หากมองเข้ามาที่ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในบ้านเราที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินไว้ว่าน่าจะมีมูลค่าประมาณ 1.98 - 2 แสนล้านบาทแล้ว พบว่า น้ำอัดลม ยังคงครองสัดส่วนมากที่สุด ประมาณ 31% รองลงมาจะเป็นน้ำเปล่าบรรจุขวด ที่มีสัดส่วนประมาณ 22% และอันดับ 3 จะเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง 16%
น้ำอัดลม ที่ครองสัดส่วนมากที่สุดนั้น คืออันดับ 1 ในประเภทเครื่องดื่มที่ผู้บริโภคจะเลือกดื่มเพื่อดับกระหายหรือเพิ่มความสดชื่น แม้จะมีเรื่องของการใส่ใจสุขภาพของคนไทยเข้ามาเป็นกำแพงขวางกั้น แต่ตลาดน้ำอัดลมในปีที่ผ่านมาก็กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง หลังจากที่เติบโตติดลบในช่วงก่อนหน้า โดยข้อมูลจากนีลเส็น ไอคิว พบว่า ในปีที่ผ่านมา ตลาดน้ำอัดลมมีมูลค่าประมาณ 57,000 ล้านบาท เติบโตที่ตัวเลข 2%

ในจำนวนนั้น จะแบ่งออกเป็นน้ำอัดลมประเภทโคล่า 70% และน้ำสี 30% ที่น่าสนใจก็คือ การเติบโตของน้ำอัดลมน้ำตาล 0% กลับมีตัวเลขสูงถึง 36% พร้อมกับผลักดันให้เซ็กเม้นต์น้ำอัดลมน้ำตาล 0% มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นไปเป็น 10% จากตลาดรวม เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแบบน่าสนใจ หลังจากที่ 2 – 3 ปีก่อนหน้านี้ ตลาดน้ำอัดลมน้ำตาล 0% ยังมีสัดส่วนไต่ระดับอยู่ที่ 3 – 4% เท่านั้น

ทำไม น้ำอัดลม ยังคงเป็นเครื่องดื่มที่ครองสัดส่วนมากที่สุดมาอย่างยาวนาน คำตอบแรกก็คือ เครื่องดื่มประเภทนี้ เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี ทำให้ ยิ่งอากาศร้อน การดื่มน้ำอัดลมก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับผู้เล่นในตลาดนี้เป็นยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมีการใส่เงินเข้ามาทำตลาดจำนวนมาก เมื่อรวมเข้ากับการมีระบบจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง สามารถกระจายสินค้าได้ครอบคลุมแทบทุกพื้นที่ของประเทศ จึงส่งผลให้ตลาดยังคงมีขนาดใหญ่สุดในบรรดาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ด้วยกัน
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การที่ผู้เล่นแต่ละรายพยายามที่จะสร้างโอกาสในการดื่มในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เราได้เห็นการมีแพ็คไซส์ที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์การดื่มทั้งที่เป็น Single Serve และ Multi Serve
รวมถึงการเพิ่มโอกาสในการดื่มกับมื้ออาหาร ที่จะเป็นเรื่องของการผลักดันสินค้าเข้าช่องทางร้านอาหารผ่านระบบการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ซึ่งเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ยังทำได้ไม่ค่อยดีเท่าน้ำอัดลม โดยการดื่มกับมื้ออาหาร หรือการขายเข้าช่องทางร้านอาหารนี้ มีสัดส่วนประมาณ 12% ของตลาดรวม ถือว่ายังมีโอกาสในการเติบโตได้อีกมาก
ทั้งหลายทั้งปวง ยังเข้ามาเป็นช่วยในการผลักดันการเติบโตให้กับตลาดน้ำอัดลมให้ยังคงมีการเติบโต แม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่มากนัก เนื่องจากการมีฐานของตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ของน้ำอัดลมนั่นเอง....

ถอดบทเรียนเป๊ปซีในตลาดน้ำอัดลม
ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น และ บริษัทเป๊ปซี่โค อิงค์ ผู้นำระดับโลกในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีการร่วมทุนเพื่อทำตลาดทั้งในประเทศญี่ปุ่น เวียดนาม และไทย โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมาบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด มีการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยที่ 5.9%
แม้สิ่งที่ถูกเติมเต็มเข้ามาจะเป็นเครื่องดื่มไม่มีคาร์บอเนตที่มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ เข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งชาอู่หลง “ทีพลัส” และกาแฟพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์ Boss แต่เครื่องดื่มคาร์บอเนตหรือน้ำอัดลม ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทร่วมทุนรายนี้ โดยมีสัดส่วน 75% ของรายได้ทั้งหมด
ผู้บริหารของเป๊ปซี่ ยังมองอีกว่า เทรนด์ที่น่าสนใจของตลาดน้ำอัดลมที่จะมาแน่นอนในปีนี้ก็คือ น้ำอัดลมที่ + คุณค่าต่างๆ อาทิ พลัสวิตามิน หรือไฟเบอร์ เข้าไปในตัวสินค้า ซึ่งในหลายประเทศ สินค้าในส่วนที่เป็นน้ำอัดลม + มีให้เห็นมากขึ้น
ขณะที่เป๊ปซี่ ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก สามารถนำสินค้าเข้ามาเปิดตัวได้ทันที อย่างในญี่ปุ่น หลายคนคงเคยเห็นน้ำอัดลม + ไฟเบอร์ หรือวิตามิน ที่ทั้งโค้กและเป๊ปซี่ ต่างมีการออกสินค้าในกลุ่มนี้ให้เห็นมากขึ้น
ถือเป็นอีกแนวโน้มที่น่าจะช่วยทำให้ตลาดน้ำอัดลมมีสีสันมากขึ้น....
อัตราการดื่มน้ำอัดลมเฉลี่ยต่อหัวของคนไทย
1 ลิตร/คน/เดือน

ในปีที่ผ่านมา ซันโทรี เป๊ปซี่ โค มีการเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจเครื่องดื่มน้ำอัดลม (Strengthen Core) โดยส่งผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ออกสู่ตลาด จนสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดได้สูงถึง 2.6% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มน้ำตาลน้อยและไม่มีน้ำตาล ที่ยังคงมีเทรนด์การเติบโตค่อนข้างดี
ซันโทรี เป๊ปซี่ โค วางเป้าหมายในการเพิ่มส่วนแบ่งสินค้าในกลุ่มน้ำอัดลมใน 5 ปีถัดจากนี้ไป ไม่น้อยกว่าปีละ 1% ขณะที่สัดส่วนการขายสินค้า แม้อาจจะมีตัวเลขปรับเปลี่ยนไปบ้างโดยน้ำอัดลมจะมีสัดส่วน 70% และเครื่องดื่มไม่อัดลมเพิ่มขึ้นเป็น 30% แต่เชื่อว่า ในระยะยาวสัดส่วนคงไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้
ส่วนสิ่งที่ยังเป็นกลยุทธ์หลักที่จะถูกใช้อย่างต่อเนื่องก็คือ การให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งเรื่องของการจัดจำหน่ายที่วันนี้ซันโทรี เป๊ปซี่ โค มีดิสทริบิวเตอร์ มากกว่า 20 ราย กระจายสินค้าครอบคลุมเครือข่ายร้านอาหาร และช่องทาง E-commerce ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวแทนจำหน่ายด้วยการนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการในเรื่องของการกระจายสินค้า
เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้าง Awareness ที่จะมีการสร้างการรับรู้ผ่าน 22 แคมเปญส่งเสริมการตลาดตลอดปี 2566 รวมถึงการวางแผนกลยุทธ์ราคาและกิจกรรมส่งเสริมการขายที่จูงใจ เพื่อให้เกิดการดึงสินค้าออกจากตู้แช่
การทำตลาดของเป๊ปซี่นั้น ถือเป็นแนวทางของการทำตลาดน้ำอัดลม ที่หัวใจสำคัญของความสำเร็จนอกจากการมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งแล้ว ยังมีเรื่องของการจัดจำหน่าย และแคมเปญการตลาดที่สามารถสร้างสีสันและโดนใจกลุ่มเป้าหมาย โดยเรื่องของการจัดจำหน่าย จะถูกให้ความสำคัญค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกับต้องมีสินค้าวางในทุกที่ที่มีลูกค้าอยู่

เทรนด์ที่น่าสนใจของตลาดน้ำอัดลม ตามมุมมองของ อนวัช สังขะทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด นั้น ตลาดยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องไปอีก เพราะน้ำอัดลม เป็นเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นที่คนไทยคุ้นเคยมานาน
แม้ตลาดในภาพรวมจะมีการเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียว แต่ตลาดน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาลหรือน้ำตาล 0% ก็ยังมีเทรนด์การเติบโตที่ดี จากปีที่ผ่านมาที่ตลาดเติบโตได้ถึงกว่า 30% ในปีนี้ คาดว่ายังคงน่าจะเติบโตในตัวเลขระดับดังกล่าว เนื่องจากคนไทยยอมรับและไม่เกิดคำถามในเรื่องของรสชาติของน้ำอัดลมแบบไม่มีน้ำตาลแล้ว โดยมองว่า รสชาติแทบจะไม่แตกต่างจากแบบมีน้ำตาล
ผู้บริหารของเป๊ปซี่ ยังมองอีกว่า เทรนด์ที่น่าสนใจของตลาดน้ำอัดลมที่จะมาแน่นอนในปีนี้ก็คือ น้ำอัดลมที่ + คุณค่าต่างๆ อาทิ พลัสวิตามิน หรือไฟเบอร์ เข้าไปในตัวสินค้า ซึ่งในหลายประเทศ สินค้าในส่วนที่เป็นน้ำอัดลม + มีให้เห็นมากขึ้น
ขณะที่เป๊ปซี่ ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก สามารถนำสินค้าเข้ามาเปิดตัวได้ทันที อย่างในญี่ปุ่น หลายคนคงเคยเห็นน้ำอัดลม + ไฟเบอร์ หรือวิตามิน ที่ทั้งโค้กและเป๊ปซี่ ต่างมีการออกสินค้าในกลุ่มนี้ให้เห็นมากขึ้น
ถือเป็นอีกแนวโน้มที่น่าจะช่วยทำให้ตลาดน้ำอัดลมมีสีสันมากขึ้น....