ก่อนจะมาเป็น บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ในทุกวันนี้ ผู้เล่นรายนี้ก้าวมาจากการเป็นยี่ปั๊วขนมแถวย่านมหานาคภายใต้ชื่อ ตั้งกิมเฮง หรือศรีวิวัฒน์ ในปี 2515 ซึ่งผลิตภัณฑ์แรกของบริษัทไม่ใช่เบนโตะ เจเล่ หรือขนมขาไก่โลตัส สแน็คที่ทำตลาดในเซ็กเม้นต์ขนมขึ้นรูป แต่เป็นผลิตภัณฑ์อย่าง “เมล็ดแตงโม” ก่อนที่จะขยายมาตั้งโรงงานผลิตเวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตตรา “คุณหนู” และ “กามเทพ” รวมถึงขนมบิสกิตตราช้าง
สินค้าที่ออกมาเหล่านั้น ไม่เปรี้ยงปร้างเท่ากับการออกสินค้าอีก 2 ตัวตามมา นั่นคือการออกสินค้าอย่างเบนโตะ ในปี 2537 และเจเล่ ที่เป็นเยลลี่ พร้อมดื่มในปี 2543 ซึ่งสินค้าทั้ง 2 แบรนด์ ต่างก็เข้ามารับบทบาท “พระเอก - นางเอก” ให้กับศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง ที่ขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายได้เป็นอย่างดีมาตลอด
โดยเฉพาะเจเล่ ที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในมือถึง 76% การสร้างแบรนด์เจเล่ให้ติดจนกลายเป็นผู้นำตลาดถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะเป็นการฉีกหนีจากการแข่งขันในตลาดขนมเยลลี่ที่มีกลุ่มเป้าหมายเด็กๆ มาสู่การสร้างน่านน้ำใหม่คือ “เยลลี่ พร้อมดื่ม” ภายใต้แบรนด์ “เจเล่ บิวตี้”
เจเล่ บิวตี้ เข้าสู่ตลาดด้วยจุดขายที่ชัดเจน นั่นคือการเป็นเครื่องดื่มรองท้องที่มีแคลอรีต่ำ โดยมีแคลอรีเริ่มต้นที่ 35 – 60 แคลอรีจากการมีส่วนผสมคาราจีแนน และคอนยัคกุ หรือผงบุก ด้วยจุดขายที่เป็นฟังก์ชั่นนัลด้านการดูแลรูปร่าง ในราคาที่จับต้องง่าย คือเริ่มต้นที่ 10 บาท ซึ่งเป็น Price Point ที่สามารถควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อซื้อสินค้าได้ง่าย
แต่สิ่งที่ถูกนำมาสร้างเป็น Value Proposition ของสินค้าก็คือเรื่องของความสวยงาม เป็นการนำเรื่องของ Emotional Benefit เข้ามาต่อยอดจากฟังก์ชั่นนัลของสินค้าที่กินเพื่อรองท้องโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความอ้วน เพราะมีแคลอรีต่ำ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือเจเล่ บิวตี้ มีการสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนผ่านการนำดาราดังเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อสื่อถึงสิ่งที่แบรนด์ส่งมอบให้ โดยการต่อยอดด้วย Emotional ดังกล่าว ถือเป็นจุดที่ค่อนข้างได้ผลดี แต่สิ่งที่เป็นตัวสนับสนุนให้แบรนด์นี้ได้รับการตอบรับก็คือการไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ อย่างล่าสุด ในช่วงที่ผ่านมาก็มีการปรับภาพลักษณ์ใหม่ครั้งแรกในรอบ 5 ปี ด้วยการชูภาพลักษณ์ดีไซน์ใหม่เน้นความทันสมัย พร้อมออกภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ดึง “คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส” เข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการออกสินค้าใหม่ตามมา คือ “เจเล่บิวตี้ กลิ่นอาซาอิ เบอร์รี่” มีลูทีน ซีแซนทิน และวิตามินเอ นับเป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาเสริมทัพเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคและเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มพร้อมตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอเฉลี่ยวันละ 6-8 ชั่วโมง
สินค้าใหม่ดังกล่าว นอกจากกินเพื่ออยู่ท้องและให้ความอร่อยสดชื่นแล้ว ยังช่วยเสริม Portfolio ให้แข็งแกร่งขึ้นในด้านคุณประโยชน์จากวิตามินต่างๆ ซึ่ง อาซาอิ เบอร์รี่ มีความโดดเด่นในด้านของสุขภาพและการชะลอวัย อีกทั้งลูทีน ซีแซนทิน และวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา เป็นการออกสินค้าเพื่อขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ ตอบรับกระแสคนที่ดูแลและใส่ใจเรื่องสุขภาพ และตรงตามโจทย์ในการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มใหม่ๆ เสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์เจเล่ให้เป็นแบรนด์ที่มีเบเนฟิตทั้งเรื่องของบิวตี้ และเฮลท์ตี้
สิ่งที่น่าสนใจก็คือไม่ใช่แค่ตลาดไทย แต่เจเล่ บิวตี้ยังออกไปประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศ ทำให้ศรีนานาพร ต้องมีการขยายการลงทุนสร้างโรงงานในประเทศกัมพูชาและเวียดนาม โดยเฉพาะเวียดนาม ถือเป็นอีกตลาดที่เจเล่ บิวตี้ ไปได้ค่อนข้างดี
การเข้าตลาดเวียดนามนั้นใช้สูตรสำเร็จเดียวกับการทำตลาดในไทย นั่นคือการขายในเรื่องของความงาม เจาะกลุ่ม เป้าหมายวัยรุ่น และคนวัยเริ่มต้นทำงาน โดยมีการเลือกใช้ “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก” ซึ่งเป็นดารายอดนิยมของคนเวียดนามเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อสื่อถึงสิ่งที่เป็นจุดขายของเจเล่ บิวตี้ ซึ่งได้ผลค่อนข้างดี
เวียดนามถือเป็นตลาดใหญ่ของศรีนานาพร ที่เข้ามาสร้างฐานในการทำตลาดมากว่า 15 ปี จนกลายแบรนด์หลักของบริษัทสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเบนโตะ ขนมขบเคี้ยวในกลุ่ม “Sea Snack” ที่เป็นปลา หมึกทอดกรอบปรุงรส กลายเป็นสินค้ายอดนิยมของคนเวียดนามไปแล้ว

ขณะที่เจเล่ และขนมขาไก่ โลตัส ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเจเล่ กลายเป็นอีกแบรนด์ที่มาแรง จากจุดแข็งที่แตกต่าง การตลาดที่เข้มข้น และพันธมิตรที่เป็นบริษัทจัดจำหน่ายที่เข้มแข็ง โดยมีพันธมิตรที่เป็นบริษัทจัดจำหน่ายสัญชาติไทยที่เชี่ยวชาญในการกระจายสินค้าในประเทศเวียดนาม อย่างบริษัท Chance and Challenge Co., Ltd. หรือ CAC พันธมิตรในการนำเข้าขนมขบเคี้ยวจากไทยเข้ามาจำหน่ายมากว่า 15 ปี และจัดจำหน่ายสินค้าให้กับแบรนด์ไทยหลายแบรนด์อาทิ ทิปโก้ และดัชมิลล์ เข้ามาช่วยกระจายสินค้าให้
CAC มีศูนย์กระจายสินค้าหรือดี.ซี.อยู่ทั่วประเทศเวียดนาม 36 แห่ง สามารถกระจายสินค้าครอบคลุมร้านค้าส่ง 400 ราย ร้านค้าปลีกดั้งเดิม 140,000 ร้านค้า และขายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดอีก 8,275 ร้านค้า มีทีมขายกว่า 300 คน เข้ามาเป็นเซลส์ฟอร์ซที่แข็งแกร่งในการผลักดันสินค้าเข้าสู่ช่องทางขาย เป็นอีกหนึ่งหัวใจของความสำเร็จ นอกจากตัวแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่มีจุดขายที่โดนใจ
สำหรับในเมืองไทย ข้อมูลจากเอซี นีลเส็น (AC Nielsen) ระบุว่า “ตลาดเยลลี่พร้อมดื่ม” นับเป็นอีกตลาดหนึ่งที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยอยู่ที่ 9% ในขณะที่เจเล่ผู้นำตลาดมีอัตราการเติบโตอยู่ 22% และมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 76%
การเป็นแบรนด์แรกๆ ที่เข้ามาบุกเบิกและสร้างตลาดเยลลี่พร้อมดื่มขึ้นมา กลายเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง โดย เฉพาะกับเรื่องของความคุ้นเคยในตัวสินค้าที่สามารถต่อยอดไปสู่การยอมรับแบรนด์ ขณะเดียวกัน การเป็นแบรนด์แรกยังมีข้อได้เปรียบในแง่ของแบรนด์อะแวร์เนสอีกด้วย
แม้จะมีคู่แข่งมากขึ้นแต่ด้วยการเป็นแบรนด์แรกๆ ที่บุกเบิกตลาดเยลลี่พร้อมดื่ม ทำให้สามารถยึดตำแหน่งความเป็นผู้นำตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น.....