“ในปี 2566 ที่จะถึงนี้ จะเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีนับจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จะกลับมาลงทุนขยายสาขาโรงภาพยนตร์มากที่สุดถึง 13 สาขา 49 โรง ด้วยงบลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท ไล่เรียงตั้งแต่การจับมือกับกลุ่มเดอะมอลล์ เปิดที่ Bangkok Mall จับมือกับเซ็นทรัล เปิดที่ เซ็นทรัล เวสต์ วิลล์ ราชพฤกษ์ จับมือกับโรบินสัน เปิดที่ โรบินสัน ฉลอง จับมือกับโลตัส เปิดที่ นครนายก, สระแก้ว, นราธิวาส, ปัตตานี จับมือกับบิ๊กซี เปิดที่ บางบอน, สระบุรี, ยะลา เปิดกับไฮเปอร์ มาร์เก็ต 2 สาขา และ
วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นการให้สัมภาษณ์ ด้วยการบอกถึงแผนการลงทุนในปีหน้า ซึ่งเขามองว่า ในปี 2566 นี้ จะเป็นปีที่เมเจอร์ กลับมาทำรายได้ขยับขึ้นไปแตะที่หลักหมื่นล้านบาท โดยมีเหตุผลสนับสนุนมาจากการมีคอนเทนต์ดีๆ ทั้งจากฮอลลี่วู้ด เอเชีย และโลคัล คอนเทนต์อย่างหนังไทย เข้ามาเป็นตัวสนับสนุน
เขามองว่า หลังการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ผ่านพ้นไป สิ่งสำคัญที่จะเข้ามาขับเคลื่อนตลาดโรงหนังให้กลับมาคึกคักอีกครั้งก็คือ เรื่องของการมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับคนชมภาพยนตร์ ซึ่ง Customer Experience ที่ดีที่มอบให้นั้น จะทำให้พวกเขากลับเข้ามาดูหนังอีกครั้ง หลังจากที่พบว่า ประสบการณ์จากการดูหนังผ่านสตรีมมิ่งหรือเปย์ เปอร์วิว นั้น ยังไม่สามารถทดแทนการดูหนังในโรงได้อย่างเต็มที่นัก
“การส่งมอบ Customer Experience ใหม่ๆ เป็นเรื่องสำคัญ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม เมเจอร์ ถึงให้ความสำคัญกับการลงทุนในเรื่องของการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้กับโรงหนังในเครือ”

ตัวอย่าง การลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีก็มี อาทิ การพัฒนาระบบการฉายภาพยนตร์ IMAX ใหม่ล่าสุด กับ “IMAX with Laser” ซึ่งเป็นระบบการฉายภาพยนตร์ผสมผสานการฉายภาพด้วยเลเซอร์ระดับ 4K ที่ก้าวล้ำไม่เหมือนใคร ด้วยระบบออปติคัลใหม่ เลนส์ที่ออกแบบเอง และชุดเทคโนโลยีที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ซึ่งให้ภาพที่สว่างกว่าด้วยความละเอียด ที่เพิ่มขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์การชมภาพยนตร์ระดับพรีเมียมมาจัดฉายที่โรงภาพยนตร์ 3 สาขา คือ พารากอน ซีนีเพล็กซ์, ไอคอน ซีเนคอนิค และจะขยายสาขาไอแมกซ์แห่งใหม่อีก 1 แห่ง พร้อมระบบการฉาย IMAX with Laser ที่ เมกา ซีนีเพล็กซ์
การเปิด “โรงภาพยนตร์ ScreenX PLF” ในรูปแบบ Premium Large Format แห่งใหม่ ที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ แห่งที่ 2 หลังจากได้เปิดให้บริการโรงภาพยนตร์ ScreenX สาขาแรกที่ โรงภาพยนตร์ ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต เมื่อปี 2558 เป็นโรงภาพยนตร์รูปแบบพิเศษครบมิติ ด้วยความโดดเด่นของมุมมองการรับชมภาพที่กว้างมากขึ้นถึง 270 องศา สะใจและคมชัดด้วย 3 จอขนาดยักษ์ที่ให้ภาพกว้างรวมกันมากถึง 55 เมตร ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์แบบแรกของโลกที่ใช้ระบบการฉาย 3 ทิศทาง คือ จอด้านหน้า และจอบนกำแพงด้านซ้ายและขวา ด้วยเครื่องฉายหลายตัว (Multi-Projection System)

และลงทุนในเทคโนโลยี CAPSULE HOLOGRAM เป็นโรงภาพยนตร์รายแรกของโลกที่ซื้อ CAPSULE HOLOGRAM ของ ARHT Media Inc. มาไว้ที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ จะช่วยให้สามารถมอบประสบการณ์พิเศษแก่ผู้ชมที่ผสมผสานโลกแห่งความเป็นจริงและเมต้าเวิร์ส ทั้งในโรงภาพยนตร์และในงานพิเศษต่าง ๆ ผู้ชมจะสามารถพบปะและทักทายกับโฮโลแกรม 3 มิติเสมือนจริง สามารถส่งสัญญาณสดไปยังหน้าจอได้จากทุกที่ในโลก และยังมีฟังก์ชั่นการทำงานแบบอินเตอร์แอคทีฟเต็มรูปแบบ อาทิ เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว จอสัมผัส และกล้องสองทาง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ได้หลากหลายวิธี เป็นต้น
ปัจจุบัน เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มีสาขาโรงภาพยนตร์ที่เปิดให้บริการ ณ สิ้นปี 2565 รวมทั้งสิ้น 180 สาขา 839 โรง 188,973 ที่นั่ง แยกเป็น ในประเทศ 172 สาขา 800 โรง 180,081 ที่นั่ง แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 44 สาขา 346 โรง 77,605 ที่นั่ง และสาขาในต่างจังหวัด 128 สาขา 454 โรง 102,919 ที่นั่ง
สาขาในต่างประเทศ 8 สาขา 39 โรง 8,449 ที่นั่ง แบ่งเป็นสาขาในประเทศ สปป.ลาว 3 สาขา 13 โรง 3,235 ที่นั่งสาขาในประเทศกัมพูชา 5 สาขา 26 โรง 5,368 ที่นั่ง
รวมถึง มีสาขาโบว์ลิ่ง บลูโอ ริธึม แอนด์ โบว์ล เปิดให้บริการ 8 สาขา 210 เลน, คาราโอเกะ 121 ห้อง, แพลตตินั่ม 9 ห้อง
“การสร้าง Customer Experience ใหม่ๆ จะเป็น 1 ใน 3 Pillar ที่เข้ามาขับเคลื่อนการเติบโตในปีหน้า ส่วนอีก 2 Pillar ที่เหลือ จะเป็นเรื่องของการสนับสนุนโลคัล คอนเทนต์ ผ่านรูปแบบการลงทุนร่วมกับผู้ผลิตหนังไทย และการสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจผ่าน New Business อย่างธุรกิจ Concession เห็นโอกาสการเติบโตอย่างชัดเจน จากตลอดระยะเวลา 3 ปีที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ทุกธุรกิจเกิดการชะงัก แต่ในส่วนของการจำหน่ายป๊อปคอร์นกลับมีตัวเลขการเติบโตของรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยอดขายป๊อปคอร์น นอกโรงหนัง (Out Cinema) ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน โดยในปีนี้ ยอดขายป๊อปคอร์นของเรามีสัดส่วนถึง 70% มากกว่ารายได้จากการขายตั๋วหนัง โดยมีตัวเลขถึง 2,600 ล้านบาท ขณะที่ในปีหน้า คาดว่าตัวเลขจะอยู่ที่ 50:50”

ในส่วนของโลคัล คอนเทนต์นั้น เมเจอร์จะเน้นการพัฒนาและสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ไทย หวังผลักดันให้มีส่วนแบ่งการตลาดภายในประเทศให้ได้ 50% ตั้งเป้าหมายให้ภาพยนตร์ไทยเข้าฉายให้ได้ปีละ 20 เรื่อง เฉลี่ยประมาณเดือนละ 2 เรื่อง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น King of Content Hub หวังสร้างภาพยนตร์ไทยป้อนสู่ตลาดโลกพร้อมผลักวัฒนธรรมบันเทิงผ่านภาพยนตร์ให้เกิด Soft Power นำรายได้เข้าสู่ประเทศผ่านเนื้อหาในภาพยนตร์ อาทิ ตัวละคร เครื่องแต่งกาย สถานที่ และอาหารในเมืองไทย เพื่อเทียบชั้นกับประเทศเกาหลีใต้ที่ขึ้นเป็น Role Model ของอุตสาหกรรมบันเทิงโลก ซึ่งในที่สุดจะนำรายได้กลับสู่ประเทศไทย และทำให้ GDP ของประเทศไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ปี 2565 ที่กำลังจะหมดไปนี้ หนังไทย มีมาร์เก็ตแชร์ในบ้านเราประมาณ 30% ส่วนในปีหน้า คาดว่า ตัวเลขน่าจะขยับขึ้นมาที่ 50% ซึ่งคุณวิชา มองว่า ตลาดต่างจังหวัด เป็น Growth Area ของเมเจอร์ และหนังไทยจะเข้ามาเป็นตัวที่ช่วยดึงให้คนต่างจังหวัดเข้ามาชมในโรงภาพยนตร์เพิ่มมากขึ้น โดยในปีหน้า คาดว่าจะมีหนังไทยเข้าฉายประมาณ 45 – 50 เรื่อง ในจำนวนนั้น เป็นหนังที่เมเจอร์ร่วมลงทุนสร้างประมาณ 20 เรื่อง
“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ เมเจอร์ เรียนรู้และปรับตัวค่อนข้างมาก อย่างเรื่องของคอนเทนต์ เราพบว่า ไม่เพียงแค่คอนเทนต์ในรูปแบบเดิมๆ เท่านั้น แต่ยังต้องมองถึง อัลเทอร์เนทีฟ คอนเทนต์ อย่างคอนเสิร์ตหรืออื่นๆ อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น รูปแบบของการขายตั๋วหนัง จากที่เราคุ้นชินกับการขายตั๋วให้บุคคล ก็พบว่า โอกาสในการขายแบบเหมาโรงหรือเจาะเข้าไปในองค์กรต่างๆ มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยที่ผ่านมา นอกจากการฉายหนังแล้ว การเหมาโรงเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ กิจกรรมเปิดตัวสินค้า ก็มีทิศทางการเติบโตที่ดีเช่นกัน ซึ่งเมเจอร์ จะสร้างการเติบโตผ่านโมเดลใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยทำมากขึ้นในปีหน้านี้” วิชา กล่าวสรุป