ธุรกิจเพลงเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ 2 ไตรมาสสุดท้ายของปี 2022 สามารถ Rebound กลับมาได้อย่าง เข้มแข็ง ส่วนหนึ่งมาจากการนโยบายผ่อนปรนของทางภาครัฐที่ให้ค่ายเพลงได้จัดกิจกรรมกับคนดูแบบใกล้ชิดมากขึ้น
โดย GMM MUSIC ค่ายเพลงเบอร์ 1 ของไทยสามารถทำรายได้รวมสูงถึง 3,043 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา มีกำไร 355 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตขึ้นของรายได้ที่ 67%
ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจจีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา แม้ว่ากิจกรรมการตลาดหลายโครงการจะต้องระงับไป แต่บริษัทก็ยังสามารถ ประคองธุรกิจให้รันต่อไปได้ และในปี 2022 บริษัทมีผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นผลมาจาก 2 กลุ่มธุรกิจหลัก มีกระแสตอบรับที่เพิ่มขึ้น คือธุรกิจ Digital Business ในปี 2565 มียอดรายรับที่ 1,089 ล้านบาท และธุรกิจ Right Management Business ในปี 2565 มียอดรายรับที่ 236 ล้านบาท
นอกจากนี้แล้ว Core Business อีก 2 ธุรกิจที่ต้องหยุดไปก็เริ่มกลับมาทำตลาดได้เหมือนเดิมในช่วงครึ่งปี หลัง คือธุรกิจ Showbiz ก็สามารถสร้างยอดรายรับที่ 542 ล้านบาท ส่วนธุรกิจ Live Show ก็ทำยอดรายรับได้ถึง 410 ล้านบาท
ภาวิต กล่าวในงานแถลงข่าวว่า “We Are Back on Track” แม้เราหยุดทำกิจกรรมแต่เราไม่ได้หยุดทำธุรกิจ และที่สำคัญก็คือแม้ว่าคน จะอยู่กับบ้านมากขึ้น แต่ก็ยังเสพคอนเทนต์เหมือนเดิม ทำให้รายได้จากการจัดเก็บลิขสิทธิ์เพลงซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญ ของ GMM Music ไม่ตกลง

สำหรับในปี 2023 นี้ ทาง GMM MUSIC ตั้งเป้ารายได้เติบโตไว้ที่ 25% หรือประมาณ 3,800 ล้านบาท
ภาวิต กล่าวว่า การจะไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว หัวใจสำคัญก็คือทางบริษัทต้องสร้างรากฐานหรือ Music Infrastructure ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม โดยจะโฟกัสไปที่ 5 เรื่องใหญ่ คือ
1. Entertainment Data Intelligence หรือลงทุนแพลตฟอร์มด้าน Big Data เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ GMM MUSIC ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย ฝ่าย Showbiz หรือฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
“ตอนนี้มีแพลตฟอร์ม Big Data ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เรามีถังข้อมูล มีศิลปินทั้งหมด ข้อมูลแฟนคลับ ข้อมูล เพจของสื่อ ข้อมูลแบรนด์สินค้า มีเป็น 1,000 ล้านข้อมูล เรารู้ว่าศิลปินคนหนึ่งมีใครเป็นแฟนคลับ ใครฟังฟรี ใครจ่ายเงิน ใครเป็นถึงขั้นสาวก แฟนคลับคนไหนฟังเพลงข้ามศิลปินกับคนไหน เพราะเราทำเรื่องนี้มามากกว่า 5 ปีแล้ว
วันนี้ระบบพัฒนาไปอีกขั้นด้วยการเอา AI เข้ามาช่วยประมวลข้อผล ทำให้มีความแม่นยำเรื่องการวิเคราะห์ ข้อมูลมากขึ้น นำไปสู่การทำ Data Prediction ที่แม่นยำ เช่น งานมหกรรมดนตรีไหนจะขายบัตรได้กี่ใบ จะได้เอาไป วางแผนการทำงานได้ เช่น Big Mountain Music Festival จะขายบัตรได้แสนใบ เพื่อที่ทีมงานจะเอาตัวเลขนี้ไปวาง แผนการทำงาน”
ซึ่งทาง GMM MUSIC วางแผนที่จะเดินหน้าขยาย Music Data ไปสู่ Personalization Commerce ในเร็ว วันนี้ และจะเติบโตสู่การเป็น Entertainment Big Data ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศให้ได้โดยเร็วที่สุด
2. No.1 Music Performance in Thai Market หรือการมีศิลปินเพลงที่ตอบโจทย์ความต้องการฟังเพลงใน ทุกรูปแบบ
ภาวิต กล่าวว่าในปีนี้ GMM MUSIC วางแผนที่จะขยายกำลังการผลิตเพลงเพิ่มเป็น 500 เพลง 32 อัลบั้ม 160 ซิงเกิ้ล 5,000 เพลย์ลิสต์ต่อปี เพื่อรักษามาตรฐานการเป็นค่ายเพลงที่มียอดการสตรีมสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ทั้งจากเพลงใหม่และเพลงเก่า
“ปีที่ผ่านมา เราทำเพลย์ลิสต์ถึง 3,817 เพลง สถิติการสตรีมมิ่งอยู่ที่ 16% สูงกว่ามาตรฐานของค่ายเพลง ทั่วโลกที่เฉลี่ย 15% โดยแบ่งเป็นสตรีมเพลงใหม่ถึง 2,150 ล้านครั้ง”

3. Rebuild The New Generation วางเป้าหมายในการสร้างศิลปินใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งศิลปินร็อก (New Rock Idol), ศิลปินลูกทุ่ง (New Country Idol) และศิลปินป๊อปไอดอล (New Pop Idol) พร้อมเดบิวท์สู่ตลาดมากกว่า 15-20 ศิลปินใหม่ สร้างเครือข่าย Recruitment ในการเฟ้นหาเด็กรุ่นใหม่เข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัด ผ่านความร่วมมืออย่างเป็น ทางการกับมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา สถาบันสอนร้อง-เต้น โมเดลลิ่ง มิวสิกคอมมูนิตี้ โปรดิวเซอร์ และผู้จัดในสาขา ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยจะมีการคัดเลือกเข้า-ออกตลอดอย่างต่อเนื่องทั้งปีด้วยหลักสูตรที่เข้มข้นของ GMM ACADEMY
4. Digital Crossover ตั้งเป้าสร้างรายได้ให้เติบโตสูงสุดในกลุ่ม Digital Music ด้วยความเชี่ยวชาญด้าน Digital Performance และนำความเชี่ยวชาญต่อยอดในการสร้าง Performance ที่สูงขึ้นในทุกสื่อโซเชียลมีเดียของค่ายและ ศิลปิน เพื่อเชื่อมโยงโอกาสระหว่าง Music Marketing, Music Optimization และ Music Playlist ให้เกิดการเติบโตทั้ง ด้านรายได้และพฤติกรรมการฟังเพลงของผู้บริโภค
ภาวิตย้ำว่า บริษัทวางแผนที่จะสร้างรายได้จาก Digital Platform ที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็น YouTube, TikTok, Spotifly และ JOOX รวมถึงสร้างรายได้จาก Social Media
5. No.1 Showbiz in Thailand ตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจ Showbiz ในประเทศไทย ผ่านการจัด Music Festival หรือ Indoor Concert ที่ดีที่สุด ใหญ่ที่สุด มีศิลปินมากที่สุด และมียอดผู้ชมมากที่สุดในประเทศไทย โดยในปีนี้ GMM MUSIC มีแผนจัดเทศกาลดนตรี 9 งานทั่วประเทศ คือ เชียงใหญ่เฟส 4 จังหวัดเชียงใหม่, Rock Mountain 2 ที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์, เฉียงเหนือเฟส ที่จังหวัดขอนแก่น, นั่งเล่น 7 ที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา, Big Mountain Music Festival 13 ที่เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา, Monster 2 ที่กรุงเทพฯ, นั่งเล 2 ที่ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี, Rock on The Beach ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี, พุ่งใต้เฟส ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
“เรามีทีมงาน Marketing Communication ด้าน Showbiz โดยเฉพาะ แยกจากหน่วยธุรกิจอื่น เพื่อสร้าง คอมมูนิตี้กับกลุ่มผู้บริโภค รวมถึงสร้างความสัมพันธ์กับโซเชียล แพลตฟอร์ม ทั้งค่าย ทั้งระบบ เพราะเป็นรากฐานที่ สำคัญมากในการทำธุรกิจ Showbiz”

โดยในปีนี้ GMM Music จะขยายตลาดเข้าไปจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับงานเทศกาลของไทยและต่างประเทศ เช่น งาน Water War เชียงใหม่ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นปีแรก หรือจะเป็นงานฮาโลวีน งาน LGBTQ+ งานเทศกาลดนตรีระดับสากล คอนเสิร์ต และงานแฟนมีตติ้ง
“ปีนี้เราจะขยายเพิ่มเติมในพื้นที่ใหม่ ขยายตัวเองเข้าไปในงานเทศกาลสงกรานต์ที่เชียงใหม่ เพราะเรามีแบรนด์ มีกลุ่มลูกค้า และมีประสบการณ์การจัดมหกรรมดนตรีที่เชียงใหม่มาแล้ว และอนาคตเราจะขยายไปจัดเพิ่มในภูมิภาค อื่นๆ
รวมถึงเราจะขยายไปจัดงานฮาโลวีน เพราะเรามองว่าเป็นงานที่มีโอกาสทางการตลาดมาก แต่ประเทศไทย ยังไม่มีงานสเกลใหญ่ งานนี้มีคนจำนวนมากอยากแต่งตัว อยากใช้จ่าย อยากมารวมตัว เราเชื่อว่าน่าจะเป็นงานรวมผี ที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้เราจะขยายไปงาน LTBGQ+ เพราะเป็นเทรนด์ของโลก งานแสดงออกถึงความหลากหลายของ เพศสภาพมีมานานแล้ว แต่ยังไม่มีงานมิวสิกที่ยิ่งใหญ่มาก่อน เราจะดึงคนจากต่างประเทศเข้ามาเที่ยวงาน”
GMM Music เชื่อว่าทั้ง 9 มหกรรมดนตรี จาก 7 จุดยุทธศาสตร์ทั่วประเทศนี้จะทำให้ทั้งปี สามารถขายบัตรเข้าชมได้มากกว่า 500,000 ใบ