ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาตลาดนมพร้อมดื่มในประเทศไทยค่อนข้างหดตัว โดยเฉพาะนมวัวที่ถูกทดแทนด้วยนมทางเลือก อย่างนมจากพืช หรือ Plant-based Milk ไม่ว่าจะเป็นนมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ นมข้าวโอ๊ต น้ำนมข้าว นมข้าวโพด เป็นต้น ปัจจัยมาจากเทรนด์สุขภาพที่คนเริ่มให้ความใส่ใจ โดยเฉพาะหลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่มีส่วนสำคัญกระตุ้นให้ผู้บริโภคในตลาดตระหนักและให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ประกอบกับปัจจุบันมีผู้แพ้โปรตีนจากนมวัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่ยังให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำฟาร์มโคนมมีข้อเสียเปรียบในแง่ของการสร้างผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกค่อนข้างมาก ส่งผลให้ตลาดผลิตภัณฑ์นมจากพืชปี 2565 มีมูลค่า 17,960 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนร้อยละ 6.6 โดยนมจากพืชในประเทศไทย 93.4% คือนมถั่วเหลือง รองลงมา คือนมอัลมอนด์ น้ำนมข้าว นมข้าวโอ๊ต และกะทิพร้อมดื่ม

กันต์ กุลปิยะวาจา ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดประจำประเทศไทยและตลาดต่างประเทศ Goodmate ผลิตภัณฑ์นมทางเลือกที่ผลิตจากข้าวโอ๊ตธรรมชาติเต็มเมล็ด นำเข้าจากออสเตรเลีย 100% ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเทรนด์สุขภาพและความนิยมด้านการบริโภคอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก หรือ Plant-Based Diet ได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในต่างประเทศมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยภาพรวมตลาดนมจากพืชในปี 2565 มีมูลค่า 19,800 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาทและคาดการณ์ว่าภายในปี 2574 ภาพรวมมูลค่าตลาดนมทางเลือกทั้งหมดจะเติบโตขึ้นถึง 47,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท
สำหรับในประเทศไทยผลิตภัณฑ์นมโอ๊ตเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์นมทางเลือกทั้งหมด และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลยอดขายปีที่ผ่านมานมโอ๊ตมีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นจาก 12% เป็น 37% ซึ่งหากประเมินจากช่องทางการจัดจำหน่ายหลายช่องทางทั่วประเทศ คาดการณ์ว่าจะสูงถึง 1,500 ล้านบาท

ปีนี้ Goodmate จึงเดินหน้าลุกตลาดนมโอ๊ตต่อเนื่องพร้อมขึ้นแท่นผู้นำในไทย เตรียมขยายกำลังการผลิตและช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ครอบคลุมทั่วประเทศควบคู่กับการสร้างทีมกระจายสินค้าและสร้างพันธมิตรกับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ทั้งกลุ่ม B2B และ B2C เพื่อผลักดันให้แบรนด์เติบโตและตอบสนองความต้องการของตลาดนมโอ๊ตที่เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันช่องทางขายหลักของ Goodmate เป็น Modern Trade และ Online โดย Modern Trade ครอบคลุมแล้ว 90% ในประเทศไทย กำลังขยายสู่ร้านค้า Local Supermarket หัวเมืองใหญ่ต่อไปช่วงเวลาที่เหลือของปี จะเริ่มส่งออกไปยังประเทศอื่นๆใน Asia พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าขยายสู่ตลาดเอเชีย โดยคุณกันต์ เสริมว่ายอดขายน่าจะเติบโตถึง 150% ในช่วงไตรมาสที่ 2/2566 และเตรียมบุกตลาดโลกภายในปี 2567 ตอกย้ำแบรนด์อันดับ 1 ของผลิตภัณฑ์นมทางเลือก
“Goodmate เป็นสินค้าในกลุ่มพรีเมียมที่ผลิตจากเมล็ดโอ๊ตแบบเต็มเมล็ด นำเข้าจากประเทศออสเตรเลียที่ถือว่าเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกข้าวโอ๊ตที่ดีที่สุดในโลก ทำให้ได้ประโยชน์คุณค่าทางอาหารสูง ซึ่งปัจจุบันเรามีให้เลือก 3 รสชาติ คือ The Original Oatmilk รสออรินัล, Chocolate Deluxe Oatmilk รสช็อคโกแลตจากเบลเยี่ยม และ Oat-Barista Professional โดยเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ มองหาสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องประโยชน์และรสชาติที่อร่อยกลมกล่อมในแบบฉบับเฉพาะตัว ตอบสนองผู้บริโภคที่แพ้นมวัวและมองหาผลิตภัณฑ์มาทดแทน”

ส่วนของการทำตลาดในต่างประเทศ Goodmate วางแผนเจาะตลาดญี่ปุ่น เกาหลี จีน และสิงคโปร์ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์นมทางเลือกสูงและแนวโน้มการเติบโตอย่างน่าสนใจขนานไปกับการเดินหน้าทำการตลาดในประเทศไทยรองลงมาเป็นตลาด CLMV โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาและวางแผนผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น อาทิ เน้นผลิตสินค้าขนาดพกพา 180 ml.นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ โดยคาดว่าจะสามารถจำหน่ายภายในปีนี้ พร้อมขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ และร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศไปพร้อม ๆ กับขยายการรับรู้ให้ผู้บริโภคไทยหันมานิยมรับประทานนมทางเลือกมากขึ้น เพื่อเป้าหมายการเติบโต 150% ภายในปี 2566 ด้วยการเลือก ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ เป็นแบรนด์พรีเซ็นเตอร์คนแรก ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจดูแลตัวเองเลือกสินค้าที่มีประโยชน์และมีสุขภาพที่ดี พร้อมปล่อยหนังโฆษณาชุดใหม่ล่าสุด เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์สุขภาพและเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเลือกใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก
อีกจุดเด่นของ Goodmate คือการเป็นนมทางเลือกที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องของสุขภาพ แต่ยังให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อเทียบกับนมทางเลือกอื่น ๆ นมโอ๊ตดีต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด โดยวัดจากภาพรวมในเรื่องปริมาณน้ำรวมไปถึงเรื่องพื้นที่ในการปลูก ซึ่งคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในการผลิตนมโอ๊ต 1 แก้วนั้น อยู่ที่ 0.18 กิโลกรัม แม้จะมากกว่านมอัลมอนด์อยู่เล็กน้อย แต่นมโอ๊ตหนึ่งแก้วใช้น้ำเพียง 9.6 ลิตร ซึ่งน้อยกว่าปริมาณน้ำที่นมอัลมอนด์ใช้ถึง 8 เท่า นอกจากนี้นมโอ๊ตยังใช้พื้นที่ในการปลูกข้าวโอ๊ตน้อยกว่าพื้นที่ในการเลี้ยงวัวราว 91% ซึ่งนมวัว 1 แก้ว ใช้พื้นที่ 1.8 ตารางเมตร ในขณะที่นมโอ๊ตใช้พื้นที่เพียง 0.16 ตารางเมตรเท่านั้น
นอกจากนี้ฟาร์มข้าวโอ๊ตในออสเตรเลียยังคำนึงถึงการปลูกอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกากข้าวโอ๊ตที่เหลือจากกระบวนการผลิตนมโอ๊ต Goodmate ยังถูกส่งต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ สามารถนำไปใช้เป็นอาหารให้แก่สุกรและสัตว์อื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการเกษตรแบบอินทรีย์ รวมถึงยังช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนอีกด้วย.
“สำหรับครึ่งปีแรก จะเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรักสุขภาพไปที่ตลาดเอเชียก่อนโดยทำการตลาดเชิงรุกเน้นการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกจุดและวางแผนกลยุทธ์อย่างเข้มข้น เพื่อขยับเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์นมทางเลือกอันดับหนึ่งของไทยและเอเชีย พร้อมก้าวสู่ Global Brand ซึ่งปัจจุบันเดินหน้าเต็มกำลัง โดยอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพร่วมขยายตลาดในแต่ละประเทศ ขึ้นแท่นผู้นำตลาดในกลุ่มประเภทนมโอ๊ตต่อไปในอนาคต” กันต์ กล่าวทิ้งท้าย
อีกจุดเด่นของ Goodmate คือการเป็นนมทางเลือกที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่เรื่องของสุขภาพ แต่ยังให้ความสำคัญในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อเทียบกับนมทางเลือกอื่น ๆ นมโอ๊ตดีต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด โดยวัดจากภาพรวมในเรื่องปริมาณน้ำรวมไปถึงเรื่องพื้นที่ในการปลูก ซึ่งคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในการผลิตนมโอ๊ต 1 แก้วนั้น อยู่ที่ 0.18 กิโลกรัม แม้จะมากกว่านมอัลมอนด์อยู่เล็กน้อย แต่นมโอ๊ตหนึ่งแก้วใช้น้ำเพียง 9.6 ลิตร ซึ่งน้อยกว่าปริมาณน้ำที่นมอัลมอนด์ใช้ถึง 8 เท่า นอกจากนี้นมโอ๊ตยังใช้พื้นที่ในการปลูกข้าวโอ๊ตน้อยกว่าพื้นที่ในการเลี้ยงวัวราว 91% ซึ่งนมวัว 1 แก้ว ใช้พื้นที่ 1.8 ตารางเมตร ในขณะที่นมโอ๊ตใช้พื้นที่เพียง 0.16 ตารางเมตรเท่านั้น
นอกจากนี้ฟาร์มข้าวโอ๊ตในออสเตรเลียยังคำนึงถึงการปลูกอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกากข้าวโอ๊ตที่เหลือจากกระบวนการผลิตนมโอ๊ต Goodmate ยังถูกส่งต่อให้เกษตรกรในพื้นที่ สามารถนำไปใช้เป็นอาหารให้แก่สุกรและสัตว์อื่น ๆ เพื่อส่งเสริมการเกษตรแบบอินทรีย์ รวมถึงยังช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนอีกด้วย.
“สำหรับครึ่งปีแรก จะเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรักสุขภาพไปที่ตลาดเอเชียก่อนโดยทำการตลาดเชิงรุกเน้นการเข้าถึงผู้บริโภคในทุกจุดและวางแผนกลยุทธ์อย่างเข้มข้น เพื่อขยับเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์นมทางเลือกอันดับหนึ่งของไทยและเอเชีย พร้อมก้าวสู่ Global Brand ซึ่งปัจจุบันเดินหน้าเต็มกำลัง โดยอยู่ในขั้นตอนการคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพร่วมขยายตลาดในแต่ละประเทศ ขึ้นแท่นผู้นำตลาดในกลุ่มประเภทนมโอ๊ตต่อไปในอนาคต” กันต์ กล่าวทิ้งท้าย