“THAI FIGHT” ถือเป็นเวทีการแข่งขันมวยไทยที่โด่งดังทั้งในไทยและต่างประเทศ เป็นเวทีที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการมวยไทยด้วยสถิติผู้ชมในสนามมากกว่า 80,000 คน มีผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 100 ล้านคน ครองเรตติ้งอันดับ 1 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จนได้รับการยอมรับว่าเป็นการจัดการแข่งขันมวยไทยที่ดีที่สุดในโลก
ล่าสุดนพพร วาทิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยไฟท์ จำกัด ทุ่มทุนกว่า 1,000 ล้านบาทเปิดโปรเจ็กต์ยักษ์ THAI FIGHT HOTEL เพื่อมุ่งเป็น SOFT POWER THAILAND ภายใต้คอนเซ็ปต์ THAI FIGHT SIGNATURE PROJECTS พาไทยไฟท์เข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ด้วยการเปิดตัวโรงแรม THAI FIGHT HOTEL แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่หาดละไม เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
โดยโรงแรม THAI FIGHT HOTEL จะเป็นโรงแรมหรูระดับ 4 ดาว ภายใต้ธีม "มวยไทย" ซึ่งถือเป็น SOFT POWER ที่ชาวต่างชาติรู้จักและคลั่งไคล้ เพราะเป็นศิลปะการต่อสู้ด้วยหมัด เท้า เข่า ศอก ที่งดงาม เข้มแข็ง และเต็มไปด้วยพละกำลัง เป็นหนึ่งในการต่อสู้ที่ถูกยกย่องว่าเป็นศาสตร์การต่อสู้ป้องกันตัวแนวตั้งที่ดีที่สุดในโลก

THAI FIGHT HOTEL ตั้งอยู่บนพื้นที่เกือบ 5 ไร่ มีความยาวของชายหาดเกือบ 500 เมตร ตัวอาคารประกอบด้วย อาคาร 3 หลัง มีจำนวนห้อง 50 ห้อง และ 4 พูลวิลล่า โดยแต่ละส่วนของโรงแรมจะเป็นสไตล์ไทยโมเดิร์น ห้องพักทุกห้องเป็นธีมมวยไทย มีกระสอบทราย นวม พร้อมมงคลสวมศีรษะ หรือประเจียดแขน ที่จัดไว้สำหรับแขกที่เข้าพัก ราคาห้องพักอยู่ระหว่าง 3,500-25,000 บาท
ส่วนของบริการ "THAI FIGHT PHYSPORTS" จะเป็นสถานที่ฝึกสอนมวยไทย โดยนักมวยไทยชื่อดังของ "THAI FIGHT" เช่น แสนชัย, กิตติ, ป.ต.ท., เต็งหนึ่ง, ไทรโยค, สุดสาคร, น้องโอ, พยัคฆ์สมุย โดยผู้เรียนสามารถเรียนมวยแบบตัวต่อตัวถือเป็นสิทธิพิเศษหนึ่งเดียวในโลก นอกจากนั้นยังมีบริการแช่น้ำว่าน "นิรามัย" น้ำสมุนไพรเพื่อความผ่อนคลาย และการนวดหนึ่งเดียวในโลกที่ผสมผสานศิลปะการต่อสู้แบบไทยและวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าด้วยกัน
สำหรับแผนการขยายธุรกิจโรงแรมของ “THAI FIGHT” จะเน้นรูปแบบของการขยายเป็นเชนโรงแรมให้ผู้สนใจทั้งรายใหญ่และรายเล็กสามารถซื้อแบรนด์ “THAI FIGHT” ไปบริหารในมาตรฐานเดียวกับที่สมุยซึ่งถือเป็นแฟลกชิพแรกของ THAI FIGHT HOTEL
อย่างไรก็ตาม นพพร กล่าวว่า ธุรกิจของ “THAI FIGHT” ต่อจากนี้จะถูกขยายไปในอุตสาหกรรมอื่นแบบครบวงจรไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเดิมอย่างอีเวนท์ ยิม และธุรกิจใหม่อย่างโรงแรม เครื่องดื่ม และธุรกิจออนไลน์ผ่านการขายลิขสิทธิ์ “THAI FIGHT”

ส่วนของ “THAI FIGHT” จะยังคงเอกลักษณ์ของการจัดแข่งขันชกมวยไทยที่ผสานเรื่องของ Entertainment เข้าด้วยกันทั้งเรื่องของเสียง แสง และสี ตั้งเป้าจัด 8 ครั้งต่อปีทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีการจัด “THAI FIGHT” ในต่างประเทศแล้วกว่า 30 ประเทศ มีคนดูมากกว่า 10,000 คน ในการชกแต่ละครั้ง ปั้นรายได้จากผู้สนับสนุนรายละ 35 ล้านบาทต่อปี ซึ่งปัจจุบัน “THAI FIGHT” สร้างมาตรฐานใหม่ของมวยไทยจากเดิมที่มีผู้สนับสนุนเป็นสินค้าเกษตร ยา ให้มีความแมสมากขึ้น โดยปัจจุบัน “THAI FIGHT” มีผู้สนับสนุนเป็นองค์กรใหญ่อย่าง อีซูซุ ททท. ช้าง โออาร์ เป็นต้น ที่สำคัญ “THAI FIGHT” กำลังตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าไปสู่จีนโดยมีการเซ็นสัญญาไปแล้ว 5 ปี ในการจัดอีเวนท์ “THAI FIGHT” ที่มณฑลซานตง พร้อมทั้งขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดให้ชมผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการเปิดยิมในจีน พร้อมขยายธุรกิจยิมในรูปแบบของแฟรนไชส์ใช้พื้นที่ขนาด 300-400 ตารางเมตรขึ้นไป ด้วยงบลงทุน 5-7 ล้านบาท ขยายสาขาทั้งไทยและต่างประเทศ ตั้งเป้าเปิด แฟรนไชส์ 40-50 แห่ง ในปี 2566 โดยมียิมของ “THAI FIGHT” ที่ทุ่มงบลงทุนเอง 40-50 ล้านบาท เพื่อเป็นแฟลกชิพที่สวนจตุจักรเพื่อเป็นต้นแบบของธุรกิจ “THAI FIGHT GYM”
“THAI FIGHT BEVERAGE” ธุรกิจเครื่องดื่มเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่นพพร มองว่าจะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่สร้างรายได้ให้กับ “THAI FIGHT” โดยปัจจุบันมีสินค้าที่เป็นน้ำดื่มวางจำหน่ายทั้งในยิม โรงแรม และอีเวนท์ของไทยไฟท์ โดยสินค้าตัวต่อไปที่จะเปิดตัวในช่วงกลางปี 2566 คือ Sport Drink

นอกจากนี้ “THAI FIGHT” ยังเตรียมบุกธุรกิจออนไลน์เต็มรูปแบบผ่านการขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์การแข่งขันชกมวยไทย “THAI FIGHT” เพื่อสอดรับพฤติกรรมผู้ชมที่หันไปชมคอนเทนต์ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยรายได้จะมาจากการสมัครสมาชิกเพื่อชมคอนเทนต์ ซึ่งปลายปีนี้ “THAI FIGHT” เตรีมเปิดตัวการจัดแข่งขันชกมวยไทยเวทีประจำที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดย “THAI FIGHT” ใช้งบ 300-400 ล้านบาท ลงทุนสร้างฮอลล์ สำหรับการแข่งขันชกมวยไทยประจำทุกสัปดาห์ เพื่อต่อยอดไปสู่การขายคอนเทนต์ลิขสิทธิ์ทางออนไลน์ทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งคาดการณ์ว่าตลาดใหญ่ในส่วนนี้ก็คือจีน ซึ่งมีฐานประชากรที่สนใจมวยไทยเป็นจำนวนมาก
นพพร เสริมว่า Business Model ที่กล่าวมาทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ “THAI FIGHT HOLDING” ซึ่งคาดว่าจะสร้างให้ “THAI FIGHT” มีรายได้เพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท ในปี 2566 จากเดิมที่มีรายได้จากอีเวนท์และการขายเมอร์เชนไดส์ รวม 500 ล้านบาท และบริษัทกำลังเตรียมตัวเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในปี 2567 อีกด้วย