เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา THE STANDARD WEALTH สำนักข่าวด้านเศรษฐกิจ-การลงทุนที่มุ่งสร้างและส่งเสริมนักลงทุนคุณภาพ จัดงาน ‘WEALTH CLUB 2023: RISING IN RECESSION พุ่งทะยานในความถดถอย’ โดยมี 4 เวทีสำคัญที่รวบรวมนักการเงินและนักลงทุนที่ได้รับการยอมรับจากสังคมในวงกว้างมาเสวนา เพื่อถ่ายทอดมุมมองและบทเรียนด้านเศรษฐกิจและการลงทุนให้กับผู้ฟังที่เข้าร่วมงานเสวนากว่า 500 คน
สำหรับไฮไลท์ของแต่ละเวที ประกอบด้วยปาฐกถาพิเศษจาก ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ขึ้นกล่าวในหัวข้อ IMPROVING THAILAND’S CAPITAL MARKET AND EFFICIENCY โอกาสและความท้าทายของตลาดทุนไทยในโลกที่ถดถอย

โดย ดร.ประสารกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่า ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ คือเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกในระยะสั้นจากความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจถดถอยที่ดูเหมือนจะเริ่มผ่อนคลายลง ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศก็ยังมีความดื้อไม่ยอมลดลงมาง่ายๆ เช่นกัน ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกยังไม่สบายใจที่จะลดดอกเบี้ย
ปัจจัยข้างต้นส่งผลให้มีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจถดถอย โดย IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกอาจเติบโตได้เพียง 2.9% ในปี 2023 จากที่เคยเติบโตได้ 6% ในปี 2021 และลดลงเหลือ 3.4% ในปี 2022 โดยเฉพาะใน Developed Markets ที่ปีนี้เศรษฐกิจอาจเติบโตได้เพียง 1.4% ในสหรัฐฯ และ 0.7% ในยุโรป ซึ่งอาจส่งผลต่อการชะลอตัวในภาคการค้าระหว่างประเทศและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ารวมทั้งไทยในการณ์นี้ ดร.ประสารได้แนะนำให้นักลงทุนติดตาม 4 ความเสี่ยง ดังนี้
- ความไม่แน่นอนในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ที่เชื่อมโยงกับการแบ่งแยกทางเศรษฐกิจ และการทวนกระแส โลกาภิวัตน์ หรือ Deglobalization ซึ่งตึงเครียดมากขึ้น
- เหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีการเลือกตั้ง และนำไปสู่ความต่อเนื่องหรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป
- ประเด็นด้านเศรษฐกิจโลกก็กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และน่าติดตามประเด็นเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลง แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง การปรับท่าทีของธนาคารกลางในการจัดการกับเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่อาจจะชะลอตัวลง รวมทั้งการกลับมาเปิดประเทศของจีนที่น่าจะส่งผลเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในด้านความเชื่อมโยงในซัพพลายเชน และผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและบริการ
- ประเด็นด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) ที่มีความน่าสนใจและอาจเกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจมากขึ้น

ขณะที่เวทีเสวนาจากสุดยอดนักลงทุน VI ในหัวข้อ INVESTOR PLAYBOOK เลือกโอกาส บริหารความเสี่ยงฉบับนักลงทุน VI ซึ่งได้รับเกียรติจาก เฉลิมเดช ลีวงศ์เจริญ นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) และ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี นักลงทุน VI ร่วมเสวนา
โดย นพ.พงศ์ศักดิ์ ได้เปิดวิธีคิดแบบ VI ว่า หลักคิดแนวทางการเป็นนักลงทุน VI ที่ประสบความสำเร็จได้จะต้องมีเริ่มกระบวนการ (Process) เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้อย่างถูกต้อง แต่ในอีกมุมของกระบวนการเรียนรู้ก็มีผลให้ VI ไม่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้ด้วยเช่นกัน เพราะไปเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ เช่น การใช้เวลาให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ไม่มีผลกระทบกิจการหรือไม่มีความสำคัญกับการลงทุนแนว VI มากเกินไป
ซึ่ง นพ.พงศ์ศักดิ์ ได้แนะนำชาว VI เพิ่มว่า นักลงทุน VI ต้องขายหุ้นให้เป็น เพราะโดยปกติการลงทุนแบบ VI ส่วนใหญ่จะสอนการซื้อให้ถูกจังหวะ แต่ไม่ได้สอนจังหวะการขายหุ้นให้ถูกต้อง โดยยอมรับว่าการขายหุ้นให้มีกำไรจะมีความยากมากกว่าการซื้อหุ้นให้มีกำไร เพราะติดดักกับความสำเร็จที่เคยทำได้ในอดีต สิ่งนี้ถือเป็นมายด์เซ็ตที่ไม่ถูกจนสร้างความผิดพลาดมานักต่อนัก

ด้าน เฉลิมเดช แชร์ว่า กลยุทธ์แบบ VI ในปัจจุบันก็ยังคล้ายๆ เดิม แม้ในปัจจุบันจะมีนักลงทุนเก่งๆ รุ่นใหม่เข้ามาในตลาดเยอะมาก แต่อาจทำให้การลงทุนเพื่อทำกำไรได้ง่ายแบบในอดีตยากขึ้น เนื่องจากว่ามีคนที่คอยจับจ้องโอกาสตลอดเวลา แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล เพราะโอกาสในตลาดมีหุ้นกว่า 700-800 ตัว และในทุกหุ้นจะมีโอกาสโผล่มาเสมอ
สำหรับเคล็ดลับที่ส่งต่อถึงนักลงทุน คือนักลงทุนต้องหาจุดแข็ง (Edge) ของตัวเอง ซึ่งขอแค่ 5 ตัวที่รู้จริงๆ โดยต้องไม่หลอกตัวเองว่าเรารู้มากกว่าคนอื่น แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จได้แล้ว

สำหรับเวทีเสวนาของนักกลยุทธ์ลงทุนในหัวข้อ DIVERSIFYING PORTFOLIO IN DECOUPLING MARKET เฟ้นหาสุดยอดหุ้นต่างประเทศ เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุค DECOUPLING นั้น ได้รับเกียรติจาก สรพล วีระเมธีกุล หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย และ Anthony Joseph Raza, Head of Multi-Asset Strategy ของ UOB Asset Management ร่วมเสวนา
สรพล กล่าวว่า ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าจะเกิดภาวะ Recession การเกิด Hard Landing, Soft Landing และ No Landing นั้น ประเมินว่า Soft Landing มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมากที่สุด เพราะเชื่อว่าสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งและสามารถรองรับกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้ จึงไม่กระทบไปถึงขั้น Hard Landing
ส่วนมิติการลงทุน สรพล มองว่า ปีนี้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจะค่อยๆ ผ่านจุดสูงสุดหรือจุดพีคในที่สุด จากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงได้ และจากมุมมองดังกล่าว สินทรัพย์ที่มีความน่าสนใจสูงสุดและน่าลงทุนคือ ‘หุ้นจีน’ และแนะนำให้นักลงทุนเข้าลงทุนในหุ้นจีน โดยแนะนำนักลงทุนเพิ่มว่า ไทม์มิ่งหรือจังหวะที่ควรซื้อหุ้นที่สุดก็คือ ซื้อที่ดอกเบี้ยขาขึ้น และขึ้นถึงจุดสูงสุดหรือจุดพีค
ทางด้าน Anthony Joseph Raza, Head of Multi-Asset Strategy ของ UOB Asset Management กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสสูงที่จะ Soft Landing เนื่องจากภาพรวมธุรกิจธนาคารยังแข็งแกร่งและอัตราเงินเฟ้อเริ่มมีแนวโน้มสมดุลมากขึ้น เงินเฟ้อพื้นฐานยังรองรับการขึ้นดอกเบี้ยได้ ซึ่งในภาวะเช่นนี้ UOB แนะนำให้ลงทุนในบอนด์ยีลด์ค่อนข้างพีคแล้ว
ขณะที่การลงทุนในหุ้นก็สามารถทำได้ โดยหุ้นที่น่าสนใจ คือหุ้นเอเชียที่ตอบโจทย์ธีมสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ โครงสร้างประชากร กระแสกรีน และนวัตกรรมได้ครบ

และเวทีสุดท้าย คือเวทีเสวนาจากสุดยอดเทรดเดอร์ ในหัวข้อ TRADING IN THE WINNING ZONE ปรับตัวให้พร้อมสู่สมรภูมิเทรด สู้ปัจจัย SURPRISE ตลาด ซึ่งได้รับเกียรติจาก วนนท์ วรรณป้าน Full-Time Trader เจ้าของเพจหุ้น Beer Vanon และ พีร์ บุญชนะวิวัฒน์ Full-Time Trader เจ้าของเพจ Peace of Mind Trader ร่วมเสวนา
วนนท์ ได้เปิดเผยวิธีคิดและวีธีเทรดว่า กลยุทธ์การเทรดก็คือการดูสถานการณ์ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเอื้อต่อการเทรดหรือไม่? โดยจะให้ความสำคัญกับการสู้แบบหลังพิงฝา ในตลาดมีหุ้นกว่า 800 ตัว เทรดเดอร์ต้องการแค่ตัวเดียวในโอกาสที่ดีและได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด
ขณะที่พีร์ แชร์วิธีเทรดของตัวเองว่า ตัวเขาจะไม่ยุ่งกับหุ้นขาลง พยายามเอาเงินไปลงทุนกับหุ้นที่แข็งแกร่ง ซึ่งหากตลาดได้รับผล กระทบก็จะได้รับผลกระทบไม่มาก และปัจจุบันนี้เขาพยายามรีวิวตลาดหุ้นว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะถ้ามีจังหวะที่เหมาะสมก็สามารถตัดสินใจเทรดได้เลย