การเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ Korean Soda ในชื่อแบรนด์ “ตันซันซู” (TANSANSU) ที่เกาะกระแสมากับ Korean Wave ถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของ อิชิตัน กรุ๊ป กับการเป็นก้าวแรกของการก้าวเข้าสู่ตลาดน้ำอัดลม และยังมีนัย สำคัญที่มากกว่าการมุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเป้าหมายในกลุ่ม Gen Z และ Korea Lover ที่หลงใหลในวัฒนธรรมเกาหลี ที่สำคัญ ยังเป็นครั้งแรกที่ “ตัน ภาสกรนที” แม่ทัพใหญ่ของอิชิตัน กรุ๊ป ได้เดินออกนอกกรอบแนวคิดความเป็น Japanese Culture ไปสู่ Korean Culture ซึ่งเป็นกระแสความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง
เพราะกว่า 20 ปี ที่ “อิชิตัน กรุ๊ป” มุ่งมั่นกับการทำตลาดชาเขียวพร้อมดื่มสไตล์ญี่ปุ่นภายใต้แบรนด์ “อิชิตัน” มาโดยตลอด จนประสบความสำเร็จกลายเป็นโปรดักต์เรือธงของกลุ่มอิชิตัน สามารถสร้างส่วนแบ่งตลาดได้กว่า 30% จากมูลค่าตลาดชาเขียวพร้อมดื่มราว 6,685 ล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2565 และคาดว่าในช่วงสิ้นปี 2565 ตลาดชาเขียวพร้อมดื่มจะมีมูลค่าสูงถึง 13,000 ล้านบาท (อ้างอิงตัวเลขจาก Nielsen)
โดยก่อนหน้านี้ อิชิตัน ได้มองเห็นความน่าสนใจของตลาด K-Pop Community ในประเทศไทยที่สูงเป็นอันดับ 6 ของโลกด้วยมูลค่าสินค้าและบริการกว่า 9,636,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 350 ล้านบาท และไทยยังติดอยู่ในอันดับที่ 4 ของโลกที่มีการทวิตเกี่ยวกับ K-Pop มากที่สุด และอยู่ในอันดับ 6 ของโลก ที่เป็นแฟนคลับ K-Pop มากที่สุด
ทั้งหมดนี้ เป็นตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่ม Gen Z ที่มีอยู่ประมาณ 15 ล้านคน ในประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% ของประชากรไทยทั้งหมด ส่งผลให้ “อิชิตัน กรุ๊ป” มองเห็นโอกาสทางการตลาดในการเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ Korean Soda แบรนด์ “ตันซันซู” เพื่อเติมเต็มความแข็งแรงให้กับ Brand Portfolio ในกลุ่ม Non-Tea

ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แบรนด์ตันซันซู เกิดจากการมองเห็นโอกาสทางการตลาดของ Korean Wave และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่มีความหลงใหลในวัฒนธรรมเกาหลีค่อนข้างมาก ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากตลาด Non-Tea มีค่อนข้างต่ำ โดยมีสัดส่วนรายได้เพียง 4% แต่ปีหน้าคาดว่าลัดส่วนรายได้กลุ่ม Non-Tea จะเพิ่มขึ้นเป็น 12% เนื่องจากเครื่องดื่มใหม่ตันซันซูตลาดให้การตอบรับที่ดีมาก
"ตันซันซูจึงเป็นความหวังใหม่ของอิชิตัน เพราะที่ผ่านมาในกลุ่ม Non-Tea เรายังไม่มีสินค้าตัวไหนที่สามารถทำยอดขายได้มากๆ ซึ่งตันซันซูจะเป็นสินค้าตัวแรกที่จะทำให้อิชิตันมีการเติบโตในตลาด Non-Tea ได้อีกครั้ง เพราะหลังจากเริ่มขายมาตั้งแต่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 2 แสนลัง เป็นยอดขายที่ดีมากจนสินค้าขาดตลาดเพราะผลิตไม่ทัน จนถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจะมียอดขายประมาณ 150 ล้านบาท ส่วนปีหน้าตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 600 ล้านบาท และเตรียมเปิดตัวศิลปิน K-Pop ยอดนิยมมาเป็น Endorser เพื่อผลักดันให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมาย โดยวางงบการตลาดไว้ที่ 100 ล้านบาท”
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ตอกย้ำว่า แม้ว่าวันนี้ธุรกิจชาเขียวพร้อมดื่มจะเป็นพระเอกของ อิชิตัน กรุ๊ป แต่ในแง่ของการบริหารจัดการ Brand Portfolio อิชิตันก็มีสินค้าที่ทำตลาดได้อย่างแข็งแกร่งในกลุ่มเครื่องดื่มเพียงหนึ่งเดียว คือชาเขียวพร้อมดื่มอิชิตัน และชาสมุนไพรเย็น เย็น ดังนั้นอีกความหวังหนึ่งของอิชิตัน คือเป้าหมายในการสร้างผลิตภัณฑ์ดาวเด่นให้เกิดขึ้นในตลาด Non-Tea ของตัวเองเพื่อมาเสริมขาที่ 2 ให้แข็งแรง และเกิดการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
แต่ที่ผ่านมา ยังถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรกับการปั้นแบรนด์ในกลุ่มนี้ และยังไม่มีสินค้าดาวเด่นขึ้นมาเทียบเคียงกับชาพร้อมดื่มอิชิตันได้เลยสักแบรนด์...

ตัวอย่าง เช่น แบรนด์น้ำผลไม้ “ไบเล่” ที่ อิชิตัน กรุ๊ป ลงทุนซื้อลิขสิทธิ์แบรนด์และสูตรกลับมาทำตลาดอีกครั้งเมื่อปี 2557 แต่ทำตลาดได้เพียงไม่กี่ปีก็ต้องถอดสินค้าออกจากตลาดเพราะกระแสการตอบรับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ต่อมาในเดือนมีนาคม 2565 ที่ผ่านมา อิชิตัน กรุ๊ป ตัดสินใจนำไบเล่กลับมาทำตลาดอีกครั้งพร้อมปรับแนวทางการทำตลาดใหม่ และเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเป็นบรรจุภัณฑ์แบบขวด PET ขนาด 280 มล. วางราคาขาย 10 บาท โดยเน้นไปทำตลาดในเทรดิชั่นนัล เทรด เพียงช่องทางเดียว
นอกจากนี้ ยังมีการปั้นแบรนด์ T247 เพื่อเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งเป็นเอนเนอร์จี้ดริงค์สไตล์ไฮบริดแนวใหม่สำหรับผู้ชาย ที่สุดท้ายก็ยุติการทำตลาดไปในที่สุด และในปีที่ผ่านมา ยังมีการเปิดตัวแบรนด์ “อิชิตัน กรีนแลป” เพื่อรุกตลาดเครื่องดื่มสุขภาพผสม CBD จากกัญชง ซึ่งก่อนหน้านี้ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์วิตามินวอเตอร์ “PH PLUS 8.5 (พีเอช พลัส 8.5)” เครื่องดื่มน้ำอัลคาไลน์ ผสมวิตามินบีรวมเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายคนรักสุขภาพยุคใหม่อีกด้วย
แม้ว่าอิชิตันจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายในกลุ่ม Non-Tea ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีผลิต ภัณฑ์ตัวไหนที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องยอดขายได้ตามเป้าหมาย จนกระทั่งเกิดวิกฤต COVIC-19 ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ได้ส่งผลกระทบทำให้กระบวนการติดตั้งเครื่องจักรที่เตรียมไว้สำหรับการผลิตชาโซดาไม่เป็นไปตามกำหนด
เมื่อได้ทำการสำรวจตลาดใหม่ก็ได้ข้อมูลว่า Korean Wave กำลังมาแรงมาก และคนไทยก็ตอบรับทั้งเรื่องของ K-Pop, K-Drama, Fashion, Cosmetic, Food เป็นต้น โดยเฉพาะ K-Drink หรือโซจูกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จนมีโซจูหลากหลายรสชาติวางขายอยู่บนชั้นวางสินค้าในร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ตของไทยมากมาย
โดยตลาดเครื่องดื่มโซจูในประเทศไทยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2562-2564) มีการขยายตัวมากกว่า 100% อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าตลาดประมาณ 1,000 ล้านบาท

สำหรับ “ตันซันซู” ถูกวาง Brand Positioning ให้เป็น Korea Soda ซึ่งคำว่า ตันซันซู เป็นภาษาเกาหลี ตันซัน แปลว่า “ซ่าส์” ส่วน ซู แปลว่า “น้ำ” ตันซันซูจึงเป็นน้ำอัดลมสีใสไร้น้ำตาลที่ Nielsen จัดรวมอยู่ในกลุ่มน้ำอัดลมน้ำสี 0% Al 0% Sugar ปัจจุบัน ตันซันซูวางตลาด 2 รสชาติ คือโซจูบอมบ์ และโซจู โยเกิร์ต วางราคาขาย 20 บาท จับกลุ่ม เป้าหมาย Gen Z อายุ 13-25 ปี รวมถึงกลุ่ม Korea Lover ที่มีช่วงอายุ 13-30 ปี มีความชื่นชอบในวัฒนธรรมเกาหลีทั้งด้านศิลปินนักร้อง นักแสดง อาหาร ฯลฯ ซึ่งหากสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่ 600 ล้านบาท ตันซันซูก็จะมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มนี้ประมาณ 23 – 30%
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ Nielsen ระบุถึงภาพรวมตลาดน้ำอัดลมที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในตลาดเครื่องดื่มรวม ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 มีมูลค่าตลาดราว 42,695.60 ล้านบาท เติบโต 5.5% เมื่อเทียบในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มน้ำดำมีมูลค่า 30,617 ล้านบาท มีสัดส่วน 72% และเติบโต 6.2% ส่วนกลุ่มน้ำสีมีมูลค่า 12,078 ล้านบาท มีสัดส่วน 28% และเติบโต 3.8%
ในส่วนของตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลม 0% Sugar มีการเติบโตก้าวกระโดดถึง 20.2% จากมูลค่าตลาด 2,732 ล้านบาท ขณะที่เครื่องดื่มอัดลมน้ำสี 0% Sugar มีมูลค่าตลาด 2,026.9 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 57.2%
“ตันซันซู” จะเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความพยายามของ “คุณตัน” และ “อิชิตัน กรุ๊ป” หากทำได้สำเร็จ ตันซันซู จะกลายเป็นตัวเอกอีกแบรนด์ของอิชิตัน และจะทำให้อิชิตันกลับในยืนในตลาด Non-Tea ได้อย่างแข็งแรงอีกครั้ง