จุดเริ่มต้นของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เกิดจากความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาที่ประชาชนญี่ปุ่นต้องกินขนมปังแทนอาหาร เนื่องจากสภาวะข้าวยากหมากแพง ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือช่วงปี 2501 ของ คุณอันโด โมโมฟุกุ ที่ได้คิดค้นบะหมี่ซึ่งทำได้ง่าย สะดวก มีราคาถูกขึ้น โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์แรกของโลกมีชื่อว่า “ชิกิ้น ราเมน”
ในปี 2514 บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของ คุณอันโด ถูกขยายตลาดสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น เกิดการพัฒนาทั้งรสชาติและรูปแบบ ที่มีทั้งแบบซองและแบบถ้วย จนต่อมาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก จนกระทั่งเดินทางมาถึงประเทศไทยในปีเดียวกัน
ด้วยกระแสความนิยมที่ไม่อาจต้านทานได้ ประกอบกับความสนใจของ ชาญ แต้มคงคา และเพื่อนๆ ที่ได้เดินทางไปศึกษาดูงานในต่างแดน ก่อกำเนิดแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสุดคลาสสิกอย่าง ไวไว ขึ้น โดยร่วมหุ้นกันจัดตั้ง บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปภายใต้แบรนด์ ไวไว ขึ้นในปี 2515
ส่วนเหตุผลในการตั้งชื่อแบรนด์เป็น 2 พยางค์แบบนั้น ก็เพราะว่า ในอดีตแบรนด์ที่ติดตลาด จะต้องเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเรียกติดปาก จำง่าย เข้าใจง่าย ซึ่งชื่อ “ไวไว” เป็นคำเรียกที่คนต่างใช้กันอย่างคุ้นเคย อีกทั้งยังสะท้อนภาพถึงความเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ดีและตรงที่สุด
จุดเปลี่ยนครั้งแรกที่ทำให้ ไวไว สามารถตีตลาดจนเป็นที่รู้จักได้ในขณะนั้น คือการส่ง “ไวไวปรุงสำเร็จ” เข้าสู่ตลาด ด้วยรสชาติทานง่ายและติดปากคนไทย ไวไวปรุงสำเร็จจึงได้รับกระแสตอบรับที่ดี ไม่ใช่เพียงการรับประทานแบบต้มสุกเท่านั้น แต่ได้รับความนิยมทั้งการนำไปเป็นของทานเล่น และกลายเป็นสินค้าสร้างรายได้ให้กับเหล่าแม่ค้าในการนำไปประกอบอาหารอีกด้วย

ธุรกิจดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ราวๆ ช่วงปี 2541-2542 ที่ ไวไวได้ปล่อยแบรนด์น้องใหม่อย่าง ควิก ออกสู่ตลาดเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายในกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะ
ชื่อและจุดเริ่มต้นของควิก เกิดจากคอนเซ็ปต์ชง 2 นาที ไม่ต้องต้ม ปรับไปมาจนกลายเป็นใช้เวลาต้ม 2 นาที ขณะที่ไวไวจะใช้เวลาประมาณ 3-4 นาที แต่สุดท้ายคอนเซ็ปต์นี้ก็ไม่เวิร์ค ไม่เป็นที่ยอมรับเนื่องจากคนไม่ได้ให้ความสำคัญในส่วนนั้น เราจึงเปลี่ยนจุดขาย แหวกแนวมาจับในกลุ่มวัยรุ่นอย่างเจาะจง โดยเน้นเรื่องของความจัดจ้าน ความอร่อยกลมกล่อม เกิดเป็นควิกแสบอย่างปัจจุบัน
ควิก จึงเป็นซับแบรนด์ของไวไว ที่ถูกส่งเข้ามาเพื่อจับวัยรุ่น โดยมีนัยสำคัญที่แฝงอยู่ส่วนหนึ่งก็คือ ต้องการให้แบรนด์นี้ เข้ามาเป็นตัวช่วยสร้างการสวิตชิงแบรนด์ หรือเปลี่ยนแบรนด์ในระยะยาว เมื่อกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นเติบโตขึ้นมาพร้อมกับแบรนด์ควิก
แข่งด้วยจุดแข็ง
ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในบ้านเรา มาม่า ครองความเป็นผู้นำมาอย่างยาวนาน ส่วนคู่แข่งขันทั้ง 2 ราย ต่างพยายามสร้างจุดขายที่แตกต่าง อย่างยำยำ เป็นเรื่องของความคุ้มค่า คุ้มราคา ด้วยยำยำ จัมโบ้ที่เรารู้จัก
ขณะที่จุดแข็งที่ทำให้ ไวไว แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นในตลาด คือ เส้นบะหมี่ที่ไม่อืด ความเหนียวนุ่ม และรสชาติของเส้นอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์หลักที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งความหลากหลายของรสชาติไม่เหมือนใคร แตกต่างด้วยรสชาติใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่ไวไวให้ความสำคัญและยึดถือมาตลอดระยะเวลากว่า 46 ปี นั้น มีเพียง 3 ข้อด้วยกัน คือ New Packaging การปรับเปลี่ยนรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ให้น่าสนใจ, New Flavors ปรับและเพิ่มรสชาติเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคเสมอ และ Trend คือ การให้ความสำคัญกับเทรนด์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อาจไม่ต้องปรับตามตลอด แต่ต้องไม่ลืมที่จะคำนึงถึงคุณภาพ
ไวไว ทำหน้าที่เบอร์ 2 ที่น่ารัก เพราะสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดมาตลอด ทั้งเรื่องของการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างครั้งหนึ่ง กับการออกไวไว รสต้มยำหมูสับ ซึ่งถือเป็นรายแรกๆ ที่จับเอา 2 รสชาติยอดนิยมคือต้มยำกับหมูสับ มาผสมผสานสร้างความแปลกใหม่
หรืออย่างการแตกซับแบรนด์ คือ “ควิก” เข้าตลาดด้วยจุดขายในเรื่องของรสจัดจ้าน และใช้เวลาชงแค่ 3 นาที ซึ่งเป็นอีก 1 สีสันในช่วงที่ผ่านมา
รวมถึง การนำตัวไวไว ปรุงสำเร็จ มาออกในแพ็กเกตจิ้งแบบคัพ และแบบชาม ซึ่งเป็นการนำรสชาติที่โดดเด่นและยอมรับมากที่สุดของไวไว มาทำในแพ็กเกจจิ้งที่นอกเหนือจากแบบซอง เป็นการรับกับเทรนด์การเติบโตที่ตัว 2 แพ็กเกจจิ้งดังกล่าวมีการเติบโตที่น่าสนใจ
ถือเป็นอีก 1 สีสัน ที่แบรนด์เบอร์ 2 ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูประบายให้กับตลาด..

บทสรุป
ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของบ้านเราในปี 2565 นี้ คาดว่า น่าจะมีมูลค่าตลาดประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการหลักๆ ทั้งหมด 5 ราย ประกอบด้วย บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) แบรนด์มาม่า, บริษัท โชคชัยพิบูล จำกัด แบรนด์ ซื่อสัตย์, บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด แบรนด์ไวไว, บริษัท วันไทย อุตสาหกรรมอาหาร จำกัด แบรนด์ยำยำ และ บริษัท นิชชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์) จำกัด แบรนด์ นิชชิน
ขณะที่ ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2565 พบตัวเลขรายได้ของบริษัทผู้ผลิต ดังนี้ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟู้ด จำกัด (มหาชน) นำส่งงบการเงินล่าสุดในรอบงบ 6 เดือนปี 2565 (ระหว่าง 1 ม.ค.-30 มิ.ย.) มีรายได้รวม 13,014.13 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,164.98 ล้านบาท โดยในปี 2564 มีรายได้รวม 25,095.88 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,574.64 ล้านบาท,
บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด นำส่งงบการเงินปี 2564 มีรายได้รวม 6,797,912,990 บาท กำไรสุทธิ 306,035,367 บาท,บริษัท โชคชัยพิบูล จำกัด นำส่งงบการเงินปี 2564 มีรายได้รวม 851,387,270 บาท กำไรสุทธิ 51,206,484 บาท,บริษัท วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร จำกัด นำส่งงบการเงินล่าสุดปี 2565 มีรายได้รวม 6,106,336,247 บาท กำไรสุทธิ 296,208,877 บาท ขณะที่ในปี 2564 มีรายได้รวม 5,077,098,775 บาท กำไรสุทธิ 267,236,994 บาท
# อุบัติเหตุแบรนด์เนม” เป็นคอลัมน์ Nostalgia โดยตรง ความตั้งใจของกอง บก.คือ เน้นหยิบเอา Marketing Case ที่คลาสสิกๆ มานำเสนอย้อนหลังให้นักการตลาดรุ่นใหม่ๆ ได้อ่านเพื่อเป็นกรณีศึกษา