ชัยวุฒิ เอี่ยมวุฒิกร, ผู้จัดการทั่วไป, บริษัท พีเอชดี (ประเทศไทย) ได้นำเสนอ Trend 2023 จาก Omnicom Media Group เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำการตลาดในปีนี้ ซึ่งมีเทรนด์สำคัญๆ อยู่ 6 เรื่อง คือ
1. Sonic Branding
ถ้าแปลอย่างสั้นๆ ก็คือ Brand identity และ Asset ในรูปแบบของเสียง มองย้อนกลับไปในปี 2021 เราพบว่ามีถึง 94 แบรนด์จาก 250 แบรนด์ระดับโลกที่ใส่ Sound Effect ให้กับโลโก้ของตัวเอง
ยกตัวอย่างที่ทุกคนน่าจะจำได้เช่น เสียง“ทาดา” กับมากับโลโก้ของ Netflix หรือใกล้ตัวเข้ามาอีกกับเสียงเซนเซอร์ของประตู 7/11 ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาอยู่ทั่วเมืองไทย หลายๆคนน่าจะจำเสียงประกอบที่มาพร้อมกับโลโก้บนงานโฆษณาเหล่านั้นได้
มีงานวิจัยหลายชิ้นบอกว่าเสียงสามารถกระตุ้นการรับรู้ในสมองของคนเราได้รวดเร็วกว่าภาพที่เห็น และโฆษณาที่ใช้เสียงประกอบบนตัวแบรนด์หรือโลโก้ ยังมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจจากผู้ชมผู้ฟังมากกว่า8.5เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับแบรนด์ที่ไม่ได้ใช้เสียงอีกด้วย
แต่แน่นอนสิ่งต่างๆเหล่านั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน การสร้างความสนใจให้กับแบรนด์ผ่านการใช้เสียงนั้น อิมเมจของเสียง หรือโสตลักษณ์ที่ใช้ควรจะเข้ากับบุคลิกของแบรนด์ และต้องผ่านการใช้อย่างต่อเนื่อง และใช้ในลักษณะหลากหลายบนแพลตฟอร์มโฆษณาที่แตกต่าง สามสิ่งสำคัญนี้จะทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ ในการสร้างความจดจำให้กับผู้บริโภค
2. NFT (Non-Fungible Token)
เรารู้จัก NFT กันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี 2021 และได้ถูกใช้ในเชิงสร้างสรรค์ในการตลาดหลายรูปแบบ ถึงอย่างไรก็ตามข่าวร้ายเกี่ยวกับ Cryptocurrency ซึ่งอยู่ในอีโคซิสเต็มเดียวกันที่มีมาอย่างต่อเนื่อง มีผลทำให้การซื้อขายของ NFT ลดลงมากกว่า 70% จำนวนผู้ซื้อก็ลดลง 22% และแน่นอน ราคาเฉลี่ยลดลงถึง 76% เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างไตรมาสที่สามและไตรมาสที่สองของปี 2022 ที่ผ่านมา
แต่ NFT จะยังไม่ไปไหนตราบเท่าที่คอนเซ็ปต์ของ Web3 และ Decentralized Internet ยังเป็นทางที่ให้เราเดินไปในอนาคต สิ่งที่นักการตลาดควรทำ คือมอง NFT ให้เป็นหนึ่งในรูปแบบของรางวัลหรือของสมนาคุณ ที่ลูกค้าคนพิเศษสามารถได้รับจากทางแบรนด์ เพื่อสร้างความแตกต่างและตื่นเต้นให้กับลูกค้าและคู่แข่งทางการตลาดของเรา
หัวข้อต่อไปน่าจะเป็นเรื่องที่หลายๆคนเจออยู่ตอนนี้คือAnti-Work Movement ตั้งแต่โควิดได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเราเมื่อสองปีที่แล้ว รูปแบบของการใช้ชีวิตรวมถึงการทำงานของเราทุกคนก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เรามีโอกาสทำงานกันที่บ้านมากกว่าที่ออฟฟิศ ซึ่งทำให้เราได้เห็นถึงข้อดีหลายอย่างจากสภาพการทำงานที่เปลี่ยนไปแต่ในขณะเดียวกันก็ยังได้เห็นสองมุมมองที่แตกต่างจากฝั่งลูกจ้างและฝั่งนายจ้าง ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดวันหรือชั่วโมงการทำงาน หรือปรากฏการณ์การลาออกหรือปลดออกครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นในช่วงโควิดที่ผ่านมาจากหลายบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Meta หรือ Google สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่าเราอยู่ในยุคที่ลูกจ้างมีโอกาสแสดงสถานะและความคิดของตัวเองอย่างชัดเจน และเรียกร้องจากนายจ้างมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพจิตในการทำงานและสภาพแวดล้อมของที่ทำงาน ซึ่งนอกจากเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นๆ ที่องค์กรมอบให้แล้ว ความก้าวหน้าในการทำงานและโอกาสในการเรียนรู้ก็เป็นปัจจัยที่พนักงานให้ความสำคัญมากขึ้นอีกด้วย
สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายจ้างจะต้องหันกลับมาดูแลพนักงานให้มากขึ้น ซึ่งมองอย่างผิวเผินอาจดูเหมือนเป็นเรื่องภายในบริษัท แต่อันที่จริงแล้วนี่เป็นเรื่องของ Brand Image ในระยะยาวยิ่งในยุคที่ทุกคนพร้อมจะสื่อสารกับคนทั่วโลกผ่าน Social Media ในไม่กี่วินาทีมุมมองและความคิดเห็นที่พวกเขามีต่อบริษัทสามารถส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กรแบรนด์หรือสินค้าที่อยู่ในตลาดให้กับผู้บริโภคได้

3. Green Washing
ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ภาวะเรือนกระจก สิ่งแวดล้อม เราอยู่กับการรับรู้และรับมือกับหัวข้อเหล่านี้มาหลายปีแล้ว แต่ในช่วงปีที่ผ่านมานี้ ก็มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและชัดเจนขึ้น ถ้าเรามองย้อนกลับไปเปรียบเทียบปี2022กับ2021ความเป็นห่วงในด้านภาวะโลกร้อนของภูมิภาคเรา มีเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยกว่า 7% โดยประเทศไทย ยังอยู่ในลำดับต้นๆของการจัดอันดับ
ถึงอย่างไรก็ตาม ความคิดกับการกระทำในหลายครั้งก็ไม่ได้สอดคล้องกันเสมอไป โดยเฉลี่ยความคิดและความเชื่อในเรื่องสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนเป็นการกระทำได้ไม่ถึงครึ่งจากชาร์ตข้างบน หนึ่งในสาเหตุหลักมาจากต้นทุนในการดำรงชีวิตที่สูงขึ้นในสองปีที่ผ่านมา ที่มีส่วนทำให้ผู้คนต้องตัดสินใจซื้อสินค้าโดยคำนึงถึงราคาก่อน ทำให้ยอดขายสินค้ารักษ์โลกทั้งหลายลดลงโดยเฉลี่ย 3.4% ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา
ในเมืองไทยเองมากกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่างคนไทยจาก GWI (Global Web Index) เห็นว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้นมีความสำคัญ และยินดีที่จะซื้อและใช้สินค้าและบริการจากองค์กรที่มีภาพลักษณ์ที่ดี ดูแลเอาใจใส่พนักงาน และสังคม
แต่ถึงกระนั้นก็ตามทางออกของเรื่องนี้ยังค่อนข้างสดใสและมีความหวัง สิ่งที่แบรนด์ควรจะมีคือวิสัยทัศน์ในการทำ ธุรกิจที่ดีต่อโลกอย่างชัดเจน และพยายามใช้Economies of Scale เพื่อควบคุมให้ราคาสินค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้นรวมถึงการนำความคิดสร้างสรรค์เข้ามาทำให้สินค้าที่ดีเป็นที่น่าสนใจต่อคนในวงกว้างมากขึ้นยกตัวอย่างจากบริษัท Diageo ได้ผลิตสินค้า Johnnie Walker รุ่นพิเศษซึ่งใช้ฉลากที่พิมพ์โดยหมึกที่ทำจากฝุ่นควัน (Air Ink)หรือบริษัทโคโรน่าเบียร์ ที่ได้จัดทัวร์นาเมนต์ตกขวดพลาสติกในทะเลขึ้น โดยให้รางวัลกับชาวประมงที่เก็บขวดพลาสติกขึ้นมาจากทะเล
4. Artificial Intelligence (AI)
AI หรือปัญญาประดิษฐ์มีการพัฒนาให้ฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ Chatbot ตัวแรกถือกำเนิดขึ้นในปี1964
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราอยู่ในยุคสมัยที่ผู้คนต่างใช้AIในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องปกติ เช่น การใช้โปรแกรมจดจำใบหน้า เพื่อปลดล็อกโทรศัพท์ ไปจนถึงในงานด้านความมั่นคงของหน่วยงานรัฐ เราเห็นการใช้AIในการช่วยทำงานทั้งด้านศิลปะอีกด้วยเช่นการประพันธ์ดนตรี การจัดวางรูปภาพต่างๆ โดยยังมีคำถามตามมาอย่างหลายและยังอยู่ในระหว่างการหาคำตอบเช่น ความฉลาดของ AI ควรจะมีข้อจำกัดไหม หรือ แค่ไหนถึงจะไม่เกินเลยทางด้านศีลธรรม
แล้วล่าสุดหลายคนก็คงได้เห็นการพัฒนาอีกขั้นของAIผ่านการเปิดตัวของ Chat GPT ที่ฉลาดและสามารถทำอะไรหลายๆ อย่าง เช่น การวางแผนการทำงาน การเขียนบทความให้คำอธิบายและคำตอบกับมนุษย์ได้ในหลายๆ เรื่อง แต่คำถามในเรื่องของขอบเขต ระหว่างความฉลาด และความเหมาะสมถูกต้อง ตามศีลธรรมในสังคม ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม ทางด้านงานโฆษณา หลายๆบริษัทใช้ AI ในการจำแนก วิเคราะห์ ประชากรอินเทอร์เน็ตเป็นเซ็กเมนต์ (กลุ่ม) ต่างๆ เพื่อการทำการตลาดที่เข้าหาคนได้มากขึ้นและแม่นยำขึ้น โดยใช้งบประมาณที่น้อยลง

5. Gaming
ในปี 2022 มากกว่า 80% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีอายุอยู่ระหว่าง 16 ถึง 64 ปี เล่นเกมบนอุปกรณ์ที่เขาใช้อยู่ ครึ่งของรายได้จากบริษัทเกมทั่วโลก ก็มาจากเกมเมอร์เหล่านั้น ซึ่งใช้เวลาในการเล่นเกมโดยเฉลี่ยถึงสัปดาห์ละเก้าชั่วโมง
Gaming จึงเป็นโอกาสที่สำคัญของแบรนด์ต่างๆ ในการสื่อสารเข้าถึงลูกค้าโดยที่มากกว่าครึ่งของเกมเมอร์ (ผู้เล่นเกม) ในเอเชียแปซิฟิกเคยใช้เงินในเกมที่เล่นอยู่และมียอดใช้จ่ายอยู่ที่คนละประมาณ 50 USD ในปี 2022
เกมยังเป็นชุมชน (Community) ที่ไม่จำกัดพื้นที่และขอบเขต เพราะเกมสมัยใหม่นั้นถูกสร้างขึ้นบนคลาวด์ ที่ช่วยเชื่อมผู้คนจากทั่วโลกเข้ามาเล่นร่วมกัน และจากเหตุผลที่กล่าวไปทั้งของรายได้ที่ได้จากเกมเมอร์และจำนวนคนที่เข้ามาใช้บริการที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจเกมเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด มากกว่าธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์อื่นๆ ทำให้บริษัทอย่างเน็ตฟลิกซ์แอปเปิล หรือไมโครซอฟท์ ต่างกระโดดเข้ามาร่วมทำธุรกิจเกี่ยวกับเกม เพื่อแบ่งรายได้ในอุตสาหกรรมนี้
ในขณะเดียวกันทางด้านผู้พัฒนาเกมเองก็ได้มีการคิดค้นวิธีสร้างรายได้จากตัวเกมเพิ่มขึ้นยกตัวอย่างเช่น Robloxที่ได้เริ่มเปิดให้มีการโฆษณาในตัวเกม และนั่นก็คือโอกาสของแบรนด์ต่างๆที่จะเข้าไปสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดที่สุด
6. Smell-O-Vision
Smell-O-Vision เป็นคำผสม ระหว่าง Smell และ Vision อันที่จริงรูปแบบของการใช้กลิ่นเพื่อสร้างบรรยากาศให้กับโสตประสาทของผู้ชม มีมาตั้งแต่ปี 1868 ที่มีการพ่นสเปรย์น้ำหอมในโรงละคร Alhambra Theatre of Variety ในการแสดงเรื่อง The Fairy Acorn Tree ที่ได้มีการจดบันทึกไว้ตอนนั้น
จนมาถึงในช่วงปี 2000 ที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้น ได้มีหลายๆบริษัทให้กำเนิดอุปกรณ์ผสมและปล่อยกลิ่น อัตโนมัติเพื่อใช้ในโอกาสต่างๆ
จากนั้นมาในช่วงระยะเวลาไม่ถึงยี่สิบปี การถือกำเนิดขึ้นของวีอาร์ก็ได้มีการนำ อุปกรณ์ให้กำเนิดกลิ่น ประกอบกับชุดเซตวีอาร์เพื่อสร้างบรรยากาศในการรับชมให้ได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น ถึงอย่างไรก็ตาม รูปแบบของการใช้กลิ่นอาจจะยังไม่แพร่หลายในวงกว้างมากนักเนื่องด้วยข้อจำกัดทางด้านการเข้าถึงและราคา แต่น่าจะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่หลายๆแบรนด์โดยเฉพาะสินค้าหรูหราที่ต้องการจะสร้างความแตกต่างทางด้านอารมณ์และความรู้สึกของผู้บริโภค กลิ่นจะเป็นอีกหนึ่งสื่อที่จะทำให้การรับรู้ของผู้บริโภคสมบูรณ์มากขึ้น
และทั้งหมดนี้ คือเทรนด์ที่มีความแนวโน้มที่จะมาหรือมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในปีนี้ ซึ่งสินค้าและแบรนด์ต่างๆ ควรจะเตรียมตัวรับกับกระแสที่จะเข้ามา เพื่อที่จะสื่อสารกับลูกค้าของเราได้อย่างทันท่วงที ในยุคสมัยที่หลายๆอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายในชั่วพริบตา
