ปัจจุบันภาคเอกชนต่างโฟกัสการดำเนินงานมุ่งสู่ “ความยั่งยืน” เพราะธุรกิจจะเติบโตเพียงแค่งบการเงินอย่างเดียวไม่อาจตอบโจทย์ลูกค้า นักลงทุน และสถาบันการเงินได้อีกต่อไป เพราะเทรนด์ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรยั่งยืน ซึ่งหมายถึงการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบ 3 ด้านหลัก คือ สิ่งแวดล้อม สังคม การกำกับดูแล (Environment, Social, และ Governance) หรือ ESG นั่นเอง
ยิ่งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่แปรปรวนหนักจากปัญหาโลกร้อนเพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมาก ยิ่งส่งผลให้ทั่วโลกต่างตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นโดยประเทศต่างๆ ได้ประกาศที่จะเดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีเป้าหมายชัดเจน เช่นเดียวกับไทยที่วางเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนไว้ในปี ค.ศ. 2050 และลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions ) ในปี ค.ศ. 2065 ดังนั้นจะเห็นว่า “ESG” จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการลดภาวะโลกร้อน
สำหรับภาคธุรกิจในไทยค่อนข้างตื่นตัวสูงในเรื่องของปัญหาโลกร้อน เช่นเดียวกับ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานอัจฉริยะกลุ่ม ปตท. ที่ประกาศเจตนารมณ์ในการวางเป้าหมายระยะยาวเพื่อเดินหน้าพัฒนาธุรกิจสู่ความยั่งยืน ภายใต้การขับเคลื่อนธุรกิจด้านนวัตกรรมพลังงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกลยุทธ์ความยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์บริษัทผลิตไฟฟ้าชั้นนำด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนในระดับสากล
โดยกำหนดเป้าหมายลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 10% ในปี ค.ศ. 2025 และ 35% ในปี ค.ศ. 2030 เพื่อก้าวสู่องค์กรความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2060 สอดรับเป้าหมายของประเทศไทย ….. การขับเคลื่อนครั้งนี้จะดำเนินการผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก หรือ 4S ประกอบด้วย
- S1: Strengthen and Expand the Core การสร้างความแข็งแกร่ง พร้อมขยายการให้บริการในธุรกิจหลัก ที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต โดยกลยุทธ์นี้มุ่งเน้นที่จะเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าให้มากขึ้น และไม่ลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่
- S2: Scale-up Green Energy การเพิ่มสัดส่วนการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด โดยวางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้ได้มากกว่า 50% ในปี ค.ศ. 2030
- S3: S-Curve & Batteries การพัฒนานวัตกรรมพลังงานและธุรกิจแห่งอนาคต โดย GPSC ได้มองหานวัตกรรมใหม่ เช่น แบตเตอรี่ที่จะมาเพิ่มประสิทธิภาพของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
- S4: Shift to Customer-centric Solutions บริการโซลูชั่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ทั้งในด้านการผลิตไฟฟ้าและสาธารณูปโภค จึงมุ่งเน้นให้บริการและการบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับลูกค้าแต่ละราย
ดังนั้นเป้าหมายขยายการลงทุนพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศของ GPSC จึงต้องสอดรับกับเป้าหมาย Net Zero Emission ซึ่งมีแผนงานต่างๆ ประกอบด้วย 1.ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Reduce Fossil Fuel Usage Energy Efficiency) 2.เพิ่มสัดส่วนการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน (Grow Renewables) 3.ติดตั้งเทคโนโลยี กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO₂ และเทคโนโลยีการนำก๊าซไฮโดรเจนเข้ามาเป็นส่วนผสมในเชื้อเพลิง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการเกิดคาร์บอนฯ (CCUS & Hydrogen Technology) และ 4. พัฒนาโซลูชั่นเพื่อการซื้อขายคาร์บอน (Trading/Offsets Carbon Sink Through Nature Based Solution)
“กลยุทธ์ 4S จะนำไปสู่โจทย์ Net-Zero โดยค่อยๆ ลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งแม้ว่าทิศทางการพัฒนาธุรกิจของ GPSC จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น แต่ด้วยประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ ยังคงต้องพึ่งพิงพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ดังนั้น จึงต้องมุ่งหาเทคโนโลยีใหม่ที่จะมาช่วยดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO₂ และนำไปกักเก็บ หรือการนำคาร์บอนฯ ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ (CCUS) รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำก๊าซไฮโดรเจนเข้ามาเป็นส่วนผสมในตัวเชื้อเพลิง เพื่อทำการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการเกิดคาร์บอนฯ ขณะเดียวกัน คาร์บอนฯ ที่สามารถลดได้ จะนำไปสู่การซื้อขายในตลาด (Carbon Credit) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ GPSC กำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net-Zero” นายจารุวัฒน์ สิงห์สมดี ผู้จัดการฝ่ายอาวุโสบริหารบริษัทในเครือและโครงการลงทุน รักษาการผู้จัดการส่วนนโยบายความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ GPSC กล่าวย้ำถึงเป้าหมาย
เขายังชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานหลักยังคงมีความจำเป็น เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศ แต่การมุ่งขยายพอร์ตพลังงานสะอาดจะช่วยเพิ่มการกระจายการใช้เชื้อเพลิง เพื่อให้สัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง เพราะวันนี้ยังรอเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ Low Carbon ควบคู่กับเสถียรภาพในการจ่ายพลังงาน แต่ในฐานะบริษัทพลังงานจึงต้องพยายามหาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานหมุนเวียน การหาเทคโนโลยีดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงเป็นทางออกทางหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในขณะนี้ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่โลกกำลังมุ่งสู่เทรนด์พลังงานสะอาด
นับเป็นความมุ่งมั่นอีกตัวอย่างหนึ่งของภาคเอกชนไทยที่มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อก้าวสู่การเป็นบริษัทขั้นนำ 1 ใน 3 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมมากกว่าครึ่งมาจากพลังงานสีเขียวในปี ค.ศ. 2030 และมุ่งสู่ Net Zero Emissions ในปี ค.ศ. 2060 ที่ไม่เพียงองค์กรเติบโตยั่งยืนหากแต่ยังช่วยให้โลกเป็นที่อยู่ของทุกชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนไปด้วยกัน