ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของอายิโนะโมะโต๊ะ คือต้องการเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภค จึงเห็นได้ว่าที่ผ่านมาการพัฒนาสินค้าออกสู่ตลาดเกิดจากการศึกษาว่าผู้บริโภคต้องการอะไรและออกสินค้ามาเพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์นั้นๆ เช่นเดียวกับกาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากความต้องการในการตอบโจทย์การบริโภคกาแฟให้กับคนไทยที่ต้องการความสะดวก ดื่มได้ทันที ช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกตื่นตัวพร้อมทำกิจกรรมประจำวันต่างๆ รวมถึงความพยายามในการศึกษาหารสชาติที่เหมาะสมกับรสนิยมของคนไทย จนทำให้กาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ก้าวเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคมาจนถึงปัจจุบัน ล่าสุดได้รับการโหวตให้เป็นอันดับ 1 ในใจผู้บริโภคในหมวดสินค้าอุปโภคและบริโภค กลุ่มกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม จากการสำรวจ 2023 Thailand’s Most Admired Brand
“Global Strategy ของบริษัทอายิโนะโมะโต๊ะ คือการเป็น Localized Preference เราพยายามดูว่าผู้บริโภคแต่ละประเทศชื่นชอบรสชาติแบบไหนแล้วพัฒนารสชาติให้เข้ากับคนในพื้นที่นั้นๆ เราพยายามนำเสนอกาแฟรสชาติที่ถูกใจคนไทย ปรับรสชาติให้ใกล้เคียงกับความชอบของ Local People ให้ได้มากที่สุด ซึ่งนั่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เบอร์ดี้เติบโตจนถึงทุกวันนี้” คุณวันนเรศวร์ สุขีลักษณ์ ผู้จัดการฝ่าย ธุรกิจอาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงหนึ่งปัจจัยความสำเร็จที่ทำให้เบอร์ดี้ครองใจผู้บริโภค

เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นที่ประสบปัญหาช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยากสำหรับการดำเนินธุรกิจเพราะทุกอย่างหยุดชะงักจากมาตรการล็อกดาวน์ของภาครัฐ กาแฟกระป๋องเบอร์ดี้เป็นสินค้าประเภท On the go ซึ่งหากผู้บริโภคออกมาใช้ชีวิตปกติก็จะสร้างโอกาสในการบริโภค อย่างไรก็ตามกาแฟกระป๋องเป็นสินค้าที่ดื่มทุกวัน ซึ่งผู้บริโภคต้องการดื่มเพื่อให้ตื่นและพร้อมสำหรับการทำงาน คุณวันนเรศวร์ จึงมองว่าเบอร์ดี้ยังสามารถรักษาการขาย การตลาดไว้ได้ และค้นพบว่าช่วงโควิด-19 ผู้บริโภคหันมาให้ความใส่ใจกับเรื่องของสุขภาพเพิ่มมากขึ้นทำให้เบอร์ดี้มีโอกาสในการพัฒนาและนำ เสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดและได้รับการตอบรับที่ดี
“ช่วงโควิด-19 ผู้บริโภคค่อนข้างพิจารณาในการเรื่องการรับประทานมากขึ้นว่าอะไรดีต่อสุขภาพ บวกกับปัจจุบันคนไทยมีปัญหาการเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เป็นจำนวนมาก ทำให้เราต้องการแก้ปัญหาในส่วนนี้ประกอบกับการโปรโมทจากภาครัฐเรื่องของการลดทานหวาน เราจึงปรับสูตรกาแฟของเราทุกสูตรให้น้ำตาลน้อยลง และได้ Healthier Logo ในทุกรสชาติของเรา โดยค่อยๆ ปรับให้สินค้ามีรสชาติที่พอดีกับความต้องการของลูกค้า บางรสชาติเราพยายามปรับให้ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคมากขึ้น เช่น เบอร์ดี้ แบล็ค โลว์ ชูการ์ ซึ่งลดน้ำตาลลงครึ่งหนึ่ง เราไม่ได้ตัดน้ำตาลทั้งหมดเพราะยังมีลูกค้าที่ต้องการพลังงานจากน้ำตาล นอกจากนี้ยังมีเบอร์ดี้ แบล็ค ซีโร่ เป็นกาแฟดำที่ไม่มีน้ำตาลเลย ซึ่งผลตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดีมาก เพราะคนเริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น อีกตัวคือเบอร์ดี้ แม็กซ์ โรสต์ กาแฟนมรสชาติเข้ม ไม่เติมน้ำตาล แต่ยังมีรสชาติหวานกำลังดี ดื่มได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพ ซึ่งกำลังทำการตลาดให้เกิดการรับรู้และขยายฐานลูกค้า”

การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ทำให้ปีที่ผ่านมาสินค้าไฮไลท์ของเบอร์ดี้ก็คือกลุ่มกาแฟดำ ทั้งแบล็ค ซีโร่, แบล็ค โลว์ ชูการ์ เป็นกลุ่มที่เติบโตมากกว่า 20% อย่างไรก็ดี แม้ตลาดจะเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องของการลดน้ำตาล รวมถึงภาครัฐส่งเสริมในเรื่องของการลดทานหวาน แต่ คุณวันนเรศวร์ เสริมว่า เบอร์ดี้เองก็มองอยู่แล้วว่ากาแฟกระป๋องเป็นสิ่งที่ลูกค้าทานทุกวัน ถ้าเราสามารถที่จะลดการบริโภคน้ำตาลให้กับลูกค้าได้ในระดับที่พอดีก็น่าจะเป็นประโยชน์
ช่องทางจัดจำหน่ายเป็นอีกหนึ่งในจุดแข็งของเบอร์ดี้ ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าแข็งแกร่งในการขายผ่านตลาด Open Trade โดยมียี่ปั๊วะหรือร้านค้าที่มีความสัมพันธ์ที่ดีช่วยกระจายสินค้า บวกกับนโยบายของภาครัฐที่พยายามกระตุ้นการบริโภคในตลาด Open Trade ทำให้ตลาดในไทยเป็นประเทศเดียวที่เจอสถานการณ์โควิด-19แล้วยอดขาย Open Trade ไม่ตก ในขณะที่ยอดขาย Open Trade ในอาเซียนตกค่อนข้างมาก
ส่วนของช่องทางออนไลน์ คุณวันนเรศวร์ อธิบายว่า เนื่องจากกาแฟกระป๋องเป็นสินค้า On the Go ช่องทางออนไลน์จึงไม่ได้เติบโตอย่างมีนัยะมากนัก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทางบริษัทมีการเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่ช่องทางออนไลน์ เพื่อนำเสนอสินค้าให้กับผู้บริโภคเช่นเดียวกัน ซึ่งสินค้าที่เติบโตในช่องทางออนไลน์จะเป็นสินค้าในกลุ่มสุขภาพอย่างแบล็ค ซีโร่ ซึ่งตอนนี้มีแค่เบอร์ดี้เท่านั้นที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้

“ปีนี้ถือเป็นปีที่เบอร์ดี้จะครบรอบ 30 ปี เราจึงพยายามทำการตลาดและสื่อสารเพื่อขอบคุณคนไทยที่เดินเคียงข้างมาด้วยกัน รวมถึงจะมีกิจกรรมการตลาดที่เป็นการตอบแทนให้กับลูกค้าทั้ง Consumer Campaign และกิจกรรม Below the Line เป็นปีที่เราคืนกำไรและร่วมเติบโตไปกับคนไทย"
สำหรับเรื่องของการสื่อสารเราคงสื่อสารด้วยข้อความเดิม แต่จะมีการปรับให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างมากขึ้น และมีเครื่องหมายเครื่องมือต่างๆ โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์และการทำ One-to-One Marketing มากขึ้น โดยเรียนรู้จากความชื่นชอบและประสบการณ์ของผู้บริโภค เช่น ถ้าเขาเป็นกลุ่มคนแบบนี้เราจะใช้ข้อความแบบไหนในการสื่อสารกับเขา อาจจะมีการใช้ AI หรือความร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อพัฒนาการสื่อสารให้ตรงใจผู้บริโภคมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นอกจากการสร้างการเติบโตในส่วนของรายได้และยอดขาย เบอร์ดี้ยังไม่ลืมเรื่องของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเบอร์ดี้มีการปรับเรื่องของบรรจุภัณฑ์ กระป๋องของเบอร์ดี้ใช้เทคโนโลยี TULC หรือ Toyo Seikan Ultra Weight Can จากประเทศญี่ปุ่นมาใช้ผลิตกระป๋องบรรจุกาแฟ ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ช่วยลดการใช้โลหะในกระบวนการผลิตกระป๋องถึง 30% และลดกระบวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 17% มีน้ำหนักเบา แต่ยังมีความแข็งแรงทนทานของตัวกระป๋องไว้ได้เท่าเดิม
“เราพยายามจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้เรายังใช้วัตถุดิบเมล็ดกาแฟที่เป็นของไทยและเป็นเจ้าเดียวที่ใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรที่อยู่ใกล้โรงงาน เพราะปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของอายิโนะโมะโต๊ะคือเราต้องการสนับสนุนคนไทยไม่ใช่แค่เรื่องของการขายสินค้า แต่เพื่อให้ Total Supply Chian สามารถเดินหน้าไปด้วยกัน”