หลายปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง ESG หรือการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้สิ่งแวดล้อม สังคม อย่างโปร่งใสเป็นธรรม เป็นแนวคิดที่องค์กรต่างๆ ไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะความคาดหวังจากผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนไป จากการตระหนักรู้ถึงผล กระทบที่ภาคธุรกิจทั่วโลกสร้างความเสียหายไว้กับโลก ทำให้การดำเนินชีวิตของผู้คนลำบากมากขึ้น เช่น การเผชิญกับโลกที่ร้อนขึ้น รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่คร่าชีวิตผู้คนและสัตว์เป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ นักลงทุนสถาบันระดับโลกเริ่มให้ความสำคัญโดยนำประเด็นด้าน ESG มาเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบเกณฑ์การพิจารณาลงทุนในบริษัทต่างๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากธุรกิจใดไม่ปรับตัวก็จะส่งผลต่อโอกาสที่นักลงทุนจะพิจารณาลงทุนในธุรกิจนั้น แนวคิดด้าน ESG จึงไม่ใช่แนวคิดสวยหรูที่พูดแต่ทำจริงไม่ได้ หรือทำแค่เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กรให้ดูน่าเชื่อถือ แต่ได้กลายเป็นกระแสหลักของโลกซึ่งจะสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้กับธุรกิจในอนาคต

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้ทรรศนะถึงความสนใจของตลาดทุนระดับโลกต่อประเด็น ESG ไว้น่าสนใจว่า ที่ผ่านมาตลาดการเงินทั่วโลกต่างมุ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่องและเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะ 2 ปีก่อนหน้านี้ นักลงทุนเริ่มนำประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Sustainability มาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจว่าสถาบันการเงินนั้นๆ น่าลงทุนหรือไม่
“ตอนนี้เราจะเห็นว่ากองทุนใหญ่ระดับโลกมีการกำหนด ESG Rating เพื่อประเมินว่าบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนอยู่ในกรอบของ ESG มากน้อยแค่ไหน หากสถาบันการเงินไม่เข้าไปอยู่ในกลุ่มนี้ก็จะไม่สามารถเข้าไปอยู่ใน Universe การลงทุนของเขาได้ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ยาก 2-3 ปีที่ผ่านมา กระบวนการของ Sustainability และแนวคิดเรื่อง ESG ของโลกก้าวล้ำไปข้างหน้าค่อนข้างมาก รัฐบาลของประเทศต่างๆ เดินหน้าสู่กระบวนการสร้างความยั่งยืน มีเป้าหมายที่ชัดเจน ภาครัฐเริ่มมีการทำตัวชี้วัด เช่น Carbon Emission ต่างๆ ดังนั้น Ecosystem ของการทำเรื่อง Sustainability จึงเปลี่ยนไปจากการเป็นแค่ไอเดีย ความปรารถนา มาสู่การปฏิบัติจริง”
ธนาคารกรุงเทพจึงวางนโยบายด้านความยั่งยืนไว้อย่างชัดเจน ประกอบด้วย 4 แนวทาง คือการบริหารจัดการความเสี่ยง การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การกำกับดูแลกิจการที่ดี การสร้างสรรค์คุณค่าที่ยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความยั่งยืนและเป้าหมายการเป็นธนาคารที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด


ในฐานะสถาบันการเงินซึ่งเป็นแหล่งทุนสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต ธนาคารกรุงเทพมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยที่ผ่านมาธนาคารกรุงเทพให้บริการด้านจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Green Finance ทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเป็นผู้นำการจัดจำหน่ายตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน ซึ่งในปี 2564 ธนาคารสนับสนุนองค์กรธุรกิจในประเทศไทยระดมทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนผ่านการจัดจำหน่ายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน หรือ ESG Debentures ทั้งการออกหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หุ้นกู้เพื่อพัฒนาสังคม และหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนเป็นมูลค่าประมาณ 37,200 ล้านบาท หรือราว 2 ใน 3 ของมูลค่าการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ดังกล่าวของตลาดทุนไทยรวมที่ 56,700 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังให้สินเชื่อเพื่อกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องโดยในปี 2564 มีการให้สินเชื่อเพื่อธุรกิจผลิตและส่งไฟฟ้าพลังงานทดแทน (แสงอาทิตย์ ลม น้ำ ชีวมวล) 107,653 ล้านบาท สินเชื่อโครงการระบบขนส่งมวลชนด้วยระบบไฟฟ้า 14,522 ล้านบาท สินเชื่อธุรกิจบำบัดและการกำจัดของเสีย 39 ล้านบาท สินเชื่อเพื่อธุรกิจที่มีการนำของใช้แล้วและนำเศษวัสดุกลับมาใช้ใหม่ 314 ล้านบาท


“ธนาคารกรุงเทพให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมาเราทำเรื่องของ Green Loan เช่น การปล่อยสินเชื่อในส่วนของ Solar Roof รวมถึงพลังงานทางเลือกอื่นๆ การทำโรงงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การทำเรื่องของการบำบัดน้ำเสีย เราต้องการให้คนมี Mindset และให้ Value กับเรื่องนี้ ทำให้เห็นถึงความพรีเมียมของการทำตามแนวคิด ESG เพื่อเปลี่ยนการไหลเวียนของเงินจำนวนมากไปสู่โครงการต่างๆ ของเมืองไทยที่ตั้งเป้าสู่ Net Zero”
สำหรับกระบวนการภายในองค์กร ธนาคารกรุงเทพมีการวางเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 และ 2 เป้าหมายระยะยาว ปี 2564–2566 คือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ลงอย่างละร้อยละ 7.5 เทียบกับปีฐาน 2563 ลดปริมาณการใช้พลังงานลงร้อยละ 7.5 เทียบกับปีฐาน 2563 ลดปริมาณการใช้น้ำลงร้อยละ 5 เทียบกับปีฐาน 2563 ลดปริมาณขยะทั่วไปในกลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่ 5 อาคารลงร้อยละ 5 เทียบกับปีฐาน 2563 เพิ่มสัดส่วนขยะรีไซเคิล ในกลุ่มอาคารสำนักงานใหญ่ 5 อาคารร้อยละ 8 รวมถึงออกผลิตภัณฑ์ บริการใหม่ และฟีเจอร์ใหม่บนโมบายแบงก์กิ้ง
“การปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวคิด ESG ถือเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน ถ้าไม่ปรับตัวสู่เรื่องของ ESG ก็จะขาดโอกาสทางธุรกิจ เพราะอีกไม่นานทุกคนจะเห็นชัดเจนเลยว่า ถ้าเราทำเรื่อง ESG ไม่ได้ เราจะไม่อยู่ในสายตาของนักลงทุน นอกจากนี้ ESG ยังทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เช่น ธุรกิจ EV ตอนนี้หลายประเทศกำลังผลักดันให้เกิดการใช้รถ EV ให้ได้ทั้งตลาด ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องเปลี่ยน มีตลาดการบำบัดของเสียเกิดขึ้น ทุกคนพยายามมองหาทองคำจากขยะ วงการสถาปนิกมุ่งสู่การออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกิดอุตสาหกรรมหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับกรีนหรือออร์แกนิก แม้กระทั่งภาคเกษตรก็ต้องมีการปรับตัว อุตสาหกรรมกำลังทยอยเปลี่ยนผ่านไปสู่เรื่องของความยั่งยืน”
ความท้าทายของธนาคารกรุงเทพจึงต้องเร่งดำเนินงานมุ่งสู่การลงทุนที่ยั่งยืนมากขึ้น และช่วยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายเล็กสามารถเปลี่ยนผ่านธุรกิจให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมสร้างให้เกิด Green Ecosystem ในสังคมได้อย่างยั่งยืน ®