หลักของการคำนวณสมการคณิตศาสตร์ 2 ตัวแปร บางคนอาจจะชินกับการเริ่มต้นจากแกน X บางคนอาจจะเริ่มต้นพล็อตกราฟจากการลากเส้นมาจากแกน Y
แต่ในสมการธุรกิจฟู้ด ดิลิเวอรี่ ผู้เล่นส่วนใหญ่จะพล็อตกราฟจากการดึงร้านอาหาร และไรเดอร์เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มให้มากที่สุดด้วยวิธีการสร้างแรงจูงใจต่างๆ นานา แน่นอนว่ารูปแบบธุรกิจนี้เสี่ยงที่จะนำพา แบรนด์ไปสู่สงครามราคา หรือ Red Ocean
ไม่นานมานี้มีแพลตฟอร์มอาหารอย่าง Tiffin Labs สตาร์ทอัพ Food Tech จากประเทศสิงคโปร์ได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยแบบเงียบๆ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งระยะเลาเพียง 9 เดือน Tiffin Labs สามารถสร้างร้านอาหารในรูปแบบ Virtual Restaurant ได้กว่า 100 สาขาแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะเท่ากับว่าตอนนี้ Tiffin Labs มีสาขามากกว่า 250 สาขาใน 3 ประเทศ คือ สิงคโปร์ 120 สาขา
มาเลเซีย 30 สาขา และไทย 100 สาขา
เบื้องหลังความสำเร็จของ Tiffin Labs นั้นมาจากการเลือกพล็อตกราฟจากแกน X มาเป็นแกน Y ที่หลายคนมองข้าม
ความสำเร็จของ Tiffin Labs ทั้งในสิงคโปร์, มาเลเซีย และไทย เกิดจากการเลือกโมเดลธุรกิจแบบ Virtual Restaurant Brands คือการสร้างแบรนด์ร้านอาหารเป็นของตัวเอง แต่ใช้วิธีขยายธุรกิจผ่านการให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเดิมที่เปิดให้บริการอยู่ สามารถนำแบรนด์อาหารดิลิเวอรี่ในเครือ Tiffin Labs ที่เหมาะสมกับทำเลไปเปิดขายในร้านอาหารของตัวเองเพื่อสร้างกำไรเพิ่มให้กับร้านอาหารจากต้นทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ครัวและพนักงาน
โมเดลธุรกิจนี้ทำให้ Tiffin Labs ไม่ได้กระโดดลงไปแข่งขันกับร้านอาหาร แต่เป็นการดึงร้านอาหารมาเป็นพาร์ทเนอร์แทน เพราะผู้ประกอบการร้านอาหารยังสามารถขายอาหารเดิมที่ทำอยู่ได้เป็นปกติ แต่จะมีเมนูอาหารทางเลือกเพื่อเพิ่มยอดขายในแต่ละวันได้ ซึ่งถือเป็นการทำธุรกิจแบบ Blue Ocean
ในความเป็นจริงโมเดลธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีแพลตฟอร์มให้บริการแล้วทั้งในสหรัฐอเมริกา และยุโรป แต่ในอาเซียน Tiffin Labs ถือเป็นผู้บุกเบิกรายแรกๆ
ภูมินันท์ ตันติประสงค์ชัย ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) Tiffin Labs อธิบายว่า ตลาดฟู้ด เดลิเวอรี ในอาเซียนเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งยอดขายและร้านค้า แต่ถ้ามองในเชิงลึกจะพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่เป็น SMEs กลับได้ผลกำไรไม่เต็มตัวเท่าใดนัก

พบว่าในปัจจุบันยอดขายของร้านอาหารทั่วไปยังมาจากการนั่งรับประทานในร้านกว่า 80% ซึ่งก็มา จากหลายเหตุผล อาทิ
1. ผู้ประกอบการไม่ถนัดการทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง จึงยังคนเน้นขายอาหารผ่านหน้าร้าน
2. ผู้ประกอบมีต้นทุนที่ไม่เหมาะสำหรับทำดิลิเวอรี่
3. การไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องแพ็กเกจจิ้ง จึงมักเกิดปัญหาเวลาส่งสินค้า และส่งผลต่อการซื้อซ้ำ
4. ความสามารถในการทำอาหารในช่วงเร่งด่วน เช่น แทนที่จะทำอาหารเมื่อมีออร์เดอร์เหมือนขายในร้าน ก็สามารถทำอาหารล่วงหน้าไว้ 80% เพื่อเป็นการประหยัดเวลา และส่งผลต่อการซื้อซ้ำ
ภูมินันท์ กล่าวว่า Virtual Restaurant Brands จึงเป็นอีกโมเดลธุรกิจที่เข้ามาแก้ Pain Point ของ SMEs ร้านอาหารได้ใน 3 เรื่องหลัก คือ
1. เรื่องแบรนด์ และมาร์เก็ตติ้ง ที่ SMEs ส่วนใหญ่ไม่ชำนาญ
2. เรื่องการหาสินค้าที่เหมาะสมกับฟู้ด ดิลิเวอรี่ ที่ต้องทำง่ายและเร็ว
3. เรื่องการบริหารซัพพลายเชน ที่ลดภาระเรื่องการจัดซื้อง่าย และสามารถเพิ่มอำนาจการต่อรอง
ปัจจุบัน Tiffin Labs ได้นำร่องส่ง 6 แบรนด์อาหารในเครือจาก 20 กว่าแบรนด์มาเจาะตลาดฟู้ด ดิลิเวอรี่ในประเทศไทย คือ
1) แฟตฟิงเกอร์ (Phat Fingers) ไก่ทอดสไตล์เกาหลี
2) เซาท์เทิร์นโซล (Southern Soul) ไก่ทอดสไตล์อเมริกัน
3) พาสต้าเทเบิ้ล (Pasta Table) สปาเกตตีสไตล์คอมฟอร์ทฟู้ด
4) โปเตโต้ แล็บ (Potato Lab) เฟรนช์ฟรายด์และเมนูทานเล่นต่างๆ
5) ย่างดี (Yang Dee by Phat Fingers) ข้าวหน้าปิ้งย่างสไตล์เกาหลี
6) ภูมิใจไก่ทอด (Phum Jai) ไก่ทอดสไตล์ไทย
ในจำนวนนี้เป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย 2 แบรนด์ คือย่างดี กับภูมิใจไก่ทอด โดยร้านอาหารที่ SMEs นิยมในประเทศไทย คือ ร้านย่างดี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% รองลงมา คือ Phat Fingers และ Southern Soul
“ถามว่าแฟรนไชส์หรือพาร์ทเนอร์ในประเทศไทยจะได้อะไร คำตอบคือได้สิทธิ์ในการใช้ แบรนด์ของ Tiffin Labs 6 แบรนด์ไปใช้ SMEs แค่ทำกับข้าวขาย ไม่ต้องพัฒนาเมนูอาหารอะไรเลย”

ในประเทศสิงคโปร์ มีผู้ประกอบการร้านอาหารที่ซื้อแบรนด์ไก่ทอด Phat Fingers ไปขายและสามารถทำยอดขาแซงอาหารเดิมที่เคยทำจนมีการเปลี่ยนป้านหน้าร้านมาเป็น Phat Fingers เพียงอย่างเดียว ซึ่งได้กลายมาเป็นบิสเนสโมเดลใหม่ของ Tiffin Labs
ปัจจุบัน Tiffin Labs มีการทำงานร่วมกับกลุ่ม B2B ไม่ว่าจะเป็น เชนร้านอาหาร, ร้านอาหารรายย่อย, คราวด์ คิทเช่น, บาร์ & คลับ, โรงแรม และธุรกิจแคทเทอริ่ง
“ในสิงคโปร์มีอุปกรณ์ครัวทั่วไป ผับที่ซื้อแบรนด์ไปเพื่อขายอาหารตอนกลางวัน ซึ่งในร้านมีพื้นที่ครัวเพียง 2*2 เมตร ก็ยังสามารถทำได้ ในประเทศไทยจึงมีโอกาสขยายธุรกิจได้อีกมากมาย แต่ในระยะแรกจะเน้นการดึงร้านอาหารรายย่อยเข้ามาเป็นพันธมิตรก่อน”
เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่าง Virtual Restaurant Brands กับร้านอาหารแฟรนไชส์ทั่วไปว่ามีความแตกต่างกันในด้านไหน ภูมินันท์ กล่าวว่า ร้านอาหารในระบบแฟรนไชส์ที่เป็นแบรนด์ใหญ่จะมีค่าทำเนียมแรกเข้าที่สูง และใช้เวลาในการเจรจาธุรกิจค่อนข้างนาน รวมถึงต้องลงทุนใหม่ใช้เงินลงทุนตามมาตรฐานของแฟรนไชส์ซอร์ ทำให้ต้องใช้เงินลงทุนก่อนแรกมาก และใช้เวลาในการสร้างผลกำไรได้ 12-24 เดือน ซึ่งแตกต่างจาก Virtual Restaurant Brands ที่ใช้ครัวที่มีอยู่เดิมแล้ว ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แค่สั่งวัตถุดิบมาทำอาหารตามแบรนด์ และเมนู ทำให้สามารถเปิดขายได้ในเวลาเพียง 2-4 อาทิตย์
“ระบบของ Tiffin Labs เราพยายามทำให้ง่ายที่สุด เจ้าของไม่ต้องคิดมาก ผัดขายอย่างเดียว เวลาในการคืนทุนก็เร็วกว่า”
ในเชิงการสเกลอัพ ปัจจุบัน Tiffin Labs เปิดให้บริการแล้วใน 3 ประเทศ และสามารถเข้าถึงคนมาก กว่า 22.7 ล้านคนในปัจจุบัน
เป้าหมายของ Tiffin Labs นั้นต้องการขยายสาขาในภูมิภาคนี้เป็น 1,000 สาขา ในปี 2025 ซึ่งในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งหรือ 500 สาขาจะอยู่ในประเทศไทย เพราะมีความพร้อมมากที่สุด
“ปีนี้เราจะเริ่มขยายสาขาออกไปตามหัวเมือง จนถึงสิ้นปีน่าจะมีสาขาประมาณ 200 สาขา
แผนงานในอนาคต ทางบริษัทตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายแบรนด์ให้ครบ 15 แบรนด์ในปี 2025 โดยตอนนี้กำลังศึกษาและพัฒนาแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่น และแบรนด์ไก่ที่รับประทานแบบสแน็ค”