่อจุดของชีวิตมาบรรจบกัน]
สิ่งที่เหมือนจะเป็นอาชีพได้ก็ไม่ใช่อีกต่อไป เมื่อถึงจุดที่ร่างกายเริ่มประท้วง คุณแอมป์จึงตัดสินใจเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวที่ L&E (Lighting & Equipment) ในยูนิตเล็กๆ และด้วยความที่ว่าเป็นลูกสาว CEO เข้าไปทำงาน ทำให้ไม่มีใครกล้าใช้งานเธอเลย เข้าไปกลายเป็นว่านั่งเฉยๆ เป็นส่วนใหญ่ จนรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ถึงขั้นที่คุณพ่อของเธอขอให้เธอพยายามลองใช้ชีวิตปกติ คือทำงานเช้าเลิกเย็นแล้วไปเดินห้าง แต่เธอกลับพบว่าชีวิตแบบนั้นไม่มีคุณค่าสำหรับเธอเลย
แต่ไปเล็งเห็นว่าบางโปรเจกต์ที่ทำด้าน Entertainment เป็นตลาดที่กำลังโต และยังไม่มีใครลงมือทำระบบนี้แบบจริงจัง บวกกับความ Suffer ในการใช้งานอุปกรณ์ เพราะแม้ตัวเองจะมีไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบการแสดง แต่เมื่อต้องเผชิญกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ในตลาดตอนนั้น เธอกลับใช้ไม่เป็นเลย เพราะอุปกรณ์เหล่านั้นไม่ได้มาตรฐานตามที่เธอเคยเรียนรู้มา

เธอจึงตัดสินใจเริ่มสร้าง Branding แบรนด์ L&E Beyond ขึ้นเพื่อนำเสนออุปกรณ์ Entertainment Lighting โดยใช้ศักยภาพด้านการผลิตและ Supply Chain ของ L&E มาสนับสนุน สิ่งนี้คือการนำ Dot ของความรู้ของสิ่งที่เธอไปร่ำเรียนมาบรรจบกับธุรกิจอุตสาหกรรม Lighting ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
[ใช้ชีวิตให้ Alive ในแบบที่เป็นตัวเอง]
คุณแอมป์ทิ้งท้ายไว้บนเวที คือการให้ทุกคนลองเป็น Startup ในองค์กร ด้วยการสร้างคุณค่าใหม่ๆ และการดำเนินชีวิตด้วยหัวใจที่ Alive ซึ่งประกอบด้วย
1. Accept: ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
2. Learn & Inspire: เรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ตัวเองเสมอ
3. Value: ให้คุณค่ากับตัวเอง โดยเธอแนะนำเคล็ดลับว่า “ชมกันเองอ่ะเร็วที่สุด เราต้องให้กำลังใจตัวเอง และเราเป็นคนเดียวที่ให้กำลังใจตัวเองได้”
4. Invent: นำสิ่งเหล่านั้นมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้ดียิ่งขึ้น
เรื่องราวของคุณแอมป์สะท้อนให้เห็นว่า ทุกประสบการณ์ที่ดูเหมือนไม่ได้ใช้ในวันนั้น จะกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่รอการเชื่อมต่อเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในวันหน้า ขอเพียงแค่เราฟังเสียงใจตัวเองให้เป็นและลงมือทำทุกอย่างให้มีความหมายที่สุดในแบบของเรา