ยังจำได้ไหม? กลุ่มศิลปินทีป๊อปขวัญใจวัยรุ่นยุค MSN อย่าง “กามิกาเซ่” ไม่ว่าจะขี้เหงาแบบโฟร์มด ติดเฟรนด์โซนแบบเฟย์ฟางแก้ว เสียงทรงพลังตัวแม่แบบหวาย หรือแม้แต่เคโอติก บอยแบนด์ที่ใครเห็นก็ต้องกรี๊ด
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นศิลปินของ “อาร์เอส กรุ๊ป” ค่ายเพลงสุดฮิตในอดีต แต่น่าเสียดายที่เมื่อ 15 ปีที่แล้ว โลกของเราโดนเทคโนโลยีดิจิทัลเขย่าแทบจะทุกวงการ รวมถึงบริษัทสื่อบันเทิงอย่างอาร์เอสที่เมื่อก่อนมีรายได้ 90% จากการขายแผ่นซีดี ซึ่งเรียกได้ว่าแทบจะสูญเสียรายได้หลักของบริษัทเลยก็ว่าได้ จนต้องสูญเสียโรงงานผลิตซีดี และลดบทบาทการเป็นค่ายเพลง ลงเล่นในสมรภูมิค้าปลีกอย่างเต็มตัว
กระทั่งกระแสทีป๊อปกลับมาอีกครั้ง ทำเอาหลายคนอดคิดถึงศิลปินทีป๊อปรุ่นเก่าไม่ได้ ยอดสตรีมมิ่งและดาวน์โหลดเพลงทีป๊อปทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่จึงเติบโตอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับความต้องการของผู้บริโภคที่ถูกกดทับจาก COVID-19 ซึ่งเห็นได้ว่าผู้คนมีกำลังและเต็มใจที่จะควักเงินซื้อความสุขในรูปแบบของ “บัตรคอนเสิร์ต” มากขึ้น อาร์เอสจึงตัดสินใจคว้าโอกาสนี้ไว้ กลับมาลุยธุรกิจเพลงอีกครั้งในปี 2566 นี้
แล้วอาร์เอสจะทำอย่างไร? ในเมื่อตอนนี้มีศิลปินหน้าใหม่เต็มไปหมด
อาร์เอสจะหวนคืนสู่วงการทีป๊อป ด้วยการแตกกลุ่มใหม่เป็น RS Music ผ่าน 2 โปรเจกต์ใหม่ คือ “Home Coming” การกลับมาของศิลปินเก่า ๆ ที่หลายคนคิดถึง สร้างสรรค์ผลงานเพลงใหม่ ๆ และเฟ้นหา “New Comers” เดบิวต์ศิลปินรุ่นใหม่ผ่านรายการที่ร่วมกับพาร์ทเนอร์ ผลักดันวงการทีป๊อปให้เติบโตยิ่งขึ้น ซึ่งพาร์ทเนอร์ที่ว่าก็คือ “บริษัท โฟร์ท แอปเปิ้ล จํากัด” บริษัทผลิตคอนเทนต์เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อาร์เอสเข้าซื้อหุ้นมากถึง 70% เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
สำหรับปี 2566 นี้ อาร์เอสร่วมมือกับโฟร์ท แอปเปิ้ล ด้วยการลุยโปรเจกต์ VIBE VERSE แบ่งกิจกรรมใหญ่ออกเป็น ‘VIBE HOUSE’ เวทีออดิชันคัดเลือกศิลปิน T-Pop เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้าสู่วงการ และ ‘VIBE SQUARE’ เป็นโชว์เคสพิเศษจากศิลปินไทยที่มีคอนเซ็ปต์แตกต่างจากการจัดโชว์แสดงดนตรีทั่วไป เน้นการโรดโชว์ไปตามสถานที่ต่างๆ อาทิ ชายหาดริมทะเล และสวนสาธารณะ ซึ่งเป็นโมเดลที่อาร์เอสยังไม่เคยทำมาก่อน
กล่าวคือ การนำของเดิมของดีที่มีอยู่กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และหาสิ่งใหม่ ๆ สู่การขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้น ภายใต้ 3 ค่ายเพลง RSIAM, kamikaze และ RoseSound ที่อาร์เอสมั่นใจได้ว่าจะสามารถมัดใจคนไทยได้แน่นอน โดยตั้งเป้ารายได้ RS Music ไว้ที่ 400 ล้านบาท และรายได้จากการจัดกิจกรรมที่ร่วมกับโฟร์ท แอปเปิ้ล 550 ล้านบาท
นี่เป็นเพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้นและการกลับมาทำธุรกิจเพลง เป็น
“หนึ่งในขั้นตอน” ของการ Spin-Off บริษัทอื่น ๆ ในเครืออาร์เอสเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
แน่นอนว่าอาร์เอสไม่ได้ปรับเปลี่ยนแค่รูปแบบการทำธุรกิจเพลงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ด้วยการบริหารแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ทำให้ดึงศักยภาพของแต่ละธุรกิจมาสนับสนุนซึ่งกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเอื้อต่อการผลักดันให้บริษัทในเครือเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยตั้งเป้ามูลค่ารวมของอาร์เอส กรุ๊ป สูงขึ้นถึง 1 แสนล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า
หากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ ต้องกล่าวถึงการนำแพสชั่นที่มีต่อเพื่อนรักสี่ขาของเฮียฮ้อ ต่อยอดเป็นการสร้างแบรนด์ Lifemate ขยายความหลากหลายของอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสัตว์เลี้ยง และเพิ่มเครือข่ายร้านค้ากว่า 600 แห่ง และยังจัดตั้งบริษัทเพ็ท ออล จำกัด เพื่อลงทุนในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง (Petconomy) ผ่านการสร้างธุรกิจสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้ Ecosystem ของอาร์เอส กรุ๊ป ขยายตัวขึ้น ถือเป็นกลยุทธ์การบริหารพอร์ตโฟลิโอที่น่าจับตามอง
นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับความท้าทายในปีนี้ เราตั้งเป้าเป็น ‘Life Enriching’ มุ่งมั่นในการยกระดับทุกมิติการใช้ชีวิตของลูกค้าผ่านทุกธุรกิจในเครือ พร้อมจัดโครงสร้างองค์กรใหม่โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่มธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์กร ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตที่แข็งแกร่งในแนวตั้ง และจะขยายธุรกิจใหม่ๆ ในแนวราบ นับเป็นการสร้างอีโคซิสเต็มของ อาร์เอส กรุ๊ป ให้เติบโตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”
ซึ่งอาร์เอส กรุ๊ป จะแบ่งธุรกิจออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ดังนี้
- RS Multimedia ได้แก่ ช่อง 8 และ COOLfahrenheit
- RS Music ได้แก่ ค่ายเพลง RSIAM, kamikaze, RoseSound และบริษัท โฟร์ท แอปเปิ้ล
- RS LiveWell ได้แก่ RS Mall และแบรนด์ผลิตภัณฑ์ well u, Vitanature+, Lifemate และ Camu C
- RS Connect ได้แก่ ULife และ De Beste
- RS Pet All เป็นธุรกิจใหม่ที่ประกอบธุรกิจครบวงจรสำหรับสัตว์เลี้ยง
- R Alliance ดูแลด้านการลงทุน ตามกลยุทธ์ M&A และ JV
มากไปกว่านั้น อาร์เอสยังเตรียมขยายสู่ธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย สู่การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันระหว่างผู้เล่นในตลาดเดียวกัน อย่างเมื่อปี 2565 อาร์เอสได้เข้าซื้อกิจการทั้งหมดของยูไลฟ์ (ULife) ซึ่งเป็นธุรกิจขายตรงของยูนิลีเวอร์ Popcoin ประกาศลิสต์เข้าสู่ XT.COM ซึ่งปีนี้จะขยายเข้าสู่ธุรกิจอะไรอีกนั้น .. ต้องติดตามกันต่อไป
ถึงแม้อาร์เอสจะมีประสบการณ์มากมายจากการเป็นค่ายเพลงอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบการทำธุรกิจเพลงได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ซึ่งไม่ได้เน้นปริมาณศิลปินในค่ายให้เยอะอย่างเมื่อก่อน แต่เป็นการพัฒนาและสนับสนุนให้ศิลปินในค่ายได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์กระแสของผู้บริโภค และต้องนำความไวของเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อปกป้องไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
การลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งเป็นหัวใจการดำเนินธุรกิจของอาร์เอสในปีนี้ ก็เป็นบันไดสู่ความสำเร็จของเฮียฮ้อเช่นกัน ที่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตลอด 40 ปี ซึ่งเฮียฮ้อได้พูดอย่างอารมณ์ดีไว้ว่า “ต้องไม่ยอมแพ้ ไม่กลัวความล้มเหลว และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ” และถึงกับเอ่ยปากด้วยตนเองว่าปี 2566 นี้ เป็นปีที่ท้าทายที่สุดตั้งแต่ทำธุรกิจมา