การต่อสู้ของดิสนีย์ภายใต้แบรนด์ Disney+ กับ Netflix เพื่อช่วงชิงความยิ่งใหญ่ในธุรกิจสตรีมมิ่งยังคงดุเดือด แม้สมาชิกใหม่ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 12.1 ล้านคนในไตรมาสล่าสุด แต่การเติบโตต้องแลกมาด้วยราคาที่ต้องจ่าย
การเติบโตของ Walt Disney ยังคงดำเนินต่อไป ล่าสุด Disney+ โชว์ตัวเลขมีสมาชิก 164 ล้านคน เพิ่มขึ้น 12 ล้านคน (8%) เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว ตรงข้ามกับ Netflix ที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้น 2.4 ล้านคน หรือโตเพียง 1%
แรกเริ่มเดิมที Disney+ เปิดตัวในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ในปี 2562 จากนั้นขยายสู่ยุโรปและอเมริกาใต้ ตามด้วยการเป็นพันธมิตรกับ Hotstar แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งใหญ่ที่สุดในอินเดีย
จุดเด่นหลักของดิสนีย์ คือสามารถนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลาย เนื่องจากมีเนื้อหาที่กว้างขวางโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Content ในอดีตทั้งหมดของเครือรวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง Marvel, Pixar และ Star Wars
กลับมาที่ปัจจุบัน แม้จำนวนสมาชิกจะเพิ่มขึ้นแต่การขาดทุนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในแง่ผลการดำเนินงาน Disney+ ยังคงขาดทุนเพิ่มจาก 800 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ผลขาดทุนดังกล่าว เน้นย้ำให้เห็นว่าการแสดงความ เห็นของ CEO Netflix ที่ว่า เป็นเรื่องยากมากที่จะสร้าง “ธุรกิจสตรีมมิ่งขนาดใหญ่ให้ประสบความสำเร็จเป็นเรื่องจริง”
ผู้บริหารของดิสนีย์ให้ความเห็นว่า ความสามารถในการทำกำไรของบริการน่าจะดีขึ้นจากการปรับราคาในวันที่ 8 ธันวาคม ที่จะถึงนี้ พร้อมกับการเปิดตัวโฆษณาสำหรับสมาชิกอัตราต่ำสุด โดยค่าบริการรายเดือนของการชมแบบไม่มีโฆษณาจะเพิ่มเป็น 10.99 เหรียญสหรัฐ ส่วนแบบมีโฆษณาราคา 7.99 ดอลลาร์ต่อเดือน
สิ่งที่ประคับประคองดิสนีย์อยู่ คือ รายได้จากสวนสนุก Disney's Parks หน่วยงาน Experiences and Products พุ่งขึ้น 36% เป็น 7,430 ล้านเหรียญสหรัฐ ในจำนวนนี้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการขายอาหารและสินค้า หนุนแผนกสวนสนุกให้ทำกำไรได้มากกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แสดงว่าดิสนีย์ยังคงต้องพึ่งพาธุรกิจดั้งเดิม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักต่อไป

ไปที่ Netflix จำนวนสมาชิกล่าสุดอยู่ที่ 223.1 ล้านราย โดยผู้บริหารให้ความเห็นว่า ปัจจัยหนุนสำคัญอยู่ที่ Content คุณภาพสูงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
ที่ผ่านมา จุดเด่นที่สุดของ Netflix คือคอนเทนต์หลากหลาย แตกต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วมงานกับสตูดิโอท้องถิ่นหลายๆ ประเทศทั่วโลก เพื่อผลิต Original Content ในประเทศนั้นๆ ออกมาเป็น Netflix Original ดึงดูดความสนใจของผู้ชมทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ซีรีส์ยอดนิยมของ Netflix ที่แฟนๆ ทั่วโลกรู้จักดี อาทิ Stranger Things Dahmer – Monster: The Jeffrey Dahmer Story Bridgerton ฯลฯ ส่วนงานที่ไม่ได้สร้างจากสตูดิโอสหรัฐ เช่น Squid Game และ All of Us Are Dead จากเกาหลีใต้ Money Heist และ Elite จากสเปน ทั้งหมดที่กล่าวถึงล้วนเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ชมเก่าใหม่เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง
ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 Netflix ลงทุนสร้าง Content ใหม่ๆ ด้วยเงินกว่า 12,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบกับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 ลงทุนไปเพียง 800 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้การใช้จ่ายมากขึ้นจะยังไม่รับประกันความ สำเร็จ แต่กลยุทธ์พัฒนาเนื้อหาผ่านแนวคิดใหม่ๆ และการขยายแฟรนไชส์ยังคงเป็นกุญแจสำคัญ ทั้งดึงดูดและรักษาสมาชิก
Netflix เป็นธุรกิจระดับโลก โดย 67% ของสมาชิกอยู่นอกสหรัฐอเมริกา รายได้เฉลี่ยต่อสมาชิกลดลงในทุกภูมิภาคยกเว้นละตินอเมริกา ใน EMEA (Europe, Middle East, Africa) ค่าเฉลี่ยลดลงจาก 11.65 เหรียญสหรัฐ เหลือ 10.81 เหรียญสหรัฐ เป็นผลจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า แต่อีกด้านหนึ่งก็จะกลายเป็นกุญแจสำคัญ เพราะ Netflix สามารถใช้ประโยชน์จาก Footprint ที่มีอยู่ทั่วโลก และ Content ที่สร้างเพิ่มเติมต่อเนื่อง สร้างผลตอบแทนมากกว่าคู่แข่ง