ท่ามกลางการเกิดวิกฤตโควิด-19 ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ปัจจุบันยังคงเป็นอุปสรรคในการดําเนินธุรกิจอยู่แต่ปฏิเสธไม่ได้ ว่าท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาสและเส้นทางใหม่ๆ ให้ธุรกิจสามารถเติบโตไปข้างหน้าได้ หากสามารถพัฒนาและปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงและทันต่อความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เช่นเดียวกับที่ธุรกิจขายตรงโมเดิร์นเทรด “จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น” (J&C) ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองและใช้เวลาตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาวางรากฐานระบบต่างๆ ภายในองค์กรโดยเฉพาะการทำ Digital Transformation สร้าง Ecosystem ให้องค์กรสามารถไปต่อได้แม้อยู่ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว
โมเดลธุรกิจแบบ Hybrid Marketing ถือเป็น Key Success ที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของ J&C อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบัน J&C กลายเป็นแพลตฟอร์มการทำธุรกิจยุคใหม่ที่สอดรับความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค รวมถึงความพร้อมขยายกลุ่ม เซ็กเม้นต์ใหม่ที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับ J&C ในอนาคต

“ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่า J&C ทำ Digital Transformation มาอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าเราน่าจะเป็นเจ้าแรกๆ ที่ทำเรื่องนี้ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดได้เปรียบของเรา แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 เราก็สามารถเดินหน้าไปต่อได้โดยที่ไม่กระทบมากนัก เพราะเราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองจากออฟไลน์ไปเป็นกึ่งออนไลน์หรือที่เรียกเป็น Hybrid Marketing ซึ่งเข้ามาตอบโจทย์ในช่วงที่ธุรกิจหยุดชะงักจากโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าคนของเรายังไม่สามารถปรับเปลี่ยนสู่โลกดิจิทัลได้ทั้งหมด เรายังมีคนกลุ่มที่เป็นรุ่นเก่าซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับตัว ควบคู่ไปกับการพัฒนาและขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญในอนาคต” ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด (J&C) กล่าวถึงสถานการณ์ภาพรวมธุรกิจที่ผ่านมา
สำหรับทิศทางการก้าวไปข้างหน้าของธุรกิจ J&C จะยังคงเน้นย้ำเรื่องของการปรับตัวและเปลี่ยนแปลง เพิ่มโมเดลใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการเพิ่มกลุ่มสินค้าใหม่ที่ตอบโจทย์เรื่องของสุขภาพซึ่งเป็นเทรนด์ที่คนทั่วไปกำลังมองหา รวมถึงการพัฒนา “คน” ซึ่งถือเป็นคีย์ซัคเซสที่จะทำให้ J&C ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง โดยมุ่งพัฒนาปรับกระบวนการด้วยการใช้เทคโนโลยีทรานส์ฟอร์ม หรือดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม สร้างให้สมาชิกนักธุรกิจ J&C สามารถใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มทักษะ เพิ่มความสามารถเข้าถึงผู้คน ทํางานได้ง่ายขึ้น รวมถึงสามารถติดตามคนในองค์กรของตัวเอง และล่วงรู้พฤติกรรมการซื้อ การบริโภคของคนในองค์กรได้ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นความจําเป็นที่ต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือให้สมาชิกนักธุรกิจ J&C เพิ่มมากขึ้น เพื่อยกระดับให้คนที่ต้องการโอกาสในการเติบโตสามารถเพิ่มทักษะความรู้ ทําให้ทัดเทียมกับคนยุคปัจจุบันเพื่อให้แข่งขันได้
“เราเป็นขายตรงที่พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้จําหน่ายอิสระได้เติบโตได้เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองในอนาคต ดังนั้นก็สามารถกล่าวได้ว่า J&C นับเป็นองค์กรที่เป็น Service Provider ซึ่งมีความพร้อมมากที่สุดในตลาด ไม่ว่าจะเป็นการมีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค มีการฝึกอบรม มีช่องทางจัดจําหน่ายที่หลากหลายทั้งในรูปแบบของ JC Mall, J&C imart และ JC M-Shop ควบคู่ไปกับการให้ความสําคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้ผู้จําหน่ายอิสระมีเครื่องมือที่ช่วยอํานวยความสะดวกในการทําธุรกิจที่หลากหลาย”
การเพิ่มสินค้าใหม่เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ ดร.สมชาย มองว่าจะสร้างการเติบโตให้กับ J&C ในอนาคต โดยเฉพาะการเพิ่มสินค้าเพื่อรองรับกลุ่มเซ็กเม้นต์ใหม่อย่าง Gen Y
“ปีนี้เรามีเซ็กเม้นต์ใหม่ที่เป็นลูกค้ากลุ่ม Gen Y เราจึงมองถึงการพัฒนาสินค้าในกลุ่มนี้ ซึ่งสนใจในเรื่องของผิวพรรณ เอจจิ้ง การดูแลตัวเองของวัยรุ่น สินค้ากลุ่มลดน้ำหนัก เพิ่มโปรตีน รวมถึงสินค้ากลุ่มเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ชาย โดยทั้งหมดจะอยู่บนพื้นฐานของวัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิกส์ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว นอกจากนั้นเรายังมีการพัฒนาสาขาและหน้าร้านให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่มากขึ้น เช่น การเปิดแฟลกชิพสโตร์ที่รัชโยธิน เปิดสาขาใหม่ด้วยรูปแบบใหม่ที่ชลบุรี เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ามาแชร์ประสบการณ์จริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ MLM ที่ต้องมีการพบปะพูดคุย ถ่ายทอดประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อสร้างการรับรู้และบอกต่อกันเป็น Word of Mouth ที่กระจายต่อไปยังโซเชียลมีเดีย ในแง่ของผลประโยชน์จะมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการท่องเที่ยว การใช้ชีวิตที่คนรุ่นใหม่ต้องการ เราพยายามสร้างความน่าสนใจและดึงดูดให้คนเข้ามาร่วมธุรกิจกับเรา เพื่อตอบโจทย์และเติมเต็มความต้องการที่หลายหลากมากขึ้น”

ส่วนของการทำการตลาดและการสื่อสารในปีนี้ คุณอาสา หัชลีฬหา ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด อธิบายว่า ปีนี้จะมีการวางแผนลุยอีเวนท์ออฟไลน์ไปตามจังหวัดต่างๆ มากขึ้นเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลายควบคู่ไปกับการทำออนไลน์ อีเวนท์ และการยังคงไม่ทิ้งเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในแง่ของการประชุมและพูดคุยถึงนโยบายต่างๆ ผ่าน Zoom การสตรีมมิ่ง รวมถึงการไลฟ์สดผ่านเฟสบุ๊ค
“ปีนี้เราจะมีการทำโรดโชว์ออกไปยังจังหวัดต่างๆ มากขึ้นแต่ก็ยังไม่ทิ้งเรื่องของออนไลน์ อย่างการทำแคมเปญในวันเทศกาลสำคัญๆ ของช้อปปี้ ลาซาด้า รวมถึงปีนี้เราจะมีการออกสินค้าในกลุ่มใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพรโหย่งเหิง พลัส, Marvel Drink, เครื่องดื่มสำหรับเด็ก, คอร์เซส แคปซูล อาหารเสริมสมรรถภาพของผู้ชาย, สตาร์ควีน คอสเมติกเพื่อรองรับผู้หญิงทำงาน, น้ำหอม เจซี เป็นต้น สำหรับเรื่องของการสื่อสารผมเปิดช่องนำเสนอคอนเทนต์เพื่อโปรโมท J&C แก่คนภายนอกผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวผมเองโดยใช้ชื่อว่า ท่านประธานเจซี ช่องทางนี้จะใช้สื่อสารกับคนทั่วไปให้รู้จักเราในวงกว้าง โดยมีการดึงคนมีชื่อเสียงเพื่อเข้ามาช่วยโปรโมทสินค้าและองค์กรของเราอย่างดีเจภูมิให้เราได้เข้าถึงกลุ่มคนใหม่ๆ อนาคตมีการวางแผนถึงการจัดมีตติ้งแฟนคลับของผมเพื่อให้คนภายนอกได้รู้จักเรา”

ร้านค้าแฟรนไชส์ถือเป็นหนึ่งในความแข็งแกร่งสำหรับธุรกิจโดยรวมของ J&C ซึ่ง ดร.ฐัช หัชลีฬหา ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด อธิบายว่า ปัจจุบัน J&C มีจำนวนร้านแฟรนไชน์กว่า 200 สาขา จากตอนแรกตั้งเป้าไว้ 150 สาขา ซึ่งถือว่าเกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่อย่างไรก็ตามแฟรนไชส์ของ J&C เป็นส่วนผสมระหว่างค้าปลีกกับขายตรง ดังนั้นการขยายตัวของแฟรนไชส์จึงไม่ได้วัดที่จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียว แต่รวมถึงประสิทธิภาพในแง่การขายของสาขานั้นด้วย
“ปี 2022 ที่ผ่านมา เราใช้ดาต้าเบสคัดกรองแฟรนไชส์ที่มีอยู่แล้วพบว่าสาขาที่เรามีสามารถนำมาจัดกลุ่มเซ็กเม้นต์ได้ว่าแต่ละร้านถนัดในการเปิดร้านรูปแบบไหน มีความสามารถทำให้ลูกค้าเปิดใจเข้ามาซื้อสินค้าแล้วสมัครเป็นสมาชิกรวมถึงกลับมาซื้อซ้ำด้วย สินค้าประเภทไหน วิธีการใด ซึ่งจากข้อมูลที่เราเก็บมา 1 ปี สามารถแบ่งเป็นกลุ่มที่สนใจสินค้าเกษตรกับกลุ่มที่สนใจสินค้าสุขภาพ เราจึงมองถึงการเปิดร้านค้าด้วยโมเดลเน้นสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น ส่วนอีกกลุ่มจะเน้นที่เรื่องของสินค้าเพื่อสุขภาพ
นอกจากนี้ การที่เรายังคงรักษามาตรฐานของการทำธุรกิจโดยได้รับการรับรองมาตรฐานจากกระทรวงพาณิชย์ BEST RETAIL FRANCHISE ต่อเนื่องมา 3 ปี ก็ทำให้เรายังคงใช้กรอบมาตรฐานตัวนี้มาสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ที่เปิดร้านค้าร่วมกับเราเพื่อช่วยเพาะบ่มให้เขามีความรู้ในเรื่องของยอดขายต่อเดือน ทักษะการไลฟ์ การรักษาฐานลูกค้าเก่า สร้างลูกค้าใหม่ ความรู้เรื่องของค้าปลีก การทำโปรโมชั่นเพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ เป็นต้น”
การปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อไปสู่การเติบโตและรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องมองเรื่องของการพัฒนาคนให้พร้อมสำหรับ Ecosystem ที่สร้างขึ้น ดร.ฐัช เสริมว่า ช่วงโควิด-19 เป็นช่วงในการปรับเปลี่ยนกระบวนการภายในของ J&C เพื่อให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ
เรามีการจัดการบ่มเพาะภายในองค์กร เน้นคนในองค์กรของเราเอง ปรับ JC Shop ร้านค้าส่วนกลางของเราซึ่งช่วงโควิดคนเข้าน้อยให้มาเป็นโชว์รูมเพื่อรองรับการเติบโตทางฝั่งออนไลน์ที่ลูกค้าสั่งสินค้าช่องทางนั้นมากขึ้น นอกจากนี้เรายังมีการพัฒนาเรื่องของการชำระเงินทางช่องทางดิจิทัล ปรับร้านค้าออฟไลน์มาเป็นโชว์รูมทำเสมือนโกดังสินค้ากระจายอยู่ 27 จังหวัด เพื่อให้คนที่สนใจทำธุรกิจร่วมกับเราสามารถมาสมัครสมาชิกและสั่งสินค้าผ่านทางออนไลน์แล้วมารับสินค้าที่ Shop ออฟไลน์ของเรา เป็นลักษณะที่เรียกว่า Click and Collect”
เห็นได้ชัดว่าการพยายามเติมเต็มความต้องการของลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ตามต่างจังหวัดและเมืองรองให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อสร้างประโยชน์ รายได้ ทำให้แฟรนไชส์ของ J&C มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัลส่งผลให้สินค้าของ J&C เป็นที่รู้จักมากขึ้น
“วันนี้เรามีความพร้อมในการเริ่มเปิดแพลตฟอร์มที่เรามีอยู่เพื่อไปเชื่อมโยงแพลตฟอร์มอื่นให้ได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น เมื่อเรามีกลุ่มฐานรากที่เป็นสมาชิกในชุมชน หรือเมืองรองจำนวนมาก แล้วต้องการมีโอกาสในการเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือต้องการมีรายได้เสริม ทำอย่างไรจะให้เขามีแหล่งเงินทุน เราจึงจับมือกับธนาคารกรุงไทยเพื่อให้คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ผ่านแพลตฟอร์มของเรา ธนาคารก็ได้เห็นข้อมูลร้านค้าและอนุมัติเงินทุน ไม่ต้องทำสินเชื่อในรูปแบบเก่า”
ปัจจัยความสําเร็จทั้งหมดของ J&C ที่ได้กล่าวมาไม่ว่าจะเป็นความสําเร็จในด้านการพัฒนาธุรกิจ, การพัฒนากลยุทธ์, การพัฒนาสินค้าบริการ, การพัฒนานวัตกรรมทางการตลาด รวมถึงการพัฒนาคนให้สามารถก้าวสู่ความสําเร็จ เกิดจากวิสัยทัศน์ในการสร้าง Ecosystem เพื่อให้พร้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการก้าวนำผู้อื่นหนึ่งก้าวเสมอนี่เองที่ตอกย้ำภาพของ J&C ในฐานะ The New Retail ที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน
“20 ปีของ J&C เรายังยืนยันว่าเราเป็นแพลตฟอร์มกลางที่ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ และสามารถเข้ามาปรับตัวให้เข้ากับแพลตฟอร์มของเรา เรามองว่าเราเป็น Convenience MLM สำหรับให้ทุกคนเข้ามาแล้วมีความสะดวกสบายในการค้าขายในรูปแบบที่เหมาะสมรวมถึงเรายังยืนหยัดมุ่งมั่นที่จะทำต่อไป โดยเฉพาะเรื่องของการลงทุนที่จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการเติบโตสู่บริษัทมหาชนในอนาคตอันใกล้นี้” ดร.สมชาย กล่าวปิดท้าย