มีตัวเลขที่น่าสนใจจากบริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีเกี่ยวกับธุรกิจกัญชงของไทย คืออุตสาหกรรมกัญชงเพื่อ การพาณิชย์ภายในประเทศไทยปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 600-1,000 ล้านบาท และจะพุ่งขึ้นสูงถึง 5 หมื่นล้าน ภายในปี 2567-2568 ส่วนในตลาดโลกปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 8 แสนล้านบาท และคาดว่าจะขยับขึ้นไปแตะ เพดาน 1.3 ล้านล้านบาทในปี 2567-2568
สำหรับประเทศไทย ทางภาครัฐได้มีการปลดล็อกพืชกัญชา กัญชงให้พ้นจากบัญชียาเสพติดอย่างถาวร คงเหลือไว้แค่สารสกัดจากกัญชา กัญชงที่มีค่า THC เกิน 0.2% และช่อดอกกัญชง ช่อดอกกัญชา และเมล็ดกัญชาที่ ยังคงจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยมีผลตั้งแต่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งการปลดล็อกในครั้งนี้ทางรัฐบาล มุ่งหวังที่จะนำกัญชา กัญชงมาพัฒนาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจตั้งแต่ภาคครัวเรือน ไปจนถึงระดับอุตสาหกรรม
ที่ผ่านมา ความสนใจของคนไทยจะโฟกัสไปที่การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการมากเป็นพิเศษ โดยมีสินค้า หลายแบรนด์เริ่มนำเอาส่วนผสมของใบกัญชาเข้ามาผสม เพื่อสร้างเป็นจุดขายใหม่ในเรื่องความผ่อนคลาย เมื่อมา รวมกับการสูบกัญชาแบบดั้งเดิมที่คนไทยนิยมลักลอบสูบ ซึ่งทำให้กัญชา กัญชงค่อนข้างจะถูกมองในแง่ลบ
ในความเป็นจริงสารสกัดจากกัญชา กัญชงก็มีทั้งคุณและโทษ
คุณก็คือสรรพคุณทางยา
โทษก็คือการออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท
หลังการปลดล็อกโอกาสและอุปสรรคของกัญชา กัญชงในประเทศไทย จึงอยู่ที่ว่าทำอย่างไรสมุนไพรทาง การแพทย์นี้จะถูกนำไปใช้อย่างถูกวิธี

THC VS. CBD
กัญชา (Marijuana) และกัญชง (Hemp) เป็นพืชตระกูลเดียวกันในวงศ์ Cannabaceae ที่อยู่ในตระกูล Cannabis เหมือนกัน แต่ต่างกันที่สายพันธุ์ย่อยจึงทำให้กัญชงและกัญชามีลักษณะที่คล้ายกัน โดยสิ่งที่แตกต่างกัน จะแตกต่างกันในด้านลักษณะทางกายภาพ และปริมาณสารสำคัญ คือ
1. สาร THC (Tetrahydrocannabinol) : เป็นสารที่มีประโยชน์ในทางการแพทย์ เช่น แก้อาการนอนไม่หลับ ลดน้ำตาลในเลือด ต้านมะเร็ง ช่วยลดอาการปวดการเกร็งของกล้ามเนื้อ แต่ THC มีฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เป็นสาร มึนเมาส่งผลต่ออารมณ์ ความจำ ความรู้สึก จึงต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น ซึ่งสารสกัดจากกัญชา กัญชง ที่มีค่า THC เกิน 0.2% ยังเป็นยาเสพติด หากใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดตามกฎหมายยาเสพติด
2. สาร CBD (Cannabidiol) : ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท มีประโยชน์ทางการแพทย์ คือลดการอักเสบ ระงับอาการปวด ลดอาการชักเกร็ง และลดความกังวล ช่วยให้ผ่อนคลาย รวมถึงยังมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น เป็นส่วนผสมในอาหาร เครื่องสำอาง อาหารสัตว์ เพราะ CBD ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท องค์การอนามัยโลกจึงไม่ ได้จัดให้ CBD เป็นสารเสพติด หลายประเทศจึงอนุญาตให้วางจำหน่ายสินค้าที่มีส่วนผสมของ CBD ได้โดยไม่ผิด กฎหมาย
ซึ่งสิ่งที่ทำให้กัญชาแตกต่างจากกัญชงก็คือ กัญชาจะมีสาร THC เกิน 1% จากน้ำหนักแห้ง ส่วนกัญชง จะมีสาร THC ไม่เกิน 1% จากน้ำหนักแห้ง

5 ปีแห่งความท้าทาย
พรประสิทธิ์ สีบุญเรือง กรรมการผู้จัดการ บริษัท 88 แคนนาเทค จำกัด อธิบายว่า ที่ผ่านมาภาค อุตสาหกรรมในประเทศไทย นิยมปลูกกัญชงเพื่อเอาเส้นใยและเอาเมล็ดมากิน หรือทำแพลนต์เบสโปรตีน ซึ่งส่วน ใหญ่จะเป็นสายพันธุ์ท้องถิ่นกับกัญชงที่ปลูกเพื่อเอาช่อดอก ดังนั้นผู้ประกอบการที่ต้องการปลูกเพื่อเน้นสารสกัด CBD จึงจำเป็นต้องนำเข้าเมล็ดพันธุ์คุณภาพจากต่างประเทศในระยะแรก
“สายพันธุ์กัญชา กัญชงในประเทศไทย ไม่ได้ถูกพัฒนามาหลายสิบปีเพราะถูกจัดเป็นยาเสพติด สายพันธุ์ดั้งเดิมเป็นกัญชามี THC สูง CBD ต่ำ ทำให้บริษัทจำเป็นต้องขำเข้าเมล็ดพันธุ์ ซึ่งกฎหมาย อนุญาตให้นำเข้าเมล็ดพันธุ์ แต่ห้ามนำเข้าสารสกัดทุกชนิด CDB ใน 5 ปี เพราะฉะนั้นความท้าทายของผู้ ประกอบการในประเทศไทย จึงอยู่ที่การพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศใน ย่านนี้”
โดยทางบริษัท 88 แคนนาเทค ได้นำเข้าเมล็ดพันธุ์กัญชงสำหรับปี 2565 ประมาณ 1 แสนเมล็ด เพื่อปลูก ในพื้นที่โรงเรือน (Green House) ของบริษัท ซึ่งตั้งอยู่ที่ จ.เชียงราย จำนวน 2 หมื่นเมล็ด และที่เหลือก็ส่งให้กับทาง Contract Framing ของเราอีกหลายแห่ง เช่น MDX Green Energy สุพรรณ กรีนเทค และโชคอนันต์ ฟาร์ม เป็นต้น โดยการปลูกของ Contract Farming เราต้องปลูกในโรงเรือน และต้องได้รับมาตรฐาน GAP ของกรมวิชาการเกษตร เท่านั้น สำหรับฟาร์มที่เชียงราย เราได้เก็บผลผลิตชุดแรกไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
พรประสิทธิ์ ย้ำว่า ในภูมิภาคนี้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีการผลักดันให้กัญชา กัญชงไม่ใช่ยา เสพติด ดังนั้นการพัฒนาสายพันธุ์เพื่อจำหน่ายจึงเป็นอีกโอกาสทางธุรกิจ หากในอนาคตประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมี การอนุญาตให้ปลูกกัญชา กัญชงได้
“ตอนนี้ภูฎาน และมาเลเซียก็กำลังหาทางแก้กฎหมาย เพื่อผลักดันให้กัญชา กัญชงเป็นพืช เศรษฐกิจเหมือนประเทศไทย ถ้าเราสามารถพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพได้ก็หมายถึงโอาสทางธุรกิจ มีสูงขึ้น เมล็ดพันธุ์นำเข้า 1 เมล็ด ตอนนี้ราคาประมาณ 200 บาท เราต้องนำเข้าเมล็ดพันธุ์เพื่อมาพัฒนา สายพันธุ์ให้เหมาะสมกับประเทศไทย ทางลัดคือซื้อลิขสิทธิ์ แล้วเอามาพัฒนาสายพันธุ์ ด้วยการที่เมล็ด พันธุ์แพงและเลี้ยงยาก เลยทำให้ปลูกกลางแจ้งยากมาก เลยต้องปลูกในโรงเรือน มีการวัดแสง ความชื้น อุณหภูมิตลอดเวลา เพราะว่าสายพันธุ์โตมากับเมืองหนาว ต้องเอามาปรับให้เข้ากับเมืองร้อน
เมล็ดพันธุ์ตัวเมียที่เอาเข้ามา เวลาออกดอก ออกช่อ ถ้ามีเมล็ดพันธุ์ตัวผู้มาผสมจะกลายเป็น กระเทย แล้วจะไม่มีช่อดอกออกมา เลยจำเป็นต้องปลูกในโรงเรือนที่สามารถควบคุมได้ เพื่อป้องกัน ละอองเกสรตัวผู้ ซึ่งเกษตรกรบางคนไม่รู้เลยว่าเป็นตัวเมียหรือว่าตัวผู้ ที่ซื้อมาเป็น 99% ตัวเมีย โรงเรือน ของเราช่อดอกจะเริ่มออกวันที่ 35 และจะเริ่มตัดใน 75 วัน แล้วเอาไปตาก 14 วัน เพื่อให้ความชื้นเหลือ ไม่ถึง 14% ถ้าตัวไหนเริ่มเครียดจะเป็นกระเทย ต้องรีบเอาออกไปทำลาย”
เนื่องจากธุรกิจที่เกี่ยวกับสารสกัดจาก CBD เป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย ซึ่งยังขาดความน่าเชื่อถือ ทาง 88 แคนนาเทค เองจึงเน้นการทำธุรกิจด้วยการหาพันธมิตรที่มีเทคโนโลยี ทั้งจากภาครัฐและเอกชน
พรประสิทธิ์ กล่าวว่า การสร้างความเชื่อมั่นให้แบรนด์ บริษัทเน้นไปที่ 5 แนวทางหลัก คือ
1. ทำงานร่วมกับภาครัฐซึ่งมีความน่าเชื่อถือ
2. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพจากบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศ
3. เพาะปลูกถูกต้องตามหลัก GAP ได้มาตรฐาน
4. มีระบบติดตามตลอดห่วงโซ่ได้อย่างครบถ้วน
5. ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรที่ร่วมงานด้วย ผ่านมาตรฐานและมีความน่าเชื่อถืออย่างเป็นรูปธรรม

โอกาสของกัญชงทางการแพทย์และสุขภาพ
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ากัญชา กัญชงนั้นความใกล้เคียงกันมากๆ และมีทั้งคุณและโทษ แต่คนส่วนใหญ่ จะมองโทษมากกว่าคุณ เพราะมีสารที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะกัญชาถูกขึ้นบัญชีเป็น ยาเสพติดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2468 หรือเกือบ 100 ปี เพราะฤทธิ์ของสาร THC
จุดที่น่าสนใจก็คือการปลดล็อกครั้งนี้ทำให้ประเทศไทยปัจจุบันเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียที่ให้ปลูก กัญชาอย่างถูกกฎหมาย
แต่ในขณะที่คนไทยยังไม่ตกตะกอนทางความคิดเกี่ยวกับกัญชาภาคประชาชนหรือในภาคสันทนาการ ในภาคธุรกิจก็มีหลายบริษัทที่เริ่มต้นทำธุรกิจอย่างจริงจังไปแล้ว โดยเน้นทำธุรกิจไปที่กัญชง โดยเน้นนำเอา คุณสมบัติของ CBD มาสร้างมูลค้าเพิ่ม
ที่ผ่านมา กัญชงถูกใช้มานานแล้วในเมืองไทยในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้ได้สินค้าที่ออกไปทางาน หัตถกรรมซึ่งสร้างมูลค่าได้ไม่สูงมากนัก
พรประสิทธิ์ กล่าวว่า โอกาสของประเทศไทยในการนำเอาสาร CBD ไปใส่ในสินค้า มีถึง 5 อุตสาหกรรม ด้วยกัน คือ 1. สมุนไพร 2. เครื่องสำอาง 3. อาหารเสริม 4. ยา 5.สปา
“ธุรกิจกัญชา กัญชง เป็นเทรนด์ต่างประเทศที่มีการใช้กัญชาทางการแพทย์และกัญชงเชิงพาณิชย์ มานาน สรรพคุณหลักของ CBD คือแก้อักเสบ ลดการกระสับกระส่าย ช่วยให้ผ่อนคลาย CBD ไม่ได้ช่วย รักษา แต่เข้าไปป้องกัน 88 แคนนาเทคทำการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมกัญชงเป็นรายแรกๆ ในประเทศ ไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทพันธมิตรระดับโลกจากหลากหลายประเทศ จนก่อเกิดเป็นโมเดลธุรกิจ ที่ครบวงจรตั้งแต่การปลูก-สกัด-แปรรูป โดยในส่วนของต้นน้ำ เรามีพันธมิตร คือบริษัทไฟลอส ไบโอซาย ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์กัญชา กัญชง ใหญ่เป็นอันดับ 1 ใน 5 ของอเมริกา”
ที่ผ่านมา 88 บริษัท แคนนาเทค จำกัด มีการขยายพื้นที่โดยการทำ Contract Farming กับ Smart Farmer เกษตรกรยุคใหม่ที่ทำเกษตรโดยได้มาตรฐานตามจังหวัดต่างๆ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ กระบี่ โดยในปี 2566 คาดได้ ผลผลิตประมาณ 3 แสนต้น ภายในปี 2566 คาดได้สาร CBD 1.5 - 1.8 ตัน เพื่อนำมาผสมในผลิตภัณฑ์ได้ถึง 1.5 - 1.8 ล้านยูนิต
เป้าหมายของ 88 แคนนาเทค นั้นต้องการจะพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาดในประเทศ 40% และส่งออก 60% โดยวางเป้ายอดขาย 1,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากการขาย 1.5 - 1.8 ล้านยูนิต โดยเน้นทางการแพทย์และสุขภาพ เท่านั้น ไม่มีเรื่องสันทนาการเกี่ยวข้องโดยสิ้นเชิง
“เราขยายมาทำ CannaHealth เพื่อให้เป็น Wellness Center และเป็นต้นแบบของ Medical Tourism ที่ให้การดูแลสุขภาพองค์รวมโดยใช้กัญชงและกัญชาเป็นจุดขายและเตรียมเปิด Franchise ภายใน Q1 ของปี 2566 ซึ่งสามารถมาในรูปแบบ Stand Alone และ Kiosk ได้ รวมถึงยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ CannBE จะออกสู่ตลาดประมาณปลายเดือนตุลาคม 2565 ประมาณ 50,000 ยูนิต ได้รับอนุมัติจากอย. เป็นที่ เรียบร้อย”
เป้าหมายถัดของ 88 แคนนาเทค คือการปลูกกัญชงเพื่อพัฒนาสินค้า Plant Based และการใช้เส้นใย พัฒนาสู่อุตสาหกรรมก่อสร้าง และปลายทางนำไปสู่การทำ Carbon Credit เพื่อเป็นเป้าหมายให้เกษตรกรสร้าง รายได้จากพื้นที่สีเขียวด้วย
