เชื่อว่าทุกคนรู้จัก “เฮลซ์บลูบอย” แบรนด์น้ำหวานขวดแก้วที่ทุกบ้านต้องมี กับโลโก้เด็กชายชุดฟ้าที่ไม่เคยเปลี่ยนไป และคงสงสัยว่าทำไมเฮลซ์บลูบอยที่แทบจะไม่ทำการโปรโมทแบรนด์ อยู่เงียบ ๆ แบบสวย ๆ ทำไมถึงยังเป็นที่รู้จักมาจนถึงปัจจุบัน?
แบรนด์ดาวค้างฟ้าตลาดน้ำหวานของไทยอย่างเฮลซ์บลูบอย เกิดจากอะไร? วันนี้ Brand Story จะมาเล่าให้ฟังเอง!
จุดเริ่มต้นของความหวานชื่นรื่นรมย์ เกิดขึ้นเมื่อปี 2502 สี่พี่น้องนามสกุลพัฒนะเอนกอพยพจากจีนมาสร้างตัวที่เมืองไทย ด้วยการเปิดร้านโชห่วยเล็ก ๆ และพบว่ามีช่องว่างทางตลาดในไทยที่พวกเขาสามารถแทรกเข้าไปได้ ซึ่งก็คือ “ตลาดน้ำหวาน” ที่ตอนนั้นไม่ได้มีใครให้ความสนใจมากเท่าไหร่นัก
บ้านพัฒนะเอนกช่วยกันคิดค้นสูตรน้ำหวานเพื่อขายในร้านโชห่วยของตน ภายใต้ชื่อแบรนด์ “เฮลซ์บลูบอย” (Hale’s Blue Boy) โดยมีกลุ่มเป้าหมายแรกเป็นคนใช้แรงงาน ทำเป็นสูตรเข้มข้นเพื่อให้ได้รสชาติที่หวานชื่นใจตั้งแต่หยดแรกจนหยดสุดท้าย และขายในราคาที่ชาวต้นทุนชีวิตน้อยสามารถจ่ายได้แบบไร้กังวล แน่นอนว่าผลตอบรับคือขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
และนั่นเป็นที่มาของโลโก้ของแบรนด์เฮลซ์ (Hale’s) คือเด็กผู้ชายสวมเอี๊ยมสีฟ้า (Blue Boy) เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มคนใช้แรงงาน ซึ่งเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่ากลุ่ม Blue Collar
เมื่อต้นกล้าที่เพาะไว้แข็งแรงมากพอ การแตกกิ่งก้านสาขาออกไปจึงไม่ใช่เรื่องยาก ในปี 2521 พี่น้องพัฒนะเอนกจดทะเบียนเป็นบริษัท เฮลซ์ เทรดดิ้ง ให้ความสำคัญกับขายเฮลซ์บลูบอยและน้ำตาลก้อนที่ใช้กับกาแฟอย่างจริงจังมากขึ้น จากนั้นเริ่มตีตลาดไปยังต่างประเทศในปี 2558 ซึ่งที่แรกคือสหรัฐอเมริกา ค่อย ๆ ขยายไปยังยุโรป และประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย
จากการขยายการจำหน่ายสินค้าจนเป็นที่โด่งดัง ทำให้ฐานลูกค้าของเฮลซ์บลูบอยไม่ได้มีแค่เพียงกลุ่มคนใช้แรงงาน แต่ยังรวมถึงบ้านที่มีลูกเด็กเล็กแดง พ่อค้าแม่ขายรายเล็ก ไปจนถึงร้านอาหารขนาดใหญ่เลยก็มีเช่นกัน และเป็นเพราะว่าความเข้มข้นของน้ำหวานเฮลซ์บลูบอยมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่อเนกประสงค์เหลือเกิน จึงไม่แปลกใจว่าทำไมแบรนด์ที่แทบไม่มีการโปรโมทตนเองอย่างเฮลซ์บลูบอย ถึงมีรายได้และกำไรที่เติบโตขึ้นแทบจะทุกปี

ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าในปี 2563 บริษัท เฮลซ์ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ทำรายได้ 3,320 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,057 ล้านบาท และในปี 2564 รายได้ 3,563 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,137 ล้านบาท
ด้วยความเป็นแบรนด์ที่สุดแสนจะอนุรักษ์นิยม (Conservative) ของเฮลซ์บลูบอย เชื่อมั่นว่าการไม่แตกแถวไปทำในสิ่งที่ตนไม่ถนัด แต่พัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะคุณภาพของสินค้า รูปรสกลิ่นสี หรือแม้กระทั่งแพ็คเกจจิ้ง จะสามารถทำให้แบรนด์เติบโตแบบ Step by Step ช้า ๆ แต่มั่นคง และยังเป็นการสร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์
ดังนั้น ถึงแม้บริษัทจะมีเพียงเฮลซ์บลูบอยเป็นสินค้าหลัก ก็ไม่ได้กระทบกระทั่งการเป็นเบอร์หนึ่งในวงการน้ำหวานเลย หนำซ้ำยังเป็นแบรนด์น้ำหวานของไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกอีกด้วย