ที่สุดของของเล่นของชายผู้มั่งคั่ง ถ้าไม่ใช่เครื่องบินส่วนตัว ก็หนีไม่พ้นซูเปอร์คาร์
สำหรับผู้ที่จะเข้าวงการว่ากันว่า ซูเปอร์คาร์ สุดยอดปรารถนาต้องเป็น Italian Job
นั่นหมายความว่า เป็นซูเปอร์คาร์ที่ออกแบบและผลิตโดย Italian Automakers
ซูเปอร์คาร์คันแรกของชายชอบสนุก มักจะเริ่มต้นด้วย Alfa Romeo ก่อนจะยกระดับสู่ Maserati แล้วขยายเพดานสู่การควบ Ferrari ถ้าเงินยังไม่หมด สุดท้ายก็จะจบด้วย Lamborghini
หลายปีที่ผ่านมา โลกอุตสาหกรรมยานยนต์ถูก Disrupted อย่างรุนแรง จากเทคโนโลยี EV
Brandscape หรือภูมิทัศน์อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังจะถูกเปลี่ยนแปลงจากการถือกำเนิดของรถยนต์ไฟฟ้า กว่าครึ่งของรถจ่ายกับข้าวในประเทศอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างจีนถูกยึดครองด้วย EV จากผู้ผลิตจีน ก่อนจะขยายตัวไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก
Automakers จากค่าย Old Establishment อย่างเยอรมัน ญี่ปุ่น อเมริกา ล้วนทุ่มทุนมหาศาลในการพัฒนายานยนต์ EV จนกระทั่งอุตสาหกรรมยานยนต์ EV ให้กำเนิดมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกอย่าง Elon Musk ขึ้นมาท้าทายมหาเศรษฐี
จากวอลล์สตรีท และ Silicon Valley
ที่สำคัญ Tesla ยานยนต์ EV ของ Elon Muak ใช้เวลาไม่กี่ปี ในการสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์ตัวเอง กระทั่งแซงหน้า Toyota และปล่อยให้ Mercedes-benz ตามมาห่างๆ ในลำดับที่ 3 ด้วยมูลค่าแบรนด์กว่า 75,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ถนนทุกสายล้วนมุ่งหน้าสู่ยานยนต์ EV เพราะเป็นที่คาดหมายกันทั่วไปว่า อีกไม่เกิน 2 ทศวรรษ ถนนทุกสายทั่วโลกจะถูกยึดครองด้วยยานยนต์ EV
ล่าสุด ไม่เพียงตลาดรถยนต์จ่ายกับข้าว หรือรถยนต์สำหรับส่งลูกไปโรงเรียน แต่เทคโนโลยี EV ยังเป็นหมุดหมายสำคัญของซูเปอร์คาร์ทั่วโลก ไม่เว้นซูเปอร์คาร์ Italian Job
Stephan Winkelmann ซีอีโอของ Lamborghini กล่าวว่า ความท้าทายยิ่งใหญ่ที่สุด คือการทำให้ซูเปอร์คาร์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า
สําหรับผู้ผลิตรถสปอร์ตที่กล่าวได้ว่าอยู่บนยอดสุดของพีระมิด เน้นประสิทธิภาพสูงอย่าง Lamborghini การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นแบรนด์ที่มี DNA สำคัญ อยู่ที่ความโดดเด่นทางเทคโนโลยี ทั้งความแรง และชายมั่งคั่งที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย Signature ของค่าย คือเสียงคํารามก้องของเครื่องยนต์ที่กระชากใจ
"ความท้าทายใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า คือการใช้พลังงานไฟฟ้า และ Digitization เรื่องนี้ไม่มีทางออกอื่น จุดจบสําหรับเครื่องยนต์สันดาปภายในกำลังมาถึง แต่ก็เป็นเรื่องดีที่นําสู่การที่เราต้องหันไปใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์ใหม่" Winkelmann กล่าว

ทั้งนี้ กล่าวได้ว่า ซูเปอร์คาร์ทั้ง 4 ค่าย ไม่มีใครยอมล้าหลังคู่แข่งเรื่องการก้าวเข้าสู่เส้นทาง EV 100%
ปี 2564 มีรายละเอียดในรายงานการประชุมผู้ถือหุ้น Ferrari ว่า Ferrari แจ้งในที่ประชุมผู้ถือหุ้นว่า บริษัทจะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในปี 2025 ทั้งนี้ ค่ายม้าลำพอง เคยเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด รุ่น SF90 Stradale ซึงมีกำลังสูงสุดเท่าที่บริษัทเคยผลิต คือ 986 แรงม้า วิ่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาที
เดือนมีนาคม 2565 Maserati เผยโฉมรถรุ่น GranTurismo รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ใช้ระบบไฟฟ้า 100% เป็นส่วนหนึ่งของ Maserati Folgore EV (Folgore มีความหมายว่า ฟ้าผ่า) มีแผนเปิดตัวเป็นทางการในปี 2566 โดยจะออกมามีทั้งรถ GranTurismo Coupe และรถ GranCabrio ตัวถังเปิดประทุนได้ โดยมีสมรรถนะ คือจะสามารถเร่งความเร็วจาก 0 - 62 ไมล์ต่อชั่วโมง (100 กม. / ชม.) ได้ภายใน 3 วินาที ความเร็วสูงสุด 186 ไมล์ต่อชั่วโมง (300 กม. / ชม.)
ขณะที่ช่วงกลางปี 2565 ผู้บริหาร Alfa Romeo ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ออกมาให้ข่าวว่า บริษัทตั้งเป้าว่า ภายในปี 2560 เป็นต้นไป จะขายรถยนต์ไฟฟ้า 100% เท่านั้น ขณะที่รถรุ่น Giulia ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 2559 จะได้รับการปรับโฉม และการเปิดตัวใหม่จะออกมาเป็นรถซีดานที่ใช้ระบบไฟฟ้า
คำถามสำคัญ คือผู้ผลิตทั้ง 4 จะทำให้ตัวเองเด่นและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่งในสนามแข่งขันใหม่ (รถไฟฟ้า 100%) นี้ได้อย่างไร เพราะอดีตซึ่งกล่าวได้ว่า อยู่ในขั้นไร้เทียมทานอาจสูญสลายหายไปในชั่วพริบตาหรือไม่
Winkelmann ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมา Lamborghini ประสบความสำเร็จต่อเนื่องยาวนาน เกิดขึ้นจากองค์ประกอบ 4 ประการ คือ ความยั่งยืน (Sustainability) การออกแบบ (Design) ประสิทธิภาพ (Performance) และความรู้สึกร่วมของผู้ขับขี่ (Emotional Engagement)

"ในแง่คุณสมบัติที่โดดเด่น สิ่งแรกและสําคัญที่สุด คือการออกแบบ จากนั้นคือความรับรู้และอารมณ์ที่ผู้ขับขี่รู้สึกกับเรา แต่เมื่อพูดรถยนต์ไฟฟ้ามันอาจเร็วก็จริง แต่เรื่องอารมณ์ร่วมอาจไม่เหมือนเดิม" Winkelmann กล่าว
หากคุยถึงจุดเด่นเรื่องประสิทธิภาพ (Performance) สำหรับ Lamborghini พวกเขาเป็นผู้ผลิตรถรุ่น Lamborghini Veneno ที่มีความเร็วสูงสุด (Top Speed) 356 กม. หรือ 221 ไมล์ต่อชั่วโมง วิ่งจาก 0-60 โดยใช้เวลา 2.9 วินาที ใช้เครื่องยนต์ 6.5L V12 มีกำลัง 740 แรงม้า
"การออกแบบ และประสิทธิภาพ ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ตอนนี้ยังเพิ่มเรื่องความรู้สึกเข้ามาด้วย ซึ่งเราต้องพิสูจน์ว่าทําเรื่องนี้ได้" Winkelmann เสริม
Winkelmann ให้ข้อมูลที่เป็นพัฒนาการว่า ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะได้เห็นรถรุ่นใหม่ซึ่งเป็น "การผสมผสาน- Hybridisation" ของ Lamborghini รุ่นปัจจุบัน Urus-อูรุส ซึ่งเป็น SUV ที่ขายดีที่สุด กับรุ่น Huracan-ฮูราคาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของ แบรนด์ให้มากขึ้น หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากรุ่น Aventador ที่ได้รับคำชมว่า
“เป็น Lamborghini ที่ดีที่สุดเท่าที่ Lamborghini เคยสร้างมา” (The Best Lamborghini Ever) สิ่งที่ Winkelmann พูดถึงชี้ชัดว่า เส้นทางซูเปอร์คาร์แบบ EV นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง และบรรดาผู้นิยม “ความแรง” คงแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เห็นซูเปอร์คาร์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100%
ภาพประกอบ
Lamborghinihttps://www.instagram.com/p/Ci9pXRlsUZY/?utm_source=ig_embed&ig_rid=35c286ec-b4bc-4fef-8f07-3336de6d43e8