BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
1,843
VIEWS

รถยนต์ไฮไลท์งาน Bangkok International Motor Show 2023

มี.ค. 22, 2566 S.Vutikorn
งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 บริหาร จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งในปีนี้ได้ชูแนวคิด “COLORFUL EXPERIENCE ประสบการณ์ครบทุกสีสัน” ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ความเป็นผู้นำด้านงานจัดแสดงรถยนต์ ค่ายรถยนต์ – รถจักรยานยนต์มากกว่า 40 แบรนด์
 
ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 เปิดเผยว่า งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 (The 44th Bangkok International Motor Show 2023) ประสบการณ์ครบทุกสีสัน” เพื่อสื่อถึงการสร้างประสบการณ์อันหลากหลาย ผ่านเทคโนโลยีแห่งโลกยานยนต์ที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โดยเฉพาะกับรถพลังงานไฟฟ้าที่กำลังจะนำพาวิถีชีวิตแห่งการเดินทางในยุคใหม่มาสู่ทุกคน
 
โดยในปีนี้มีค่ายรถยนต์-รถจักรยานยนต์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ เข้าร่วมจัดแสดงที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม-3 เมษายน 2565
 
ไฮไลท์รถในงาน Bangkok International Motor Show 2022 มีอะไรบ้าง เชิญรับชม
Aston Martin
               
DBX707 เอสยูวี 707 แรงม้า ทรงพลังที่สุดในปัจจุบันเร็วสุด แรงจัด และทรงตัวเป็นเลิศ คือ 3 คุณสมบัติเด่นของ แอสตัน มาร์ติน “ดีบีเอ็กซ์707” ที่สุดแห่งซูเปอร์เอสยูวี ระดับอัลตราลักชัวรี่ ทั้งด้านพละกำลังและความแม่นยำในการบังคับควบคุมอันเหนือชั้น
 
กระจังหน้าใหญ่ขึ้น 27% มาพร้อมแผ่นรีดอากาศ (Front Splitter) ด้านใต้และข้างกันชนหน้า ผสานช่องดักอากาศและเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แบบเส้นตรง ติดตั้งอุปกรณ์รีดอากาศ “Side Strake” บริเวณแก้มข้าง ลากยาวมาถึงประตูหน้า รวมถึงสเกิร์ตข้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นชัดเจน ด้านหลังเพิ่มชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์บนสปอยเลอร์หลังคา มาพร้อมดิฟฟิวเซอร์หลังขนาดเขื่องแบบเดียวกับรถแข่ง รวมถึง 4 ปลายท่อไอเสียยิงออก 2 ฝั่ง (Quad Exhaust Tailpipes)
 
ขุมพลังเบนซินทวินเทอร์โบ วี8 สูบ 4.0 ลิตร ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วยการเปลี่ยนมาใช้เทอร์โบบอลแบริ่งขนาดใหญ่ พร้อมปรับแต่งอีซียูเพื่อรีดแรงม้า-แรงบิด ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ Multi-plate Wet Clutch 9 จังหวะ ที่สามารถรับมือกับพละกำลัง 707 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 900 นิวตันเมตร ที่ 2,750-4,500 รอบต่อนาที อีกทั้งยังช่วยให้เกียร์สามารถเปลี่ยนได้รวดเร็วและกระชับกว่าเดิม มาพร้อมอัตราเร่งกระชากใจ 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 3.3 วินาที ท็อปสปีด 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
 
ห้องโดยสารตกแต่งด้วยอัลคันทารา พร้อมเบาะคู่หน้าแบบสปอร์ต โอบกระชับผู้ขับขณะเข้าโค้งด้วยความ เร็วสูง บริเวณคอนโซลกลางเพิ่มปุ่มควบคุม Adaptive Drive Modes ที่มีเฉพาะ “ดีบีเอ็กซ์707” แบ่งเป็น Terrain, GT, Individual, Sport และ Sport+
 
เกาะถนนเป็นเลิศด้วยช่วงล่างถุงลมแบบ Triple Volume Air Chambers ติดตั้งจานคาร์บอนเซรามิกเป็นมาตรฐาน หน้า-หลัง 420 และ 360 มิลลิเมตร ตามลำดับ จับคู่กับคาลิเปอร์เบรก 6 พ็อต และผ้าเบรกประสิทธิภาพสูง ติดตั้งล้อแม็กขอบ 22 นิ้ว เป็นมาตรฐาน มาพร้อมเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (E-Diff) อัตราส่วนการกระจายกำลังสู่ล้อทั้ง 4 ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด และสามารถส่งกำลังไปสู่ล้อหลังได้สูงสุด 100% ขณะที่เฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปแบบไฟฟ้า ช่วยให้เข้าโค้งได้เร็วและมั่นคงตามแบบฉบับรถสปอร์ตพันธุ์แท้
 
แอสตัน มาร์ติน “แวนเทจ โรดสเตอร์” มาพร้อมรูปลักษณ์น่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยเส้นสายบึกบึน ผสานแนวทางการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนคาแร็กเตอร์ของนักล่า และสมรรถนะที่ไม่ธรรมดา พร้อมเอกลักษณ์ของการเป็นรถเปิดหลังคาท้าสายลม พร้อมความเร้าใจยิ่งกว่ากับรุ่นพิเศษ “แวนเทจ โรดสเตอร์ เอฟวัน อิดิชั่น” ที่มาพร้อม    แอโรพาร์ทรอบคัน พร้อมโลโก้ดุดันแบบรถแข่ง เพื่อเฉลิมฉลองการคืนสู่สนามแข่งฟอร์มูลาวัน ของแอสตัน มาร์ติน
 
แวนเทจ โรดสเตอร์ เอฟวัน อิดิชั่น ใช้เครื่องยนต์เบนซิน วี 8 สูบ 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 535 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 685 นิวตันเมตร ที่ 2,000-5,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเครื่องยนต์ถูกติดตั้งให้ชิดกับตัวถังมากสุด เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุล 50:50% ขณะที่พิกัด 1,645 กิโลกรัม ส่งผลดีต่ออัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก
 
ห้องโดยสารตกแต่งด้วยอัลคันทารา พร้อมติดตั้งเบาะทรงสปอร์ต ให้อารมณ์แบบรถแข่งพันธุ์แท้ เกาะถนนแน่นหนึบ ด้วยโช้กอัพปรับความหนืดอัตโนมัติ และเฟืองท้ายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Diff) กระจายกำลังสู่ล้อคู่หลังอย่างเหมาะสม รวมถึงมีสารพัดสิ่งอำนวยความสะดวกเหนือระดับ เช่น ระบบความบันเทิงภายในรถ ควบคุมผ่านจอแอลซีดีอเนกประสงค์ 8 นิ้ว ประกอบด้วยชุดเครื่องเสียงของ แอสตัน มาร์ติน, บลูทูธ รองรับการเชื่อมต่อกับไอพอด ไอโฟน ช่องเสียบยูเอสบี พร้อมระบบนำทางผ่านดาวเทียม ช่วยให้ผู้ขับเกิดความรื่นรมย์สูงสุด


Audi
 
Audi RS e-tron GT Quattro เมื่อ Design Language อันเป็นเอกลักษณ์ของอาวดี้ เส้นสายตัวรถที่มีความพลิ้วไหว ดีไซน์เฉียบคมกริบกับรูปทรงรถที่ลู่ลม เทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ผสานดีไซน์ Grand Turismo (GT) คูเป้ 4 ประตูสมรรถนะสปอร์ตพันธุ์แท้ เร้าใจกับประสบการณ์ขับขี่สปอร์ตที่สมบูรณ์แบบ ไดนามิคแรงเต็มขั้นกับ RS e-tron GT สมรรถนะซูเปอร์คาร์ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า พละกำลัง 646 แรงม้า ทำงานควบคู่กับ Electric Quattro ทำให้การออกตัวและเร่งแซงมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียง 3.3 วินาทีใน Boost Mode ทำความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความจุแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงลิเธียมไอออนขนาด 93.4กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ขับได้ระยะทางไกลกว่า 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ใช้เวลาเพียง 22.5 นาที ในการชาร์จพลังงานจากสถานี DC Fast Charge มาทรงลุคสปอร์ตกับ RS Design Package ทั้งภายนอกและภายใน ห้องโดย สารครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ผสมผสานดีไซน์ฟังก์ชั่นและความสปอร์ตมาอย่างลงตัว
 
ห้องโดยสารตกแต่งภายในด้วยลาย Matte Carbon Twill เบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ต พร้อมฟังก์ชั่นนวด จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว ระบบเบรกแบบ RS Ceramic Brake ที่ได้รับการพัฒนา ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรถที่มีสมรรถนะสูง มาพร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงสวยงามเคลือบทังสเตนคาร์ไบด์ ช่วยระบายความร้อนได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สามารถยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานกว่าเบรกแบบสตีล วัสดุคุณภาพสูงไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ Matrix LED สว่างคมชัดและช่วยลดการกระจายแสงรบกวนแก่เพื่อนร่วมทาง มี Laser Light สามารถส่องสว่างได้ไกลเกือบ 2 เท่า สร้างความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง
 
Audi A4 40 TFSI S Line Icon Black สะท้อนจิตวิญญาณ DNA ของ Audi 80 รุ่นต้นกำเนิดที่มีประวัติ ศาสตร์ยาวนานกว่า 50 ปี ผลิตตั้งแต่ปี 1966 จนถึงรุ่นปัจจุบันเป็น Generation ที่ 5 ในปี 2016 ได้รับความนิยม และรางวัลระดับโลกมากมาย ทั้งด้านดีไซน์และเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น What car? Car of The year, Red dot Award คอมแพคซีดานนำเข้า 100% ทั้งคัน  คุณภาพมาตรฐานเยอรมัน พรีเมียมเหนือชั้น เครื่องยนต์เบนซิน Mild Hybrid MHEV 4 สูบ ชุดตกแต่งภายนอกแบบสปอร์ต S Line และ Black Edition รอบคัน ดีไซน์เน้นความเรียบหรู โฉบเฉี่ยว ลายล้อใหม่เสริมลุคสปอร์ตมากยิ่งขึ้น  มาพร้อมไฟหน้า Matrix LED สร้างความปลอดภัยให้ทั้งผู้ขับขี่และรถคันอื่นๆ เท่ทั้งภายนอกและภายใน อุปกรณ์อำนวยความสะดวกถูกอัพเกรดให้รองรับการใช้งานมากยิ่งขึ้น ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยโทนสี Silver Aluminium Ellipse มาพร้อมหน้าจอ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว  A4 40 TFSI S line Icon Black มีให้เลือก  4 สี อาทิ Glacier White, Mythos Black, Chronos Grey และอัพเกรดสีใหม่  District Green สียอดฮิต วางจำหน่ายในราคา 2,699,000 บาท


Bentley

Bentley Flying Spur Mulliner Hybrid ตัวรถมาพร้อมกับเฉดสีฟ้า Light Windsor Blue by Mulliner และมีออปชั่นที่น่าสนใจ อาทิ ล้ออัลลอยแบบมูลินเนอร์ขนาด 22 นิ้ว ในเฉดสีเงินเคลือบเงา พร้อมตัวยึดโลโก้รูปตัว ‘B’ กึ่ง กลางล้อ กระจังหน้าลวดลายเพชรแบบ 2 ชั้น (Double Diamond) ช่องระบายอากาศด้านข้างที่ตกแต่งด้วยลวดลายเพชร ตัวอักษร “Mulliner” พร้อมฝาครอบกระจกข้างทูโทนเฉดสีเงิน และ Flying “B” แบบเรืองแสง ติดตั้งบริเวณด้าน หน้าของฝากระโปรง
 
ภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับ Mulliner Driving Specification โดยนำเอาการเย็บแบบเพชรซ้อนเพชร (Diamond-in-Diamond) พร้อมการปักอักษร “Mulliner” บนเบาะโดยสาร และการตกแต่งด้วยการใช้หนังแบบสามมิติบริเวณประตูห้องโดยสาร เข้ากันได้ดีกับการเน้นลายเส้นที่ล้อมรอบห้องโดยสารจากบริเวณคอนโซลกลาง แผงหน้าปัด ตลอดจนบริเวณประตูห้องโดยสาร นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งภายในอื่นๆ อาทิ คอลโซลหน้าตกแต่งด้วยไม้วีเนียร์แบบ Grand Black สลักด้วยตัวอักษร “Mulliner” นาฬิกา "Breitling for Mulliner” แบบอะนาล็อกหน้าปัดสีเงิน แผงหน้าปัดแบบ LED ที่มาพร้อมกับกราฟิกมูลินเนอร์แบบใหม่ที่มีสไตล์เฉพาะตัว และ Bentley Rotating Display ซึ่งประกอบด้วยแผงลายไม้วีเนียร์แบบเรียบหรู หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว และมาตรวัดแบบอนาล็อก 3 ช่องสุดคลาสสิกที่แสดงผลของ อุณหภูมิ เข็มทิศ และ นาฬิกา    Bentley Flying Spur Mulliner Hybrid ราคาเริ่มต้นที่ 19 
ล้านบาท

BMW
 
BMW iX xDrive40 Sport  ใหม่ มาพร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใหม่ล่าสุด พร้อมเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและการเชื่อมต่ออีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานยิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยี BMW eDrive และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้าซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ในระยะยาวไกลยิ่งขึ้นและอัตราเร่งที่ทรงพลังด้วยความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.1 วินาที ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 240 กิโลวัตต์ / 326 แรงม้า ระบบ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ห้านี้ยังทำงานพร้อมเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด มอบระยะทางขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าตามมาตรฐาน WLTP สูงสุด 372 - 425 กิโลเมตร และ 420 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC สร้างแรงบิดรวมได้สูงสุดถึง 630 นิวตันเมตร แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ มีความจุพลังงานสุทธิ 76.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จแบบ DC ได้สูงสุด 150 กิโลวัตต์ จึงสามารถชาร์จจาก 0- 80% ได้ในเวลาเพียง 34 นาที
 
เทคโนโลยีแชสซีส์ที่ใช้ในการพัฒนาบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ประกอบด้วยเพลาหน้าแบบปีกนกคู่ เพลาหลังแบบ Five-link ช่วงล่างแบบปรับระดับได้ และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถขณะขับขี่ (Servotronic) แปรผันตามการหมุนและความเร็วเสริมด้วยยางที่มีชั้นโฟมบริเวณพื้นผิวด้านในเพื่อลดการเกิดเสียง
 
อีกหนึ่งเอกลักษณ์ใหม่ที่ไม่ซ้ำใครของบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ คือดีไซน์ภายนอกที่มีเส้นสายการออกแบบชัดเจนทรงพลัง แต่ยังคงความเรียบง่ายและบึกบึนสไตล์ SAV รายละเอียดขององค์ประกอบต่าง ๆ สื่อถึงความประณีตและความหรูหราล้ำยุค โดดเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ที่เกือบปิดทึบ สะท้อนถึงนวัตกรรม
 
บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ มาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และนวัตกรรมหลากหลายเหนือกว่ารถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่น พร้อมเซ็นเซอร์เจนเนอเรชั่นใหม่ ซอฟต์แวร์ใหม่ และแพลตฟอร์มในการประมวลผลที่ทรงพลัง ใช้กล้อง 5 ตัว เรดาร์เซ็นเซอร์อีก 5 ตัว และอัลตราโซนิกเซ็นเซอร์ 12 ตัวในการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบคัน ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go เสริมการทำงานด้วยระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus) ประกอบด้วย กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) แสดงภาพพื้นที่โดยรอบของรถให้เห็นแบบสามมิติผ่านระบบ Remote 3D View พร้อมด้วยระบบBMW Live Cockpit Professional และระบบสั่งงานอัจฉริยะ BMW Natural Interaction
 
ระบบความปลอดภัยในบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 Sport ใหม่ ได้รับการติดตั้งมาโดยคำนึงถึงความปลอดภัยผู้โดยสารและผู้ที่อยู่รอบรถยนต์เป็นที่ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่อัตโนมัติ (ASC) ระบบควบคุมแรงดันเบรกแบบแปรผัน (DBC) ระบบควบคุมการกระจายแรงเบรกขณะเข้าโค้ง (CBC) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ (BA) เซ็นเซอร์ควบคุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash sensor) ระบบ Active Protection ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ระบบปกป้องคนเดินถนนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ระบบ Teleservices และปุ่มโทรออกฉุกเฉิน (Intelligent Emergency Call)
BYD
 
TANG EV SUV ขับเคลื่อนในรูปแบบ All-wheel-drive ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า นั่นคือศูนย์รวมของความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ และวิสัยทัศน์ของ BYD มาพร้อม Blade Battery ขนาด 86.4 kWh นับเป็นเทคโนโลยีระดับปฏิวัติวงการจาก BYD มีความปลอดภัย และประสิทธิภาพที่เหนือชั้น Blade Battery จาก BYD ชาร์จจาก 30-80% ด้วยเวลาเพียง 30 นาที จากไฟ DC, 110 kW
 
ความลงตัวในสไตล์ SUV ของ TANG EV เป็นผลงานจาก BYD’s International Design Team โดยมี Wolfgang Egger ดีไซเนอร์ชื่อดังเป็นหัวหน้าทีมออกแบบ ผลลัพธ์คือการผสมผสานสไตล์การออกแบบของยุโรป เข้ากับมรดกจากฝั่งตะวันออกได้อย่างลงตัว TANG EV นับเป็นตัวแทนการออกแบบยุคใหม่จาก BYD ที่ผนวกรวมความงาม อารมณ์ และ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ขณะที่ห้องโดยสาร 7 ที่นั่งของ TANG EV สวยงาม ใช้งานได้จริง และมีสไตล์ มีความจุรวมถึง 1,655 ลิตร
 
BYD TANG EV มีความสูงจากใต้พื้นรถ 178 มิลลิเมตร ให้ความคล่องตัวในการเดินทางทุกสถานการณ์ ขับเคลื่อนผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ด้วยระบบขับเคลื่อน Electric AWD มอเตอร์ไฟฟ้าด้านหน้า 180 kW แรงบิด 350 Nm และด้านหลัง 200 kW แรงบิด 350 Nm (กำลังรวม 380 kW/509 PS) มาพร้อม BYD Blade Battery ความจุสูงถึง 108.8 kWh รองรับการเดินทางได้ไกล 505 กิโลเมตร/ชาร์จ (NEDC) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 4.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 180 กม./ชม. และใช้ระยะเบรกจาก 100-0 กม./ชม. เพียง 36 เมตร
 
BYD DOLPHIN EV รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยพวงมาลัยขวาเป็นประเทศแรกในโลก ระยะทางวิ่งสูงสุด (NEDC) 410 กิโลเมตร ประเภทแบตเตอรี่ BYD Blade Battery ความจุแบตเตอรี่ 44.9 กิโลวัตต์ – ชั่วโมง แรงบิดสูงสุด 180 นิวตัน – เมตร กำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ ระบบป้องกันการลื่นไถลขณะขับขี่, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ, ระบบเตือนก่อนเปิดประตู, กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน, ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ, ระบบเตือนเมื่อรถออกจากเลน, ระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง ระบบควบคุมความ เร็วอัจฉริยะ, ระบบเตือนการชนด้านหน้า, ระบบเตือนการชนด้านหลัง, ระบบเตือนจุดอับสายตา ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง, ระบบช่วยควบคุมเมื่อรถออกจากเลน, ระบบช่วยควบคุมรถฉุกเฉินเมื่อรถออกจากเลน ระบบเตือนการชนเมื่อเปลี่ยนเลน, ระบบช่วยคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ, ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรก, ถุงลมนิรภัย 6 จุด
Ford
 
ฟอร์ดสร้างตำนานครั้งใหม่ด้วยฟอร์ด เรนเจอร์ เจนเนอเรชั่นใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค รุ่นท็อปใหม่ล่าสุดของ  เรนเจอร์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุดท้าทายไปอีกขั้นด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อนในรถกระบะฟอร์ดได้ติดตั้งราวหลังคาและสปอร์ตบาร์แบบปรับได้ (Flexible Rack System) ขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับรูปแบบสปอร์ตบาร์ได้มากถึง 5 ตำแหน่งด้วยมือเดียว ทั้งยังรองรับการติดตั้งหรือขนย้ายอุปกรณ์เพื่อการผจญภัยและการทำ งานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น พร้อมรองรับน้ำหนักสูงสุดถึง 80 กก. ขณะขับและ 250 กก. ขณะจอด
 
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจนเนอเรชั่นใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ที่มาพร้อมตัวเลือกระบบขับเคลื่อนแบบ 4x4 และ 4x2 ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบ E-Shifter มีเทคโนโลยีระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Fully Automated Park Assist) เป็นครั้งแรกในตลาดรถกระบะ (นอกเหนือจากฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะในตระกูลฟอร์ดเพอร์ฟอร์มานซ์)
 
ทีมวิศวกรยังเพิ่มความดุดันยิ่งขึ้นทั้งภายในและภายนอก ด้วยกระจังหน้าดีไซน์เฉพาะรุ่นสตอร์มแทรค สติกเกอร์ตกแต่งใหม่รอบคันที่เป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกตัวตนของคนที่มีใจรักในความสมบุกสมบัน พร้อมติดไฟ AUX Lamp เพื่อช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้ดีขึ้นในทุกสภาพอากาศ และเพิ่มความปลอดภัยในการขับเวลากลางคืน ภายในห้องโดยสารออกแบบมาให้หรูหราด้วยเบาะหนังและหนังสังเคราะห์สีดำ-แดงพรีเมียมสไตล์สตอร์มแทรค
 
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจนเนอเรชั่นใหม่ รุ่นสตอร์มแทรค เปิดตัวในราคา 1,264,000 บาท สำหรับรุ่น 4x2 และราคา 1,399,000 บาท สำหรับรุ่น 4x4 พร้อมตัวเลือกสีรถ ได้แก่ สีขาวอาร์กติก ไวท์, สีเทา เมทิเออร์ เกรย์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ก และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์  (สีพิเศษ เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
 
Next-Gen Ranger Raptor Diesel เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงอันทรงพลัง อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ มาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ให้ลูกค้าคอออฟโรดตัวจริงมีอิสระในการได้สัมผัสสุดยอดรถกระบะที่โดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบที่ดุดันและอุปกรณ์เทคโนโลยีทัน สมัย ไม่ว่จะเป็นระบบเกียร์ไฟฟ้า (E-Shifter) กล้องมองรอบคัน 360 องศา เบรกมือไฟฟ้า เทคโนโลยีช่วยการขับขี่ขั้นสูง ไฟหน้าแบบเมทริก แอลอีดี ไฟท้ายแอลอีดี หน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดขนาด 12.4 นิ้ว หน้าจอควบคุมการสั่งงานแบบสัมผัสขนาด 12 นิ้ว แท่นชาร์จแบบไร้สาย และระบบเชื่อมต่อการสื่อสารผ่าน FordPass เปิดตัวในราคาเพียง 1,769,000 บาท
GWM
 
All New GWM TANK 500 Hybrid SUV รถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียม พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม TANK โมดูล่าร์ออฟโรดอัจฉริยะ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับระบบเครื่องยนต์ได้หลายประเภทและหลากหลายขนาด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 350 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 616 นิวตันเมตร ระบบเกียร์ 9HAT ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการขับเคลื่อนที่หลากหลายของรถยนต์ไฮบริด พร้อมโหมดการขับขี่ถึง 11 รูปแบบ
 
TANK เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของ 4 บุคลิกที่เราเลือกส่งต่อผ่านผลิตภัณฑ์ตัวใหม่นี้ อันได้แก่ T - คือ Tough ทรหด อดทน ผจญทุกอุปสรรค, A – Ambitious มุ่งมั่น ไม่หยุดนิ่ง ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ, N – Normal เรียบง่าย เข้าถึงได้ เป็นตัวของตัวเอง แต่แฝงไว้ด้วย K – Kind ความดีงามของจิตใจ ความอ่อนโยน คิดถึงคนรอบข้าง โดยเราเชื่อมั่นว่า DNA ของ TANK ที่มีความบึกบึน ทรหด แต่เปี่ยมไปด้วยความเรียบหรู สง่างาม จะพาผู้บริโภคชาวไทยผ่านพ้นอุปสรรคทุกอย่างไปได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย”
Honda
 
ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ เจนเนอเรชั่นที่ 6 รถเอสยูวีดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตพรีเมียม แข็งแกร่งในทุกมิติ ครั้งแรกกับขุมพลังการขับเคลื่อนระบบฟูลไฮบริด e:HEV ใน ซีอาร์-วี ใหม่ ผสานการทำงานอันทรงพลังของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร กับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว และขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์เบนซิน VTEC TURBO ขนาด 1.5 ลิตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม รองรับทุกไลฟ์สไตล์กับเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง มั่นใจทุกเส้นทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ในทุกรุ่นย่อยครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่หลากหลาย เติมเต็มประสบ การณ์ที่ดีตลอดเส้นทาง สู่อีกขั้นแห่งเอสยูวีที่สมบูรณ์แบบในราคา 1,419,000 – 1,729,000 บาท มีให้เลือกทั้งแบบระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ (Real Time(TM) AWD with E-DPS) ระบบฟูลไฮบริด  e:HEV ในซีอาร์-วี ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแส  ไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) กับเครื่องยนต์ใหม่ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่มีประสิทธิภาพสูง ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 335 นิวตัน-เมตร ที่ 0 - 2,000 รอบต่อนาที มอบอัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมสูงสุดถึง 20.8 กม./ลิตร* (รุ่น e:HEV ES) และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 113 กรัม/กิโลเมตร
โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานได้อย่างชาญฉลาด เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ใน 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode)
มาพร้อมสวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ตามสไตล์ได้อย่างง่ายดาย ได้แก่ โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Mode) โหมดการขับขี่แบบปกติ (Normal Mode) และโหมดการขับขี่แบบประหยัด (Econ Mode) ขับสนุก อัตราเร่งเร้าใจ สไตล์สปอร์ต กับขุมพลังเทอร์โบ
 
ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ยนตรกรรมเอสยูวีอเนกประสงค์ 5 ที่นั่งล่าสุดของฮอนด้า โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยวทันสมัย ผสานความแกร่งในสไตล์เอสยูวี ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเบาะนั่งด้านหลังแถว 2 ปรับพับได้ เพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร Direct Injection DOHC VTEC TURBO 4 สูบ 16 วาล์ว ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Direct Injection และ Turbocharger ขับสนุก อัตราเร่งทันใจ มอบกำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) และมีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุด 14.3 กม./ลิตร* (รุ่น E) และรองรับน้ำมัน E85
 
ฮอนด้า ดับเบิลยูอาร์-วี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น RS ราคา 869,000 บาท รุ่น SV ราคา 799,000 บาท


Hyundai
 
Hyundai Stargazer ถูกออกแบบมาภายใต้คอนเซ็ปต์ความสบายไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารเป็นที่เติมเต็มความสุขร่วมกันภายในครอบครัวในทุกครั้งที่เดินทาง รูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหราที่มาพร้อมกับตัวถังที่แข็งแรงและปลอดภัย ด้วยมาตรฐานของเหล็กคุณภาพระดับโลก โดยรถรุ่นนี้ถูกประกอบในประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้การควบคุมมาตรฐาน โดยฮุนได มอเตอร์ จากสาธารณรัฐเกาหลี ภายในเน้นการออกแบบที่คำนึง                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     ถึงความสบายและความปลอดภัยของทุกที่นั่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ดีไซน์กระจกขนาดใหญ่ ที่ให้ความรู้สึกโปร่ง สบาย ไม่อึดอัด อีกทั้งจัดเต็มไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น โต๊ะพับหลังพนักพิงด้านหน้า ถาดเก็บของแบบซ่อนที่คอนโซลหน้า การปรับระดับเบาะโดยสารได้อย่างสะดวกสบาย ด้วยการจัดวางเบาะที่นั่ง 3 แถว ซึ่งทุกแถวสามารถนั่งได้สบายไม่ว่าระยะทางใกล้หรือใกล้ และความพิเศษสุดมาในรุ่นท็อป (สมาร์ท 6) เป็นเบาะที่นั่ง 3 แถว 6 ที่นั่ง โดยเบาะแถวที่ 2 มาแบบ Captain Seat เจ้าแรกของมินิเอ็มพีวีในประเทศไทย
 
ทางด้านสมรรถนะและความปลอดภัย Hyundai Stargazer ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร พร้อมระบบเกียร์ IVT ให้กำลังสูงสุด 115 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 144 นิวตัน-เมตร การออก แบบตัวถังที่ลู่ลมและปราดเปรียว ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน ขับขี่สนุกได้ดั่งใจทั้ง Eco Mode และ Sport Mode พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง อาทิ ระบบเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน, ระบบป้องกันการเปิดประตูสไลด์เมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้าง ที่ช่วยสนับสนุนผู้ขับขี่ได้ทุกเส้นทางไม่ว่าในเมือง -  หรือระยะ ทางไกล
 
Hyundai Stargazer พร้อมจำหน่ายใน 4 รุ่น ได้แก่ รุ่นเทรนด์, สไตล์, สมาร์ท 7 และ สมาร์ท 6  มีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีดำ มิดไนท์ แบล็ก เพิร์ล, สีขาว ครีมมี่ ไวท์ เพิร์ล, สีเงิน แม็กเนติก ซิลเวอร์ เมทัลลิก และ สีเทา ไททัน เกรย์ เมทัลลิก โดยในรุ่นท็อป สมาร์ท 6 จะมาพร้อมกับสีตัวถังแบบทูโทนด้วยหลังคาสีดำ  พร้อมให้เป็นเจ้าของแล้วตั้งแต่วันนี้ ณ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มีนาคม จนถึงวันที่ 2 เมษายน 2566 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมด้วยโปรโมชั่นมากมาย  อาทิ ดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% เมื่อดาวน์ 25% หรือ 30% และผ่อนชำระ 48 เดือน, ผ่อนชำระเงินดาวน์นาน 6 เดือน โดยไม่มีดอกเบี้ย, ฟรีประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี, รับประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม., บริการช่วยเหลือฉุกเฉินนาน 5 ปี, ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 2 ปี หรือ 40,000 กม.
 
โดย Hyundai Stargazer จำหน่ายในราคา ดังนี้ รุ่นเทรนด์ ราคา 769,000 บาท, สไตล์ ราคา 829,000 บาท, สมาร์ท 7 ราคา 869,000 บาท สมาร์ท 6 ราคา 889,000 บาท และรุ่นพิเศษ สมาร์ท 6 Black Roof ราคา 909,000 บาท


Isuzu
 
อีซูซุ วี-ครอส 4x4 MAGIC EYEs รุ่น 4 ประตู 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ เกรด M สี Islay Gray Opaque มาพร้อมกับล้ออัลลอย 18 นิ้ว สปอร์ตออฟโรด ดีไซน์ดุดัน เท่ แกร่ง ทรงพลังสะกดทุกสายตา สะท้อนตัวตนที่เหนือกว่า มาพร้อมกระจังหน้าแบบ Double Dimensions ดีไซน์แบบทูโทน สีเทาดำ และ Black Chrome Front Bumper Guard สีทูโทน กันชนท้ายแบบ Integrated Bumper ดีไซน์สวยเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ ระบบไฟหน้า Isuzu Vision Bi-LED ส่องสว่างได้ไกล และกว้าง พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Multi   Functional Daylight แบบ Built-in พร้อมเป็นไฟหรี่ในเวลากลางคืน ไฟท้าย Dual-Sonic LED แบบ Clear Lens ให้ความสว่าง เท่ เต็มอารมณ์สปอร์ต สำหรับผู้ที่รักการผจญภัย ยังมีระบบ Terrain Command และ Electronic Diff-Lock ที่ช่วยให้ลุยได้ทุกสถานการณ์
 
อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ รุ่น 2 ประตู เกรด L-DA เกียร์ AT สี Bohemian Silver รถปิกอัพยกสูงยอดนิยม มาพร้อมกับความคุ้มค่า ด้วยเครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ประหยัดน้ำมันขั้นสุด โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภาย นอกระดับรุ่นท็อป ภายในหรูหรามาพร้อมกับความสะดวกสบายด้วยหน้าจอระบบสัมผัส Infotainment Display ขนาด 7 นิ้ว รองรับระบบ Android Auto และ Wireless Apple Car Play และกล้องมองภาพขณะถอยจอด ปลอดภัยทุกการเดินทางด้วยระบบเบรก ABS พร้อม EBD และ BA และถุงลมนิรภัยคู่หน้า Dual SRS
 
อีซูซุ ดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ รุ่น 4 ประตู เกรด M สี Islay Gray Opaque ยนตรกรรมปิกอัพระดับ Top Classมาพร้อมกับกระจังหน้าแบบ Double Dimensions ดีไซน์แบบทูโทน สี Chrome และ Dark Gray Metallic พร้อมไฟท้ายดีไซน์โทนสีเข้ม เท่ เต็มอารมณ์สปอร์ต และกันชนท้าย Integrated Bumper ดีไซน์สวยงามเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์แบบ Robust Radius ภายในห้องโดยสารหรูหราด้วย Piano Black และ Satin Chrome ดีไซน์คอนโซลหน้าแบบ Sharp Horizontal Layers เล่นระดับกับแผงข้างประตู พร้อมเบาะนั่งดีไซน์โอบกระชับเทคโนโลยี COOL MAX ช่วยลดการสะสมความร้อนและเบาะนั่งคู่หน้าเทคโนโลยี AVEC ซับแรงสั่นสะเทือนลดความเมื่อยล้า ประหยัดน้ำมันขั้นสุด ด้วยเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ Gen 2 และเครื่องยนต์อีซูซุ 3.0   ดีดีไอ บลูเพาเวอร์


JEEP
 
แรงเลอร์ รูบิคอน 4 ประตู สีน้ำเงิน Hydro Blue แต่งดุสไตล์ Monster Edition ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งระดับ ไฮเอนด์จากแบรนด์ Mopar ลิขสิทธิ์แท้ทั้งคัน รูปลักษณ์ดุดัน แข็งแกร่ง สำหรับการใช้รถแบบออฟโรดตัวจริง พร้อมลุยข้ามทุกขีดจำกัดตามคอนเซ็ปต์ “Go Anywhere. Do Anything” อาทิ กันชนหน้าเหล็กกล้าออฟโรดแบบ 3 ชิ้น, สปอตไลท์กันชนหน้าออฟโรด แอลอีดี ขนาด 7 นิ้ว พร้อมโรลบาร์, รอกไฟฟ้า Jeep Performance Parts ออกแบบพิเศษสำหรับแรงเลอร์ รูบิคอน, ท่ออากาศออฟโรด, ประตูผู้โดยสารแบบโรลบาร์ (Tube-Doors) พร้อมมือจับด้านบน, โช้กอัพ FOX ยกสูง 2 นิ้ว, ล้อแม็กขอบ 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ Extreme Recon XR Beadlock Capable Bronze, จับคู่กับยาง All-Terrain 35 นิ้ว, ป้ายสัญลักษณ์ Monster Edition และอื่นๆ รวมทั้งหมดกว่า 25 รายการ
 
แรงเลอร์ รูบิคอน 4 ประตู สีเทา Sting Grey สไตล์ Urban Edition ออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่มีความเป็น Urban Adventurer ให้สามารถใช้รถรุ่น Wrangler Rubicon สำหรับชีวิตในเมืองได้สมบูรณ์แบบมากขึ้น โดยติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งอย่างเหมาะสม อาทิ บันไดข้าง, ชุดกันลมขอบประตู, แร็คหลังคา, ถาดเก็บสัมภาระ, โต๊ะฝาท้าย (Tailgate Table), ที่ครอบล้ออะไหล่, ล้อแม็กขอบ 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่, ยาง Highway-terrain 32 นิ้ว สำหรับการขับในเมืองและถนนไฮเวย์, ป้ายสัญลักษณ์ Urban Edition เป็นต้น 


Lexus
 
The New All-Electric Lexus RZ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง แต่ยังคงความสุนทรีย์ ในแบบเฉพาะตัวของเลกซัสไว้อย่างครบถ้วน พิสูจน์ได้จากหนึ่งในคุณสมบัติพื้นฐานของรถยนต์เลกซัสทุกคัน นั่นคือ Lexus Driving Signature หรือประสบการณ์การขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของเลกซัส ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยีโครงสร้างตัวถังแบบ e-TNGA ที่เลกซัสพัฒนาขึ้นอย่างประณีต รวมถึงการวางตำแหน่งแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่เหมาะสม ทำให้ได้จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำประกอบกับ DIRECT4 AWD ใน LEXUS RZ ที่ช่วยกระจายแรงขับให้ล้อหน้า และล้อหลังตามสภาวะการขับขี่ ทำให้สามารถตอบสนองอย่างเฉียบคมทุกการสั่งการ มอบความเพลิดเพลิน ราบรื่นในทุกการขับขี่ ทั้งขณะเหยียบคันเร่ง บังคับพวงมาลัย และลดความเร็ว
        
นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ด้วยแนวคิดในการออกแบบ "Seamless E-Motion" สะท้อนความพลิ้วไหวในแบบของรถยนต์ไฟฟ้า และกระจังหน้าใหม่ภายใต้แนวคิดแบบ Spindle Body ผสมผสานศิลปะการออกแบบเข้ากับเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัยจนได้ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดีไซน์ด้านหลังเน้นความเรียบง่ายแต่โดดเด่น เส้นไฟ LED ที่ลากยาวดูเฉียบคม ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความรู้สึกเชื่อมต่อกับธรรมชาติ หลังคากระจกพาโนรามาพร้อมฟังก์ชั่นปรับลดแสงอัจฉริยะ ช่วยให้ภายในห้องโดยสารดูโอ่โถง โปร่งสบาย และคอนโซลด้านหน้าถูกออกแบบภายใต้แนวคิด TAZUNA COCKPIT ที่เน้นให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย
 
LEXUS RZ ยังเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลกอย่าง LEXUS Safety System Plus เช่น ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ ที่ช่วยให้ผู้ขับสะดวกยิ่งขึ้น และระบบป้องกันการเปิดประตู เมื่อมีรถวิ่งสวนมา Safe Exit Assist และการเลือกใช้วัสดุหุ้มเบาะ Ultra-suede ที่ผลิตจากพืช (Bio-based Sustainable Material) เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังให้ผิวสัมผัสที่หรูหรา คล้ายกับหนังกลับคุณภาพสูง ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ให้สมรรถนะที่ทรงพลังพร้อมระยะทางการขับที่เพียงพอต่อการใช้งานจริงด้วยแบตเตอรี่ 71.4 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรงถึง 80% ภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ให้กำลังรวมทั้งระบบ 308 แรงม้า โดยมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.3 วินาทีเท่านั้น สำหรับลูกค้าที่สนใจ และพร้อมเป็นเจ้าของ LEXUS RZ ใหม่ เรามาพร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร


Maserati
 
Maserati MC20 CIELO เปิดหลังคา ท้าสายลม ผสมผสานสุนทรียภาพและความเร้าใจ มาเซราติ “เอ็มซี20 เซียโล” อักษร MC ย่อจากคำว่า Maserati Corse ตัวเลข 20 สื่อถึงปี ค.ศ. 2020 ซึ่งเป็นการก้าวสู่ยุคใหม่ของแบรนด์ ขณะที่ชื่อรุ่น เซียโล (CIELO) หมายถึง “ท้องฟ้า” ในภาษาอิตาเลียน สอดคล้องกับการเป็นยนตรกรรมที่สามารถเปิดหลังคา เพื่อโอบรับความกว้างขวางของท้องฟ้าแบบไร้ขีดจำกัด สะกดทุกสายตา ด้วยความงามสง่าและดูเป็นสปอร์ต ประตูปีกผีเสื้อช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกห้องโดยสาร โครงสร้างตัวถังผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่เบาแต่แข็งแกร่ง
 
ขุมพลัง “เน็ททูโน” (Nettuno) เบนซิน วี 6 สูบ ทวินเทอร์โบ 630 แรงม้า (HP) แรงบิด 730 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 2.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผสานความหรูหราแบบไม่ซ้ำใคร กับนวัตกรรมหลังคากระจกพับเก็บได้ใช้เวลาเพียง 12 วินาที ให้ผู้ขับได้รู้สึกถึงความปลอดโปร่งของท้องฟ้าแบบไร้ขีด จำกัด ความพิเศษอยู่ที่กระจก Electrochromic (Smart Glass) ที่ใช้เทคโนโลยี Polymer-Dispersed Liquid Crystal (PDLC) สามารถปรับให้ใสหรือทึบแสงได้อัตโนมัติผ่านการกดปุ่ม เพิ่มสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ ด้วยชุดเครื่องเสียงจาก Sonus Faber พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง เป็นหนึ่งในออปชั่นที่น่าสนใจ การันตีด้วยรางวัล EISA ในสาขาเครื่องเสียงรถยนต์ พร้อมติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม ให้มิติเสียงที่แตกต่างอย่างเป็นธรรมชาติ
 
 นอกจากนั้น ก็ยังจัดแสดงมาเซราติอีกหลายรุ่น อาทิ เกรคาเล่ จีที (Gracale GT), เลวานเต้ จีที ไฮบริด (Levante GT Hybrid), กิบลี่ จีที ไฮบริด (Ghibli GT Hybrid) และควอตโตรปอร์เต้ (Quattroporte)


Mazda
 
มาสด้านำนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า Mazda MX-30 BEV มาจัดแสดงสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยนตรกรรมหลากหลายทางเลือกตามแนวทาง Multi-solution Technology ที่ตอบสนองความต้องการทุกรูปแบบมาจัดแสดงให้ผู้ที่สนใจได้รับชม ถือเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบตามแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีในอนาคตของมาสด้า และเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ระยะกลาง Sustainable Zoom-Zoom 2030 ที่มาสด้ามุ่งมั่นเพื่อสร้างสรรค์โลกของเราให้คงความสวยงาม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน และสร้างสังคมที่ยั่งยืน เพื่อผู้คนในเจนเนอเนชั่นต่อไป
 
ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีดิจิทัลและแบรนด์ใหม่ๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์รถยนต์มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้การมองหาคุณค่าจากยานพาหนะของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลจะนำมาซึ่งความสะดวก สบาย แต่สิ่งเหล่านี้กลับส่งผลกระทบต่อโลกและสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งรวมถึงมาสด้าที่จะต้องดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนของโลก สังคม และเพื่อผู้คนใน   เจนเนอเรชั่นถัดไป ด้วยการส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ที่ไม่เพียงแค่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ายิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ต้องช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและช่วยรักษาโลกของเราให้ยังคงสวยงามน่าอยู่
 
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มาสด้าได้ตระหนักในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอผลิต ภัณฑ์ที่มอบความสนุกสนานในการขับขี่ ตามแนวทางที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนา เพื่อยกระดับและเติมพลังให้กับผู้คนผ่านประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ ควบคู่กับการมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยียานยนต์ ตามวิสัยทัศน์ของมาสด้าต่อแผนการดำเนินธุรกิจระยะกลาง และ Sustainable Zoom-Zoom 2030


Mercedes-Benz

EQB 250 AMG Line รถพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ล่าสุด ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ผลิตและนำเข้าทั้งคันแบบ CBU มาพร้อมตัวถังในรูปแบบเอสยูวีที่ใช้แพลตฟอร์มเดียวกับรถ Compact SUV ของแบรนด์อย่าง GLB รองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PSM ให้พละกำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร และแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 66.5 kWh มีระยะทางการขับขี่สูงสุด 460 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จแบบ DC สูงสุด 100 kW ใช้เวลาชาร์จไฟฟ้าจาก 10 - 80% เพียง 32 นาที สำหรับการชาร์จแบบ AC รองรับสูงสุด 11 kW ใช้เวลาชาร์จไฟฟ้าจาก  0 - 100% ประมาณ 6 ชั่วโมง 50 นาที โดยนอกจากความโดดเด่นจากการเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในรูปแบบเอสยูวีแล้ว EQB 250 AMG Line ยังมีการออกแบบในสไตล์​ AMG ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมติดตั้งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งความบันเทิงและความสะดวกสบายภายในรถ ระบบความปลอดภัยขั้นสูงรวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่หลายรายการ ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าในระดับลักชัวรี่ ที่มีทั้งความหรูหรา ความสปอร์ต ตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในราคาที่เหมาะสม EQB 250 AMG Line วางจำหน่ายในราคา 3,020,000 บาท
 
Mercedes-AMG G 63 ยนตรกรรมสุดคลาสสิกในรูปแบบเอสยูวีขนาดใหญ่ ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ดุดันในสไตล์ G-Class พร้อมสมรรถนะที่ทรงพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน V8 4.0 ลิตร 3,982 ซีซี. Bi-Turbo ให้กำลังสูงสุด 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ติดตั้งเกียร์ AMG SPEEDSHIFT TCT อัตโนมัติแบบ 9 จังหวะ มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. เพียง 4.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 220 กม./ชม. พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG PERFORMANCE 4MATIC All-wheel Drive ที่ทำให้รถยนต์คันนี้เป็นสุดยอดยนตรกรรมสำหรับการตะลุยเส้นทางแบบออฟโรดได้อย่างไร้ที่ติ Mercedes-AMG G 63 วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 17,920,000 บาท


MG
 
NEW MG MAXUS 9 รถลักชัวรี่ MPV ไฟฟ้า100% แบบ 7 ที่นั่ง เป็นพวงมาลัยขวาคันแรกของประเทศไทยและอาเซียน ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์ EV สุดหรูหรา เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่นและฟีเจอร์ล้ำสมัย ผสานลงตัวกับงานดีไซน์รูปโฉมใหม่ โดดเด่นด้วยหลังคา Dual Panoramic Sunroof ยาวถึงด้านหลังทำให้ห้องโดยสารดูโปร่ง โล่ง สัมผัสกับความสะดวกสบายครั้งใหม่ด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารปรับอัตโนมัติ 4 ทิศทาง และเบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ VIP Captain Seat ที่มีระบบบันทึก ระบบนวด และสามารถปรับระดับอุณหภูมิ          ได้ตามต้องการ มอบประสบการณ์ MPV ไฟฟ้า 100% เต็มประสิทธิภาพด้วยมอเตอร์ให้กำลังสูงสุดที่ 180 กิโลวัตต์ หรือ 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ความจุขนาด 90 kWh ให้ระยะวิ่งสูงสุดที่ 540 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC มั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยรอบคัน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM มากถึง 25 ระบบ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัย 5 ดาว ทั้ง EURO NCAP และ AUSTRALIAN NCAP ซึ่ง NEW MG MAXUS 9 จะมีให้เลือก 2 รุ่น คือรุ่น X – LUXURY และรุ่น V - SUPER LUXURY
 
NEW MG ES รถสเตชันวากอนไฟฟ้า 100% ที่โดดเด่นด้วยพื้นที่กว้างขวางและฟังก์ชั่นที่เน้นความสะดวก สบาย กับประสบการณ์ใหม่ของการใช้รถไฟฟ้าที่ตอบสนองมากกว่าแค่การใช้งานทั่วไป แต่สามารถเติมเต็มทุกโจทย์ความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างได้อย่างลงตัว
 
NEW ERA DESIGN เรียบหรูดูล้ำสมัย แฝงไปด้วยฟังก์ชั่นที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งานชุดกันชนหน้าไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Light Curtain Design ยกระดับความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เสริมการใช้งานมากขึ้นด้วยชุดราวหลัง คา (Roof Rail) ที่รองรับน้ำหนักได้ถึง 75 กิโลกรัม และด้วยรูปโฉมสไตล์สเตชันวากอน จึงมาพร้อมกับห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย ทั้งยังสามารถบรรจุสัมภาระสูงสุดถึง 1,367 ลิตร ตกแต่งภายในด้วยเส้นสายโทนสีฟ้า   ENERGETIC BLUE STRIP ให้ภายในหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมเบาะนั่งวัสดุหุ้มหนังสังเคราะห์ DENIM TEXTURE DESIGN ให้ผิวสัมผัสคล้ายยีนส์ ปรับลุคให้ดูมีความทันสมัยและดูแลรักษาง่าย ชุดเบาะนั่งดีไซน์ใหม่ ยกขอบปีกข้าง พร้อมเทคโนโลยี Zero-G Seats กระจายน้ำหนักและรองรับสรีระของผู้นั่งให้ดียิ่งขึ้น เดินทางระยะไกลได้สบาย
E- PERFORMANCE: สเตชันวากอนอีวีแนวใหม่กับประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและเหนือระดับเต็มที่ในทุกการเดินทางด้วยนวัตกรรมรถไฟฟ้าใหม่


Mini
 
มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คือรุ่นรถยนต์ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณมอเตอร์สปอร์ตอย่างแท้จริง โดยจากการพัฒนาครั้งล่าสุด มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ได้กลายเป็นรถสปอร์ตอันดับต้นๆ ของเซ็กเม้นต์รถยนต์พรีเมียมขนาดเล็ก ตื่นเต้นเร้าใจมากยิ่งขึ้นด้วยสีใหม่ในสีเหลือง Zesty Yellow สดใส และการดีไซน์แบบใหม่พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบปฏิบัติการใหม่และแพ็กเกจอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะเพิ่มความสนุกในการขับขี่สุดเร้าใจตามแบบฉบับของผู้ขับขี่แต่ละคนได้อย่างเต็มพิกัด
 
ส่วนหน้าของตัวรถสะดุดตาด้วยไฟหน้าทรงกลมแบบ LED พร้อมไฟสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน และช่องระบายความร้อนทรงหกเหลี่ยม เพิ่มความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตมากยิ่งขึ้น ช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการระบายอุณหภูมิของระบบขับเคลื่อนและระบบเบรกสำหรับการขับขี่แบบสปอร์ตเต็มรูปแบบ กรอบไฟเลี้ยวด้านหน้าและด้านหลังยังมีดิฟฟิวเซอร์ดีไซน์ใหม่ ที่ช่วยให้อากาศไหลผ่านใต้ท้องรถได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไฟหน้าแบบ Adaptive LED ย้งมาพร้อมกับฟังก์ชั่น


Mitsubishi
 
มิตซูบิชิ เอ็กซ์อาร์ที คอนเซ็ปต์รถต้นแบบของรถกระบะไทรทัน โมเดลใหม่ ที่มาพร้อมดีไซน์ดุดันสะดุดตาตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้าย เสริมอารมณ์แกร่งด้วยเส้นนำสายตาจากกระโปรงหน้าสู่ด้านข้างตัวถังในสไตล์แนวราบ พร้อมการตกแต่งเหนือซุ้มล้อหน้า-หลัง และติดตั้งยางลุยโคลน (Mud-terrain) ที่ช่วยเพิ่มพลังขับเคลื่อนเต็มสปีด ปราดเปรียวพร้อมพุ่งทะยานในทุกเส้นทางสุดหฤโหดของการแข่งขันแรลลี่ ตัวถังห่อหุ้มด้วยลายพราง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “ลาวา” หินภูเขาไฟที่อัดแน่นด้วยพลังงาน อันทรงพลัง พร้อมด้วยกราฟิกเส้นขนานแนวเฉียง 10 เส้น ในแบบฉบับของโลโก้ แรลลี่อาร์ท ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ขับเคลื่อนไปข้าง หน้าของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้อย่างโดดเด่น
 
มิตซูบิชิ ไทรทัน เป็นรถรุ่นที่ขายดีที่สุดของแบรนด์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งผลิตจากโรงงานแหลมฉบังในประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังกว่า 150 ประเทศทั่วโลก จึงนับเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของบริษัทฯ โดยรถมิตซูบิชิไทรทัน รุ่นใหม่จะเป็นรถกระบะขนาดกลางเจนเนอเรชั่นที่ 6 ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ทั้งคันเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี โดยหลังจากที่เปิดตัวในประเทศไทยภายในปีงบประมาณ 2566 แล้วจะมีการเปิดตัวรถรุ่นนี้ในภูมิภาคอาเซียน โอเชียเนีย และตลาดอื่นๆ ทั่วโลกเป็นลำดับ

NETA
 
NETA Vเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ City Car มาพร้อมแนวคิด “Touchable Smart EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้” โดยมีราคาจำหน่ายคาดการณ์อยู่ที่ 549,000 บาท* ตัวรถได้ รับการออกแบบภายนอกให้ปราดเปรียวตามหลักอากาศพลศาสตร์ ในขณะที่การออกแบบภายในเรียบง่ายแต่ล้ำสมัยด้วยระบบการสั่งการระบบการทำงานต่างๆ ของรถผ่านหน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว พร้อมกุญแจแบบสมาร์ทคีย์ที่มีระบบ Ride & Go ให้รถพร้อมสำหรับการขับขี่ทันทีที่เปิดประตูรถ ในด้านสมรรถนะ NETA V ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ขนาด 95 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน(Lithium-Ion Battery) ความจุ 38.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางในการวิ่งสูงสุด 384 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มตามมาตรฐาน NEDC ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น IP67 พร้อมด้วยระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่ HEPT 3.0 และระบบระบายความร้อนแบบ LIQUID COOLING SYSTEM รองรับการชาร์จกระแสสลับ AC Normal Charge จาก 0-100% ในระยะเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และการชาร์จกระแสตรง DC Quick Charge จาก 30-80% ในระยะเวลาประมาณ 30 นาที อีกทั้งยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยฟังก์ชั่น V2L (Vehicle to Load) จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน
 
NETA S ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ตัวรถมีความยาว 4,980 มม. ความกว้าง 1,980 มม. ความสูง 1,450 มม. และฐานล้อยาว 2,980 มม.แบตเตอรี่ 95.0 kWh วิ่งได้ไกลสุด 715 km. ต่อการชาร์จ ขับเคลื่อนล้อหลัง RWD อัตราเร่ง 0-100 km/h ใน 6.9 วินาที


Nissan
 
นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ รุ่นปี 2023 ต่อยอดจากนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ที่ได้รับความนิยมในฐานะที่เป็น B-SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะจากนิสสัน ช่วยให้ผู้ขับขี่ขับสนุก และมอบประสบการณ์การขับขี่เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาสถานีชาร์จ 
 
นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ รุ่นปี 2023 ยังคงโดดเด่นในลุคสุดโฉบเฉี่ยว สปอร์ตพรีเมียมทั้งภายในและภาย นอก เพิ่มความสบายด้วยพวงมาลัยบุวัสดุนุ่มจับกระชับมือ พร้อมสมรรถนะด้วยกำลังสูงสุด 136 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุดถึง 280 นิวตันเมตร (Nm) ด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ที่มีแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนขนาด 2.06 กิโล วัตต์-ชั่วโมง (kWh) ให้ประสิทธิภาพและกำลังมากขึ้น แต่ยังประหยัดอย่างน่าประทับใจด้วยอัตราประหยัดน้ำมันเมื่อขับขี่ในเมืองสูงสุด 26.3 กิโลเมตร/ลิตร*  เสริมความสนุกและความง่ายของการใช้งานจากเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ อี-เพดัล สเตป (e-Pedal Step) ที่สามารถเร่งและชะลอได้ในคันเร่งเดียว และยังมั่นใจทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน 360 Safety Shield  เพิ่มความสุนทรีย์ของการเชื่อมต่อด้วย NissanConnect เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Android Auto** และ Apple CarPlay พร้อมเติมความสะดวกสบาย และเอาใจลูกค้ายุคดิจิทัลด้วย Wireless Charger*** ที่ให้ความสะดวกยิ่งขึ้น
 
นิสสัน เทอร์ร่า สปอร์ต รถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกและภาย ในที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น เพิ่มความเข้มโดดเด่นด้วยชุดตกแต่งสไตล์สปอร์ตสีดำ สัญลักษณ์ Sport ด้านหลัง เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเบาะที่นั่ง และการตกแต่งภายในโทนสีดำ สะท้อนความ พรีเมียมในแบบคุณ สะดวก สบายสำหรับคนที่รักการเดินทาง และเพิ่มความสุขกับการใช้เวลาทุกนาทีกับครอบครัว เพื่อนฝูง สมาชิกคนสำคัญ รวมถึงสัตว์เลี้ยงด้วยเครื่องยนต์ดีเซล YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้การขับขี่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ประหยัดน้ำมัน ทั้งยังสามารถรองรับน้ำมันดีเซลได้ทุกชนิดทั้ง B7, B10 และ B20  ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ไปได้ทุกเส้นทาง สามารถเปลี่ยนโหมดขับเคลื่อนจาก 2 ล้อ (2H) เป็นโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อได้ง่ายดาย ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ 5 ลิงค์ (5-Link) ที่นุ่มนวล และลดความโคลงของตัวรถขณะเข้าโค้ง


Peugeot
 
Peugeot e-2008 เอสยูวีที่เปี่ยมด้วยความอเนกประสงค์ ไฟหน้า-ไฟท้ายแบบฟูลแอลอีดี พร้อมเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์แนวตั้ง คล้ายเขี้ยวสิงโต กระจังหน้าไร้กรอบ พร้อมเพิ่มไฟตัดหมอกด้านหน้า ตัวถังด้านข้าง เน้นเหลี่ยมสัน เพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยลูกเล่นบริเวณเส้นข้างประตูดูบึกบึนและสะดุดตายิ่งขึ้น ขณะที่ไฟท้ายสะท้อนกรงเล็บสิงโต (Lion Claws) ตัดกับคิ้วสีดำเงา ปิดท้ายด้วยล้อแม็กขอบ 18 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ความจุแบตเตอรี่ 50kWh ให้กำลัง 136 แรงม้า แรงบิด 260 นิวตันเมตร วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 340 กิโลเมตร (WLTP) ชาร์จไฟบ้านเต็มในเวลา 7.5 ชั่วโมง หรือ DC charge 80% ใน 30 นาที อุ่นใจกับ Warranty 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
 
The New Peugeot 408 Plug-in Hybrid’ คือมนต์เสน่ห์แห่งการดีไซน์สไตล์ฝรั่งเศส ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Language of Attraction” รูปลักษณ์สไตล์ฟาสต์แบ็ค (Fastback) ผสานเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ทรงเขี้ยวสิงห์ พร้อมกระจังหน้าแบบไร้กรอบ ด้านหลังติดตั้งไฟท้ายกรงเล็บสิงห์ 3 ขีด พร้อมล้อแม็กขอบ 19 นิ้ว ช่วงล่างระยะห่างจากพื้นถนนมากขึ้น แต่ยังคงความโฉบเฉี่ยวของตัวถัง ผสานห้องโดยสาร “Peugeot i-Cockpit”  เจนเนอเรชั่นล่าสุด โดยรวมเป็นรถที่ดูสวยแบบแฮตช์แบ็ค แต่ให้ความสะดวกสบายแบบเอสยูวี ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังปลั๊ก-อินไฮบริด เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.6 ลิตร ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ความจุ 12.4 kWh ชาร์จไฟบ้านเต็มในเวลา 3.4 ชั่วโมง ให้กำลังรวม 225 แรงม้า (HP) แรงบิด 360 นิวตันเมตร ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้า ผ่านเกียร์อัตโนมัติ ‘e-EAT8’ 8 จังหวะ ขับเคลื่อนด้วยด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางสูงสุด 63 กิโลเมตร (WLTP) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 7.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 233 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
 
ห้องโดยสารล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยี “Peugeot i-Cockpit” เจนเนอเรชั่นล่าสุด ติดตั้งมาตรวัดสามมิติ ขนาด 10 นิ้ว บริเวณด้านหน้าผู้ขับ ขณะที่กลางแดชบอร์ดติดตั้งทัชสกรีนอเนกประสงค์ขนาด 10 นิ้ว เอียงเข้าหาผู้ขับ เพื่อความสะดวกสบายสูงสุด มาพร้อม Warranty 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ขับเคลื่อน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร


Porsche
 
ปอร์เช่ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition ยนตรกรรมสปอร์ตไอคอนิครุ่นพิเศษ แห่งวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี ปอร์เช่ ประเทศไทย ที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นจากฝีมือการตกแต่งโดยผู้เชี่ยวชาญแผนก Porsche Exclusive Manufaktur โดดเด่นด้วยดีไซน์ชั้นเลิศของตัวถัง 7 สีพิเศษจาก Paint-to-Sample (PTS) ผสาน 7 สีในหนึ่งเดียว ได้แก่  สีเหลือง Signal Yellow, สีชมพู Ruby Star, สีเขียว Signal Green, สีส้ม Pastel Orange, สีฟ้า Riviera Blue, สีม่วง Ultraviolet และสีแดง Fire Red สะท้อนสัญลักษณ์ตามแต่ละสีประจำวันของขนบธรรมเนียมในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับสีประจำวันเกิดและความโชคดี
 
นอกจากนี้ยังได้รังสรรค์ตราสัญลักษณ์ “30 Years Porsche Thailand Edition” ซึ่งเป็นชิ้นงานที่ประกอบขึ้นด้วยมือ จะปรากฏอยู่บนเสา B-pillars เสริมความสง่างาม เรียบหรูอย่างสมบูรณ์แบบด้วยกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต ช่องดักอากาศด้านหน้า ขอบกระจกประตู ชิ้นส่วนตัวถังด้านข้าง ชิ้นส่วนตัวถังด้านท้ายรถ และครอบกระจกมองข้าง ตกแต่งสีดำเงา Gloss Black ส่วนล้ออัลลอย Centre Lock ลาย Turbo S ขนาด 20 และ 21 นิ้ว ซึ่งติดตั้งเป็นมาตร ฐานในรุ่น Carrera GTS พ่นด้วยสี Two-tone ตัดกันระหว่างสีดำและสีตัวถังคาลิเปอร์เบรกสีดำ
 
อีกหนึ่งความพิเศษ คือสีธงไตรรงค์ของไทย สีแดง ขาว และน้ำเงิน ปรากฏบนฝากระโปรงท้าย ซี่กระจัง 5 จุดบริเวณฝั่งขวา และตัวอักษรชื่อรุ่นดีไซน์มาตรฐานจะถูกแทนที่ด้วยตราสัญลักษณ์ “911” รมดำเงาพิเศษ เรียกได้ว่า ปอร์เช่ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition มาพร้อมกับรูปลักษณ์ความงามสง่า เรียบหรู ดั่งผลงานศิลปะชั้นเลิศที่ประเมิณค่ามิได้ โดยรถสปอร์ตปอร์เช่รุ่นพิเศษคันนี้จะถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ (Porsche Museum) ประเทศเยอรมนี ทั้งนี้เพื่อร่วมฉลองความสำเร็จ 30 ปี ปอร์เช่ ประเทศไทย ได้นำเสนอรถรุ่น ปอร์เช่ 911 Carrera GTS – 30 Years Porsche Thailand Edition จำนวนจำกัดเพียง 30 คัน


Rolls-Royce
 
Black Badge Ghost ยนตรกรรมสำหรับผู้ไม่เคยตามใคร สวยสะกดใจแบบทูโทน สะดุดตากับสีตัวถังแบบทูโทน คือ เทา Anthracite ตัดกับดำ Black Diamond ขณะที่สัญลักษณ์นางฟ้า หรือ Spirit of Ecstasy รวมถึงกระจังหน้า คิ้วขอบกระจก และปลายท่อไอเสียเป็นโครเมียมรมดำ ซึ่งผ่านกรรมวิธีการชุบโลหะด้วยกระแสไฟฟ้า ผสานขั้น ตอนการชุบแบบดั้งเดิมบนชิ้นงานสเตนเลส ส่งผลให้ได้พื้นผิวที่มีสีเข้ม ลงตัวกับล้อแม็กขอบ 21 นิ้ว ผลิตจากวัสดุคาร์บอนคอมโพสิต ซึ่งติดตั้งกับ โรลส์-รอยซ์ แบล็กแบดจ์ เท่านั้น
 
ขับเคลื่อนแบบ “Effortless” ด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ วี12 สูบ 6.75 ลิตร ปรับแต่งอีซียูใหม่ มีกำลัง 600 แรงม้า (เพิ่มจากรุ่นพื้นฐาน 27 แรงม้า) แรงบิด 900 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้น 50 นิวตันเมตร) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ของ ZF ที่ได้รับการพัฒนาให้รองรับการขับแบบสปอร์ต พร้อมปรับปรุงระบบกันสะเทือนและระบบเบรกให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ปิดท้ายด้วยชุดท่อไอเสียแบบสปอร์ตที่ให้เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ ในแบบฉบับของตระกูลแบล็กแบดจ์เท่านั้น
 
ภายในห้องโดยสารได้ผ่านการคัดสรรวัสดุอย่างพิถีพิถัน เบาะหนังสีดำ ตัดกับสีฟ้า Turchese อย่างลงตัว พร้อมติดตั้งโลโก้สัญลักษณ์ “Infinity” ที่มีเฉพาะสายพันธุ์แบล็กแบดจ์ บริเวณนาฬิกา เบาะหลัง และกาบบันได ขณะที่แดชบอร์ดติดตั้ง “Technical Fiber Veneer” ที่เกิดจากการนำเส้นใยคาร์บอนและเส้นใยโลหะ มาถักทอด้วยมือเป็นลายข้าวหลามตัด เคลือบด้วยน้ำยาเรซิ่นให้ดูแวววาวแบบสามมิติ
 
Cullinan ยนตรกรรมอเนกประสงค์ พร้อมสำหรับการผจญภัยในทุกดินแดนยนตรกรรม High Body เอสยูวี ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นรถยนต์ที่ให้คำจำกัดความการเดินทางอย่างหรูหราที่สุด อีกทั้งยังเป็นสุดยอดแห่งการ “ขับสบาย” ไม่ว่าเส้นทางจะสมบุกสมบันแค่ไหน บ่งบอกไลฟ์สไตล์แบบซูเปอร์ลักชัวรี่ รูปลักษณ์ดูสุขุมด้วยตัวถังสีดำ Black Diamond ตัดกันกับความสดใสของห้องโดยสารแบบ Bespoke กับเบาะหนังแท้สีส้ม Mandarin และสีดำ
 
ขับเคลื่อนอย่างนุ่มนวล ราวกับล่องลอยอยู่บนพรมวิเศษ (Magic Carpet Ride) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ โรลส์-รอยซ์ ก็ยังมีให้สัมผัส แม้ขับบนเส้นทางออฟโรด เป็นผลจากการใช้โครงสร้างตัวถังแบบใหม่ที่เบาลง, ช่วงล่างถุงลมขนาดใหญ่ จุอากาศได้มาก ดูดซับแรงสะเทือนได้ดี, การเสริมความแข็งแกร่งให้เพลาขับ, ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อันทรงประสิทธิภาพ และพละกำลังมหาศาลจากเครื่องยนต์เบนซิน วี 12 สูบ 6.75 ลิตร ทวินเทอร์โบ 563 แรงม้า (HP) แรงบิด 850 นิวตันเมตร ที่รอบต่ำเพียง 1,600 รอบ/นาที ส่งผลให้ “คัลลิแนน” สามารถนำพาผู้โดยสารทะยานสู่จุดหมายเหนือจินตนาการ อย่างที่ไม่เคยมีโรลส์-รอยซ์รุ่นใดเคยทำได้


Subaru
 
Subaru Forester GT และ GT LITE เอสยูวีรุ่นพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง Motor Image Group กับบริษัทวิศวกรรมชื่อดัง Giken Co. Ltd และ Mr. Masahiko "Jack" Kobayashi คุณโคบายาชิเป็นส่วนหนึ่งของทีมดั้งเดิมของซูบารุที่สร้างสรรค์การออกแบบภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับรถยนต์ซูบารุกว่า 12 รุ่น รวมถึง WRX STI ในตำนาน ซึ่งเขายังเป็นผู้ออกแบบ GT Edition ใหม่สำหรับ Motor Image Group เป็นการส่วนตัวอีกด้วย
 
ชุดอุปกรณ์ตกแต่งใหม่ทั้ง 2 นี้เพิ่มความสปอร์ตและไดนามิคให้กับ NEW Forester และให้ประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ดีขึ้นจากการเพิ่มสเกิร์ตด้านหน้า ด้านหลัง สเกิร์ตข้าง และสปอยเลอร์บนหลังคา นอกจากนี้ล้ออัลลอยพิเศษขนาด 18 นิ้ว ยังช่วยเติมเต็มรูปลักษณ์ภายนอกของ Forester i-S EyeSight อย่างโดดเด่นมากขึ้น ในขณะที่ Forester i-L EyeSight มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว
 
ภายในห้องโดยสาร Forester i-S EyeSight GT มาพร้อมเบาะหนังทูโทนดีไซน์พิเศษ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถ Grand Tourers ของยุโรป เพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยลายปักอักษร GT Edition


Toyota
 
ไฮลักซ์ รีโว่ BEV Concept รถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่ BEV ประเภทลิเธียมไอออน  เพื่อส่งเสริมการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนและรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างด้านหน้าดับเบิ้ลวิชโบน และแหนบกันสะเทือนด้านหลังแบบคานแข็ง ต้นแบบรถกระบะพลังไฟฟ้า 100%  พัฒนามาจากไฮลักซ์ รีโว่ ตัวถังตอนเดียว Single Cab พร้อมดีไซน์ภายนอกชุดกระจังหน้าแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความเป็นยานยนต์ไฟฟ้า และแสดงถึงเทคโนโลยีของรถกระบะแห่งอนาคต ไฮลักซ์ รีโว่ BEV Concept เผยโฉมครั้งแรกในโอกาสครบรอบการดำเนินธุรกิจ 60 ปี ของโตโยต้าในประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และมีแผนงานเพื่อนำ เสนออีกหนึ่งทางเลือกด้านการขับเคลื่อน ในโครงการ  “จัดตั้งเมืองที่ยั่งยืนโดยปราศจากมลภาวะ- Decarbonized Sustainable City”  ซึ่งมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานทางเลือก และระบบพลังงานสะอาดมาทดลองใช้งาน ทั้งในด้านการคมนาคม เศรษฐกิจ และการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนภายในเมืองพัทยา
 
พรีอุส HEV Concept ยนตรกรรมไฟฟ้าระบบไฮบริดที่ผลิตเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลกขับ เคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบไฮบริด โดดเด่นด้วยโฉมใหม่ทรงสปอร์ต ออกแบบโดยคำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน และสมรรถนะความสนุกสนานในการขับขี่ ภายในออกแบบตามแนว คิด “Island Architecture” ตั้งแต่หน้าจอมาตรวัดแบบดิจิทัล 7 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับมีสมาธิในขณะขับขี่ กว้างขวางด้วยฐานล้อที่ยาวขึ้น มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว
 
LPG HEV Taxi Concept รถยนต์ที่พัฒนาเพื่อใช้เป็นแท็กซี่โดยเฉพาะ สำหรับรถต้นแบบที่นำมาจัดแสดงได้รับการตกแต่งพิเศษด้วยสีเหลือง-เขียว สร้างความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับประเทศไทย รถรุ่นนี้มาพร้อมหลังคาทรงสูง ติดตั้งประตูสไลด์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ออกแบบให้มีพื้นห้องโดยสารต่ำและเรียบเสมอกัน เพื่อรองรับการใช้ทางลาดสำหรับรถเข็นวีลแชร์ ทำให้ผู้โดยสารทุกคนโดยเฉพาะเด็ก และคนชรา สามารถเข้า-ออกห้องโดยสารได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ยังออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบาย และลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ อีกทั้งยังชูจุดเด่นด้วยขุมพลังที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเครื่องยนต์ระบบไฮบริดที่จับคู่พลัง งานไฟฟ้ากับก๊าซ LPG มาพร้อมระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense อุ่นใจตลอดการเดินทาง  


Volvo
 
Volvo C40 Recharge Pure Electric รถรุ่นแรกของวอลโว่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขับขี่ด้วยพลัง งานไฟฟ้าแบบ 100% เท่านั้น มาในสไตล์ครอสโอเวอร์ คูเป้ พร้อมพลังมอเตอร์ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Dual Motor AWD ให้กำลังสูงสุด 408 แรงม้า ที่ 4,350 – 13,900 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 660 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0 - 100 ใน 4.7 วินาที ให้ระยะทางการขับขี่มากกว่า 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง แบตเตอรี่รองรับการชาร์จเร็วจาก 10 - 80% (150 kW) ภายใน 28 นาที ส่งมอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพการขับขี่ตลอดเส้นทางผ่านกล้องพร้อมเซ็นเซอร์อัจฉริยะและเทคโนโลยีล้ำสมัย และยังสามารถอัพเดทประสิทธิภาพและฟังก์ชั่นได้อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการใช้งานและเทคโนโลยีใหม่ ๆ (Over-the-air Update)


BMW
 
BMW S 1000 RR ใหม่ ที่มาพร้อมคุณสมบัติเหนือชั้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น แชสซีส์และระบบช่วงล่างที่เหนือชั้นกว่าที่เคย ระบบ Brake Slide Assist ใหม่ ระบบควบคุม Dynamic Traction Control ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นควบคุมการลื่นไถล (Slide Control) การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมยิ่งขึ้นด้วยวิงเล็ท ส่วนท้ายที่โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นกว่าเดิม และอีกหลากหลายระบบช่วยเหลือล้ำสมัย คุณสมบัติดังกล่าวช่วยสร้างไดนามิคการขับขี่ที่เหนือชั้น พร้อมมอบสมรรถนะขั้นสูงสุดและประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครให้แก่เหล่านักบิด
 
BMW S 1000 RR ใหม่ มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำและน้ำมัน 4 วาล์วไทเทเนียมต่อลูกสูบ DOHC และ BMW ShiftCam ความจุ 999 ซีซี. ส่งพละกำลัง 154 กิโลวัตต์ (210 แรงม้า) ที่ 13,750 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดที่ 303 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบต่อนาที ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่และการเร่งขณะขับขี่ที่ความเร็วต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีอัตราสิ้น เปลืองเชื้อเพลิง 6.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงไร้สารตะกั่วค่าออกเทน 95-98
 
หนึ่งในไฮไลท์ของ BMW S 1000 RR ใหม่ คือโครงสร้างตัวถังแบบ Flex Frame แชสซีส์ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ และการตั้งค่าระบบช่วงล่างใหม่ โดยมาพร้อมโครงสร้างเฟรมอะลูมิเนียมจากการเชื่อมชิ้นส่วนอะลูมิเนียม 4 ชิ้นที่ผ่านกระบวนการหล่อขึ้นรูปด้วยแรงโน้มถ่วง (Gravity Die Casting) และผสานโครงสร้างเครื่องยนต์เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีช่องเปิดบริเวณด้านข้างของเฟรมหลักเพื่อเสริมความคล่องตัวด้านข้าง และสำหรับแชสซีส์ใหม่ยังได้รับการพัฒนาในด้านความแม่นยำในการขับขี่ การควบคุมที่เฉียบคม และการตอบสนองจากล้อหน้าที่ฉับไวยิ่งขึ้น
 
ด้านดีไซน์ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ใหม่ ยังมาพร้อมรูปโฉมด้านหน้าใหม่ โดดเด่นด้วยวิงเล็ท และด้านท้ายแบบใหม่ที่สปอร์ตและน้ำหนักเบายิ่งขึ้น ระบบไฟ LED เต็มรูปแบบมาตรฐานบริเวณไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเลี้ยว ตอกย้ำถึงความโฉบเฉี่ยวและความดุดันของบีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ดีไซน์ตัวถังใหม่พร้อมเบาะนั่งซ้อนท้ายทรงสง่า สร้างความโดดเด่นสะดุดตาจากรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน โดยมาในสีใหม่ล่าสุด ได้แก่ สีดำ Black Storm Metallic และสีแดง Passion Racing Red


Harley-Davidson
 
Harley-Davidson Fat Boy® 114 Anniversary รุ่น Heritage Classic Anniversary รุ่น Road Glide® Special Anniversary รุ่น Street Glide® Special Anniversary และรุ่น CVO™ Anniversary รวมถึงไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ปี 2023 ได้แก่ รุ่น Breakout® รถตระกูลครุยเซอร์กับสมรรถนะเหนือชั้นล่าสุด และ Nightster® Special โฉมใหม่ รถตระกูลสปอร์ตน้ำหนักปานกลาง (Middle-weight) เสริมทัพด้วยรถมอเตอร์ไซค์รุ่น Carryover ในโครงสีใหม่ ได้แก่ รถมอเตอร์ไซค์รุ่น Nightster™ รุ่น Sportster S รุ่น Road Glide® ST และรุ่น Pan America™ 1250 Special โดยรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson รุ่นปี 2023 เปิดจำหน่ายราคาเริ่มต้นที่ 658,000 บาท
    
Harley-Davidson CVO™ Road Glide Limited Anniversary รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ระดับซูเปอร์พรีเมียม เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 120 ปีแห่งการสร้างสรรค์ พร้อมการนำเสนอโครงสีที่ซับซ้อนที่สุดจาก Harley-Davidson เริ่มจากตัวพื้นสีดำ Anniversary Black ที่จะถูกพาดทับด้วยแผงสีแดง Heirloom Red ตกแต่งลายเส้นด้วยสีแดงสด และฝีมือการวาดลายหยักสีทองปิดท้าย อีกทั้งยังมีลูกเล่นที่ซ่อนไว้เพื่อเพิ่มความพิเศษให้แผงตัวรถดูเหมือนส่วนหัวและปีกของนกอินทรีที่กำลังโบยบิน
 
Harley-Davidson Breakout กลับมาอีกครั้งในไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ที่เปิดตัวในทวีปอเมริกาเหนือ เพิ่มความดุดันของเครื่องยนต์และปรับโฉมไฟหน้าแบบใหม่ ให้รับกับรูปทรงรถที่ยาวและเพรียว ขับเคลื่อนเต็มพิกัดด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight® 117 แบบ V-Twin ด้วยแรงบิดเต็มกำลัง และระบบส่งกำลังของ Harley-Davidson ที่ติดตั้งจากโรงงาน ส่งพลังให้ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์รุ่น Breakout พร้อมที่จะสะกดทุกสายตาบนท้องถนน


Triumph
 
Triumph Street Triple 765 RS และ Triumph Street Triple 765 Moto2™ Edition สปอร์ตเน็กเก็ตไบค์รุ่นใหม่ล่าสุดปี 2023 ที่ทรงพลังและรวมความเป็นที่สุดในทุกด้าน โดยทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมเครื่องยนต์ 3 สูบขนาด 765     ซีซี. อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ได้รับการอัพเกรดจากโปรแกรมพัฒนาเครื่องยนต์การแข่งขัน Moto2  ให้เครื่องยนต์มีลักษณะเฉพาะมากกว่าที่เคย โดยส่งมอบพละกำลังสูงสุดที่ 130 แรงม้า ที่ 12,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 80 นิวตันเมตร ที่ 9,500 รอบต่อนาที ในขณะที่ลูกสูบ ก้านสูบ และพินลูกสูบใหม่ถูกจับคู่กับห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ใหม่ที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มขีดจำกัดแรงดันกระบอกสูบ สุดท้ายคือพละกำลังที่มากขึ้นด้วยวาล์วและเพลาลูกเบี้ยวใหม่ที่มาช่วยเพิ่มการยกวาล์ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดระบบเผาไหม้ของท่อไอเสีย ส่งมอบเสียงที่เร้าใจและโดดเด่น รวมถึงอัตราส่วนกระปุกเกียร์ใหม่ เพื่อประสิทธิภาพและการตอบสนองที่ดีขึ้น
 
นอกจากนี้ทั้ง 2 รุ่นยังได้ถูกออกแบบเพื่อรองรับการขับขี่ตามหลักสรีรศาสตร์แบบใหม่ มีรูปทรงที่ปรับปรุงใหม่พร้อมมุมลาดเอียงที่ชันขึ้น และส่วนหลังที่ยกขึ้นเพื่อการเลี้ยวที่ว่องไวและเร็วขึ้น ด้านโครงรถน้ำหนักเบา และสวิงอาร์มที่มีรูปทรงเหมือนปีกนก ช่วยสร้างความมั่นใจในการขับขี่ โดยรุ่น RS มาพร้อมแฮนด์บาร์รุ่นใหม่ที่กว้างขึ้น 12 มม. ความสูงของเบาะนั่ง 836 มม. ส่วนรุ่น Moto2™ Edition ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขัน มาพร้อมแฮนด์รถแบบคลิปออน ซึ่งต่ำกว่า 80 มม. มีขยับไปข้างหน้า 50 มม. และความสูงของเบาะนั่ง 839 มม. ซึ่งทั้ง 2 รุ่น สามารถลดเบาะนั่งได้อีก 10 มม. โดยปรับแต่งให้เข้ากับระบบกันสะเทือนหลัง ตลอดจนยังมีอุปกรณ์เสริมเบาะนั่งต่ำแบบใหม่
 
ในขณะที่ความปลอดภัยอัดแน่นมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมคาลิปเปอร์คู่หน้าแบบเรเดียลโมโนบล็อก 4 สูบ ของ Brembo Stylema พร้อมจานเบรกคู่ขนาด 310 มม. รวมถึงเบรก Brembo MCS ที่เข้าคู่กันพร้อมคันโยกที่ปรับได้ ในขณะที่คาลิปเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยวของ Brembo ช่วยควบคุมที่ด้านหลัง เพื่อความเสถียรในการเบรกที่ดีขึ้น และลดระยะการหยุดที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น ส่วนระบบกันสะเทือนคุณภาพสูงในรุ่น RS มาพร้อมโช้กสูบคู่แบบหัวกลับจาก Showa ขนาด 41 มม. และโช้กหลังพร้อมกระปุกเก็บน้ำมันจาก Öhlins ส่วนรุ่น Moto2™ Edition นำเสนอความสามารถพร้อมสำหรับสนามแข่งด้วยโช้กหน้าแบบหัวกลับของ Öhlins ขนาด 43 มม. และโช้กหลังพร้อมกระปุกเก็บน้ำมันจาก Öhlins ที่มาพร้อมระยะยุบตัวของล้อหน้าในทั้ง 2 รุ่นคือ 115 มม. และมีระยะยุบตัวของล้อหลัง 131.2 มม. ตลอดจนยางประสิทธิภาพสูง Pirelli Diablo Supercorsa SP V3 ในทั้ง 2 รุ่นที่ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับใช้งานบนท้องถนนทั่วไป ซึ่งส่งมอบระดับการยึดเกาะเหมือนอยู่บนสนามแข่ง รวมถึงการทรงตัวในความเร็วสูง


B AUTOHAUS ตอกย้ำความเป็นผู้นำเข้าด้านการจำหน่ายยนตรกรรมชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก ที่งาน Bangkok International Motor Show 2023

ALPHA VOLANTIS เปิดตัวรถจักรยานยนต์คัสตอมรุ่นพิเศษ “HORIZON 300 SR (Street Racer)” ในงาน Bangkok International Motor Show 2023

รถยนต์ไฮไลท์งาน Bangkok International Motor Show 2023

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact