เชื่อว่าวัยเด็กของใครหลายคนเติบโตมาพร้อม ๆ กับ “Sanrio” แต่ไม่รู้ว่าคำว่า Sanrio มาจากคำว่า San (三) ที่แปลว่าสาม และคำว่า Rio เป็นภาษาสเปนแปลว่าแม่น้ำ เมื่อนำมารวมกันจะกลายเป็นแม่น้ำทั้งสามสาย ที่ผูกโลกเข้าไว้ด้วยกัน จึงเห็นได้ว่า Sanrio มีความตั้งใจที่จะทำให้คาแร็กเตอร์ของแบรนด์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งก็ไม่ได้ผิดไปจากความมุ่งมั่นของเจ้าของแบรนด์ เพราะตอนนี้คาแร็กเตอร์สุดคาวาอี้ของ Sanrio ได้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในทุกพื้นที่บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้แล้ว
วันนี้ Brand Story ก็มีความตั้งใจที่จะมาส่งต่อเรื่องราวสุดคิ้วท์ของ Sanrio ให้ทุกคนได้รู้ จุดเริ่มต้นเป็นอย่างไร? มาดูกัน!
Sanrio ก่อตั้งในปี 1960 โดยนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นชื่อชินทาโร่ สึจิ เดิมทีเป็นธุรกิจสิ่งทอ ชื่อ “The Yamanashi Silk” ในโตเกียว ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านเยน (ราว 2.6 แสนบาท) และตัดสินใจต่อยอดกิจการด้วยการเริ่มขายรองเท้าแตะเพ้นท์ลายสุดคิ้วท์ จนได้รับกระแสต่อรับดีเกินคาด แต่ก็ใช้เวลานานกว่าจะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
จุดเริ่มต้นของความคาวาอี้อย่างจริงจัง เมื่อสึจิต้องการพัฒนาสินค้าของตนเองให้มีเอกลักษณ์ กับคาแร็กเตอร์ตัวแรกที่เขาออกแบบอย่าง “Strawberry” ที่ถูกนำไปใช้เป็นลวดลายต่าง ๆ บนสินค้า (ที่ต่อมาได้กลายเป็น Strawberry King) ซึ่งสินค้าเหล่านั้นได้วางจำหน่ายที่บริษัทใหม่ มุ่งผลิตของขวัญขายในช่วงเทศกาลชื่อ “Sanrio Greeting” ในปี 1969 และถูกเปลี่ยนเป็น Sanrio Company ในปี 1973 ซึ่ง Sanrio Company ไม่ได้ขายของขวัญเพียงอย่างเดียว แต่ยังเปิดธุรกิจร้านอาหาร Sanrio Salon และ Gift Gate ที่ขายการ์ดอวยพรอีกด้วย
จุดเริ่มต้น Hello Kitty
แต่เจ้า Strawberry ตัวเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการตีตลาด สึจิได้จ้างนักวาดการ์ตูนมาออกแบบคาแร็กเตอร์ต่าง ๆ ที่ถูกใจมากเป็นพิเศษ คือเด็กผู้หญิงชาวลอนดอนหน้าแมว “Hello Kitty” ที่คลอดออกมาในปี 1974 ออกแบบโดย ยูโกะ ยามากูจิ ตามด้วย Patty & Jimmy คู่เด็กหญิงเด็กชายสัญชาติอเมริกัน สำหรับเหตุผลที่สึจิมอบสัญชาติตะวันตกให้คาแร็กเตอร์เหล่านี้ เป็นเพราะช่วงนั้นวัฒนธรรมตะวันตกยุค 70s กำลังมาแรงในญี่ปุ่น และมีแผนจะทำให้โด่งดังในกลุ่มประเทศมหาอำนาจ จึงก่อตั้งบริษัทผลิตสื่อ Sanrio Film Corporation of America โดยมีสำนักงานที่ Los Angeles
Hello Kitty ปรากฏตัวครั้งแรกในปี 1975 บน “Petite Purse” กระเป๋าใส่เหรียญใบจิ๋ว แต่ก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าที่สึจิหวังไว้ จึงผลิตสินค้าประเภทอุปกรณ์การเรียนเพิ่มขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเด็ก ๆ ที่อยากมีกระเป๋าดินสอหรือปากกาคิ้วท์ ๆ ไว้อวดเพื่อน เอาใจแม่บ้านญี่ปุ่นด้วยนิตยสาร Strawberry รวมเคล็ดลับเย็บถักปักร้อยสไตล์คาวาอี้ไว้ในเล่มเดียว และยังปล่อยอนิเมชั่นเรื่องแรกอย่าง Little Jumbo ออกมาให้ทุกคนได้ชมอีกด้วย
ใช่ อ่านไม่ผิดหรอก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในปีเดียว จาก Sanrio บริษัทที่มีการจดทะเบียนเพียงล้านเยน!
ยังคงคาวาอี้ไม่หยุด คาแร็กเตอร์ถูกผลิตออกมาเรื่อย ๆ ในปี 1975 Sanrio คลอด Little Twin Stars และกระต่ายน้อยสีชมพู My Melody ปี 1989 ปล่อยหมาน้อย Pochacco ยังไม่นับตัวอื่น ๆ ที่ถูกออกแบบมาได้น่ารักตะมุตะมิถูกใจชาวโลก จนถึงจุดได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม Sanrio จึงขยายธุรกิจไปประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง หรือบราซิล มากไปกว่านั้น Hello Kitty ยังได้เป็นทูต UNICEF อีกด้วย! สมกับความฝันที่สึจิวาดไว้ ว่าอยากให้ Sanrio ไปไกลถึงระดับโลก

นอกจากนี้ Sanrio ยังนำคาแร็กเตอร์ต่าง ๆ ไปต่อยอดเป็นธุรกิจอีกหลายอย่างที่เราคุ้นตากัน อย่างสวนสนุก Puroland กรุงโตเกียว ในปี 1990, ธีมพาร์ค Harmonyland ที่จังหวัดโออิตะ ในปี 1991, Hello Kitty Café ในปี 2009, Hello Kitty Smile Resort ในปี 2015 สำหรับใครที่อยากเที่ยวทั้ง 9 จังหวัดทางตะวันตกของญี่ปุ่น สามารถเดินทางไปกับ Hello Kitty Shinkansen ในปี 2018 และยังมี EVA Airline สายการบิน Hello Kitty น่ารักสุดติ่งกระดิ่งแมว โดนใจสาวก Sanrio สุด ๆ
ปัจจุบัน Sanrio ไม่ได้เป็นเจ้าของคาแร็กเตอร์ในบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ยังซื้อลิขสิทธิ์ของ Mr. Men Little Miss และยังครอบครองลิขสิทธิ์ PEANUT เจ้าหมาบีเกิ้ลสนูปปี้อีกด้วย สำหรับฝั่งบ้านเรา เจ้าของลิขสิทธิ์และจัดจำหน่ายสินค้าในเครือ Sanrio ในประเทศไทย อยู่ในมือของ “เซ็นทรัล” มานานกว่า 20 ปี