PTG เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน PT หนึ่งในแบรนด์ Underdog ที่สร้างสีสันให้กับวงการค้าปลีกน้ำมันของ ไทยมาตลอด ประกาศโรดแม็บ “Drive for Tomorrow” ตั้งเป้าภายในปี 2027 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า PT จะต้องมีส่วน แบ่งการตลาดในตลาดค้าปลีกน้ำมันอย่างน้อย 25% หลังจากปีที่ผ่านมาสามารถทำนิวไฮยอดขายน้ำมันสูงสุดเป็น ประวัติการณ์ถึง 5,316 ล้านลิตร เติบโต 5.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยการเติบโตหลัก ๆ มาจากช่อง ทางการค้าปลีกผ่านสถานีบริการน้ำมันที่ 6.5% จนกลายเป็นแบรนด์เบอร์ 2 ในตลาดค้าปลีกน้ำมันของไทย
พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กล่าวว่าการเป็นแบรนด์เล็กจากท้องถิ่นมาก่อนนั้น ช่วยหล่อหลอมสปิริตของทีมงานให้มีแรงสู้ และทำงานแบบ Underdog ที่ลงลึกในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาตลอดทำให้มีรากฐานที่แข็งแรงในปัจจุบัน
“PT เป็นคนตัวเล็กในเวทีใหญ่ แข่งกับคนตัวใหญ่ ทั้งค้าปลีกน้ำมัน, แอลพีจี และธุรกิจร้านกาแฟ ซึ่งคนตัวเล็กต้องคิดแบบ Underdog ต้องไว ต้องกล้า ต้องคิดตลอดเวลา เพราะหลายครั้งคนตัวใหญ่จะ ลังเล ไม่กล้า แต่คนตัวเล็กจะกล้ามากกว่า เพราะว่าความเล็กไม่ใช่อุปสรรคที่จะประสบความสำเร็จ”
ปัจจุบัน PT มีสถานีบริการน้ำมันรวมทั้งสิ้น 2,149 สถานี ในจำนวนนี้เป็นสถานีที่บริหารงานเอง 1,809 สถานี และเป็นสถานีแฟรนไชส์ 340 สถานี
โดยแผนงานของ PTG นับจากนี้ไปจะเน้นการขยายสาขาในเขตเมืองมากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ หลังจากที่ผ่านมา PT จะเน้นขยายสาขาในต่างจังหวัดแบบป่าล้อมเมืองมาตลอด จนแบรนด์ PT เป็นที่คุ้นเคยใน ตลาดต่างจังหวัดเป็นอย่างดี
เพื่อให้เหมาะกับกลยุทธ์ใหม่ ก่อนหน้านี้ทาง PTG ได้มีการเปิดตัวสถานีบริการน้ำมัน PT Max Park Salaya ซึ่งถือเป็นสถานี Flagship แห่งแรกของ PT ที่มีการออกแบบให้มีความทันสมัย ติดตั้งหัวจ่ายน้ำมันระบบ ดิจิทัล มีร้านค้าปลีกที่หลากหลายอยู่ในบริเวณสถานี
แต่ที่น่าสนใจก็คือทาง PTG มีการตั้งชุดเฉพาะกิจ PT Service Master ซึ่งเป็นพนักงานที่ได้รับการฝึก อบรมขั้นสูง เพื่อมาเสริมด้านการบริการให้สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่กลุ่มลูกค้า
“Max Park เราลงทุนกว่า 200 ล้านบาท บนพื้นที่ 9 ไร่ เป็นคอนเซ็ปต์สถานีน้ำมันบวกไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ เราทำเพื่อหวังยกระดับภาพลักษณของแบรนด์ เมื่อก่อนเวลาพูดถึง PT คุณเห็นอะไร? เดิมเรามี แค่น้ำมันเป็นหลัก เมื่อก่อนคือคนนึกถึงปั๊มเขียว ปั๊มบ้านนอก สิงห์ภูธร แต่วันนี้ PT คือเบอร์ 2 ของตลาด ที่ภาพลักษณ์ดูทันสมัยขึ้น”
พิทักษ์ กล่าวและอธิบายเพิ่มเติมว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนแบ่ง 25% PTG จำเป็นต้องสร้าง Ecosystem ให้กับ Core Business คือค้าปลีกน้ำมัน ด้วยการเสริมจุดแข็งในตลาด Non Oil ให้แข็งแรงขึ้น เพื่อที่จะทำหน้าที่เป็น Touchpoint

ปัจจุบัน PTG มี Touchpoint อยู่ทั้งสิ้น 1,526 Touchpoint แยกเป็นร้านกาแฟพันธุ์ไทย 511 สาขา, ปั๊ม LPG PT และร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มพีที 484 แห่ง, ร้าน Max Mart 309 สาขา, ร้านกาแฟ Coffee World 26 สาขา, ร้าน Autobacs 45 สาขา, ศูนย์เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง Maxnitron 52 สาขา, จุดแวะพักริมทาง Max Camp 54 แห่ง และสถานีชาร์จไฟฟ้า 35 แห่ง ซึ่งสินค้าและบริการทั้งกลุ่ม Oil และ Non Oil จะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านระบบสมาชิกอย่าง Max Card ซึ่งปัจจุบัน PTG มีสมาชิกอยู่ถึง 19 ล้านคน
“Max Card เราเติบโตเร็วมาก ปีแรกเรามีสมาชิกแค่ 300,000 คน ตอนนี้มีสมาชิก 19 ล้านคน เดือนเมษายนนี้จะเพิ่มเป็น 20 ล้านคน และปลายปีจะเพิ่มเป็น 21.5 ล้านคน ระบบสมาชิกนี้มีส่วนช่วยเรา อย่างมาก เรามีทั้งบัตรเขียวและบัตรแดง บัตรเขียวสมัครฟรีใช้สะสม บัตรแดง Max Plus มูลค่า 599 บาท แต่ได้สิทธิประโยชน์ร่วม 10,000 บาท”
พิทักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจ Non Oil ที่มาแรงที่สุดของบริษัทตอนนี้ คือร้านกาแฟพันธุ์ไทย ที่เปิดบริการ มาแล้ว 9 ปี และเพิ่งจะเริ่มมีกำไรในปีที่ 10 นี้ โดยทางบริษัทคาดหวังว่ากาแฟพันธุ์ไทยจะเป็น Marketing Arm ให้ คนที่ยังไม่รู้จัก PT สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการในเครือได้มากขึ้น ซึ่งจากนี้ไป PTG จะเร่งสปีดการเติบโตของ ร้านกาแฟพันธุ์ไทยแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะกับสาขานอกสถานีบริการน้ำมัน และร้านค้าในเมืองมากขึ้น คาดว่า ปีนี้จะเปิดครบ 1,500 สาขา และจะนำเข้าจะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2568 เพื่อระดมทุนมาขยายสาขาให้ ครบ 5,000 สาขาในปี 2027
ส่วนธุรกิจปั๊ม LPG PT และร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้มพีที ซึ่งตอนนี้ ปั๊ม LPG PT เป็นที่หนึ่งในตลาดสถานี บริการ LPG ของไทย ก็ยังคนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเน้นขยายทั้งปั๊ม LPG PT และร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม พีทีให้อยู่ด้วยกัน ไม่เน้นขยายสาขาไปอยู่ในอาคารพาณิชย์ ทั้งนี้เพื่อความคล่องตัวและลดต้นทุนในการบริหาร ซัพพลายเชน
“ตลาด LPG ตอนนี้เราเป็นที่ 1 แล้ว ตอนที่เราบุกตลาดมีแต่คนถามว่าทำไปทำไม เพราะตลาด กำลังตก แต่วันนั้นเราต้องการปฏิวัติตลาด เพราะปั๊มแก๊สส่วนใหญ่เก่า สกปรก และส่วนใหญ่ไม่มีระบบ สมาชิก เรามองเห็นช่องว่างและโอกาสที่จะเจาะตลาด เพราะคู่แข่งอีกรายเน้นจับตลาดบน แต่เราเจาะ ตลาดล่าง ซึ่งก็ได้ผลจนเราขึ้นมาเป็นที่ 1 สำเร็จ
ดังนั้น ตลาดแก๊สครัวเรือนก็ไม่น่าจะใช่เรื่องยาก เพราะน้ำมันก็ทำมาแล้ว อีก 2 ปี แก๊สครัวเรือน เราคาดว่าจะขึ้นไปอยู่อันดับ 1 หรือ 2 จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 6 ส่วนสถานีชาร์จรถไฟฟ้าเราทำร่วมกับการ ไฟฟ้าฝ่ายผลิต ปีที่ผ่านมาเรามี 35 สาขา ปีนี้จะขยายเพิ่มอย่างน้อย 70 สาขา ธุรกิจสถานีชาร์จวันนี้ถือว่า มาเร็วแต่ยังไม่แรง วันหนึ่งมีคนชาร์จเฉลี่ยไม่เกิน 3 คันต่อวัน ถ้าจะคุ้มทุนต้อง 10 คันต่อวัน ถ้ามาแรงจะ ต้องมียอดขายจากงานมหกรรมยานยนต์เกิน 10,000 คัน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึง”

พิทักษ์ ย้ำว่า การจะบรรลุเป้าหมายหลักที่วางไว้ในปี 2027 คือมีส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกน้ำมัน 25%, เปิด ร้านกาแฟพันธุ์ไทย 5,000 สาขา และมีสมาชิก Max Card 30 ล้านคน หรือคิดเป็น 20 ล้านครอบครัว จาก 26 ล้าน ครัวเรือน หรือ 77.5% ของครอบครัวในประเทศไทยนั้น บริษัทจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยหันมาให้ความสำคัญ และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนนในธุรกิจ Non Oil มากขึ้น ส่วนธุรกิจ Oil ก็ยังคงมีการขยายสาขาตามปกติ แต่จะเน้นการสร้างยอดขายต่อสาขาให้เพิ่มมากขึ้นอย่างน้อย 25% จากทีม PT Service Master
“กลยุทธ์ของ PTG จะเน้น 3 เรื่อง 1. Store / Touchpoint Expansion ขยายสาขา ขยายบริการ 2. Partner/ Joint Venture การเติบโตไปพร้อมกับพาร์ทเนอร์ 3. Co Creation & Investment in Startups ถ้าอะไรที่ไม่มีก็หาคนที่ต้องการจะมาร่วมทุน แผนการลงทุน 2023 โยกไป Non Oil และ New Business มากขึ้น คือ Oil 1,000 -1,500 ล้านบาท, Non Oil 2,000-2,500 ล้านบาท, New Business 1,500- 2,000 ล้านบาท เราลดบทบาทแค่เรื่องการลงทุน แต่ไม่ได้ลดบทบาทของแบรนด์”