เอสโตเนียเป็นประเทศเล็กๆ ในเขตทะเลบอลติกมีพื้นที่ประมาณ 45,227 ตารางกิโลเมตร หรือเล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 11 เท่า มีอาณาเขตทางทิศเหนือติดกับอ่าวฟินแลนด์ ทิศตะวันตกติดกับทะเลบอลติก มีพรมแดนทางทิศใต้ติดกับประเทศลัตเวีย และทางทิศตะวันออกติดกับประเทศรัสเซีย มีประชากรประมาณ 1.3 ล้านคน
ด้วยทำเลที่ตั้งของประเทศที่มีทางออกสู่ทะเล จึงทำให้ในอดีตเอสโตเนียเคยถูกยึดครองจากประเทศมหา อำนาจมาหลายต่อหลายครั้ง ก่อนที่เอสโตเนียจะกลับมาเป็นเอกราชหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991
หลังได้รับเอกราชเอสโตเนียมีปัญหาเหมือนกับประเทศที่กำลังพัฒนาทั่วไป คือมีปัญหาคอร์รัปชันสูงมาก ทำให้รัฐบาลของเอสโตเนียในสมัยนั้นตัดสินใจใช้วิธีที่แตกต่างจากประเทศพัฒนาอื่นๆ คือเลือกใช้เทคโนโลยีสมัย ใหม่เข้ามาแก้ปัญหา ซึ่งเป็นที่มาของโครงการ Enter E-Estonia
จากวันนั้นถึงวั้นนี้ ผ่านไป 30 ปี เอสโตเนียได้กลายมาเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้าน e-Governance และ Digitalize ของโลก ประชากรของเอสโทเนียสามารถใช้บริการภาครัฐที่เป็น e-Service มากถึง 99%
Carmen Raal Digital Transformation Adviser e-Estonia Briefing Centre อธิบายว่า สาเหตุที่เอสโตเนียตัดสินใจปฏิรูปรัฐบาลเป็น Digital Government มาจาก 2 เหตุผลหลัก คือ
1. แก้ปัญหาคอร์รัปชัน หลังจากที่แยกตัวออกมาจากอดีตสหภาพโซเวียตในปี 1991 ประเทศเอสโตเนียประสบปัญหาคอร์รัปชันและขาดแคลนทรัพยากร
2. ลดต้นทุนการให้บริการภาครัฐ เอสโตเนียเป็นประเทศเล็ก มีประชากรประมาณ 1.3 ล้านคน ทำให้มีต้น ทุนในการให้บริการของภาครัฐสูง และไม่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่มีประชากรจำนวนมาก
ครั้งนั้นเอสโตเนียมีการระดมคนที่มีความชำนาญด้านเทคโนโลยีเข้ามาเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีสถาบัน วิจัยด้าน Cybernetics ซึ่งหารือร่วมกับรัฐบาลแล้วเห็นตรงกันว่า Digitalization จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้
สิ่งที่ทำให้เอสโตเนียประสบความสำเร็จในการ Digitalize บริการภาครัฐ คือพรรคการเมืองต่างๆ เห็นไปในทางเดียวกันว่า ประเทศจะต้องพัฒนาด้าน Digital ต่อเนื่องไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล
นอกจากนี้ รัฐบาลยังร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำวิจัยและพัฒนา รวมถึงมีการปรับกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อเอื้อให้เกิด Digitalization ภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา นอกจากองค์กรด้าน IT แล้ว ยังมีภาคธนาคาร ที่ต้องการให้บริการบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อเข้าถึงคนได้มากขึ้นด้วยต้นทุนการให้บริการที่ถูกกว่าการเปิดสาขา นอกจากนี้ ธนาคารยังสนับสนุนการพัฒนา Computer Literacy ของคนในประเทศ เพื่อรองรับการใช้บริการแบบดิจิทัล

3 Pillars
การทรานส์ฟอร์มจากอะนาล็อกไปสู่ดิจิทัลของเอสโตเนียครั้งนี้ถูกคิดอยู่บนพื้นฐาน 3 เสาหลัก ได้แก่
1. Confidentiality คือการที่คนสามารถยืนยันตัวตนผ่าน e-identification ได้อย่างปลอดภัย มั่นใจว่า ข้อมูลต่างๆ เป็นความลับ ปัจจุบันมี “อุปกรณ์” ในการยืนยันตัวตน 3 รูปแบบ คือ 1. บัตรประชาชนที่มี Chip 2. Mobile ID ซึ่งเป็นซิมการ์ดที่ใช้ยืนยันตัวตน และ 3. Smart ID แอปพลิเคชันที่ใช้ยืนยันตัวตน โดยอุปกรณ์เหล่านี้ จะต้องใช้ร่วมกับ PIN 1 และ PIN 2 โดย PIN 1 ใช้กับการยืนยันตัวตน เช่น การล็อกอินเข้าระบบต่าง ๆ PIN 2 ใช้ในการลงนาม Digital Signature ซึ่งเทียบเท่ากับการลงนามบนกระดาษ มีผลผูกพันทางกฎหมาย
ปัจจัยที่ทำให้ e-Identity ในเอสโตเนียประสบความสำเร็จ คือรัฐบาลบังคับให้ทุกคนมี Digital Identity โดยให้มาพร้อมกับบัตรประชาชน นอกจากนี้ รัฐยังเปิดให้ภาคเอกชนต่างๆ นำ e-Identity ไปใช้ในการยืนยันตัวตน ทำให้มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารที่นำไปใช้ยืนยันตัวตนลูกค้า เพื่อทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งทำให้ประชาชนคุ้นเคยกับการใช้ e-Identity เทคโนโลยีหนึ่งที่นำมาใช้ในการยืนยันตัวตนออนไลน์ คือ Splitkey ของ Cybernetica ซึ่งทำให้คนสามารถใช้มือถือและแท็บเลตในการลงนาม Digital Signature
2. Availability คือข้อมูลต้องเข้าถึงได้ตลอดเวลา โดยสิ่งที่สนับสนุนสิ่งนี้ คือ X-Road พัฒนาโดยบริษัท Cybernetica
X-Road เป็น Secure Data Exchange Infrastructure ที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ สามารถส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันได้อย่างปลอดภัย ด้วยการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่ง โครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลของเอสโตเนียเป็นแบบ Decentralized คือแต่ละหน่วยงานจัดเก็บข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของตัวเอง เมื่อหน่วยงานอื่นต้องการใช้ข้อมูลดังกล่าวสามารถดึงข้อมูลดังกล่าวไปใช้ ทำให้ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลเดียวกันซ้ำใน 2 ที่ (Once-only Principle) มั่นใจได้ว่า ข้อมูลถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
เช่น ข้อมูลที่อยู่จะถูกจัดเก็บไว้ที่ฐานข้อมูลของทะเบียนราษฎร์เพียงที่เดียว หากหน่วยงานอื่นต้องการทราบว่า บุคคลนี้อาศัยอยู่ในเมือง Tallinn หรือไม่ สามารถดึงข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ โดย e-Service ของหน่วยงานอื่น จะถามมาที่ฐานข้อมูลของทะเบียนราษฎร์ว่า บุคคลนี้อาศัยอยู่ใน Tallinn หรือไม่ และได้รับคำตอบเพียงเท่าที่จำเป็นต่อการตอบคำถามเท่านั้น (Need-to-know Basis) หากมีการย้ายบ้านก็แจ้งย้ายบ้านกับทะเบียนราษฎร์เพียงครั้งเดียว ไม่ต้องไปแจ้งหน่วยงานอื่นๆ โดยข้อมูลจะถูกส่งผ่าน X-Road แต่ X-Road ไม่ได้จำกัดการใช้งานเฉพาะหน่วย งานราชการ หน่วยงานเอกชนก็จัดเก็บข้อมูลและส่งข้อมูลผ่าน X-Road เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร มหาวิทยาลัย ฯลฯ
3. Integrity หรือความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูล ซึ่งไม่มีใครสามารถแก้ไขข้อมูล จึงมีการนำ KSI Blockchain ที่บริษัท Guardtime ให้กับรัฐบาลเอสโตเนีย มาใช้ในการรักษาความปลอดภัยของ Sensitive Data การพัฒนา KSI Blockchain มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่เอสโตเนียโดน Cyberattack ในระดับประเทศ จึงต้องหาวิธีรักษาความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังมี Data Embassy คือการ Back Up ข้อมูลต่างๆ ไว้ในต่างประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยง หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ข้อมูลหายไป หรือเกิด Cyberattack

ปัจจุบัน 99% ของบริการกลายเป็น e-Service โดยบริการเดียวที่ยังไม่สามารถทำออนไลน์ได้ คือการหย่า เพราะติดข้อจำกัดด้านกฎหมาย คาดว่า บริการภาครัฐจะเป็น e-Service ได้ 100% ในปี 2024 อย่างไรก็ดี ทุกบริการที่เป็น e-Service หากไม่สะดวกใช้บริการ สามารถใช้บริการรูปแบบเดิม โดยจะได้รับบริการรวดเร็วขึ้น เนื่องจากคนจำนวนมากเปลี่ยนไปใช้ e-Service
ตัวอย่าง e-service ที่ให้บริการ คือ
การยื่นภาษี บริการแรกๆ ที่ปรับเป็น e-Service ปัจจุบันสามารถยื่นชำระภาษีได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่คลิก เนื่องจากข้อมูลส่วนใหญ่ถูก Prefill มาให้แล้วโดยระบบ จากข้อมูลที่ดึงมาจากหน่วยงานต่างๆ ปัจจุบันคนยื่นภาษีผ่านระบบออนไลน์ 90%
Internet Voting (i-Voting) ปี 2005 เอสโตเนียเป็นประเทศแรกในโลกที่มีการเลือกตั้งระดับประเทศผ่านอินเทอร์เน็ต ข้อดีของการเลือกตั้ง Online คือสะดวก ลดค่าใช้จ่ายในการจัดคูหาเลือกตั้ง รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับคนเอสโตเนียที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศที่ไม่มีสถานทูต นอกจากนี้ ยังช่วยลดเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพราะเลือกตั้งซ้ำได้หลายครั้งจนกว่าจะปิดให้เลือกตั้ง
พบว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเดือนมีนาคม 2023 ที่ผ่านมา มีคนเลือกตั้งผ่าน i-Voting ประมาณ 51% ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีผู้เลือกตั้งออนไลน์มากกว่าครึ่งของคนที่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด เทียบกับครั้งแรกที่มีคนมาเลือกตั้งออนไลน์แค่ 2%
สาเหตุที่คนยังออกมาเลือกตั้งที่คูหาแบบเดิม อาจเป็นเพราะเอสโตเนียเพิ่งได้รับเอกราชมาไม่นาน การออก มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่คูหาจึงเหมือนสัญลักษณ์เฉลิมฉลองการได้รับเอกราช และการเลือกตั้งเป็นประเพณีของครอบ ครัว อีกทั้งคนบางกลุ่มมองว่าการเลือกตั้ง Online ไม่ปลอดภัย
การใช้ลายเซ็นดิจิทัลในการยืนยันตัวตนที่มีการใช้งานไปแล้วมากกว่า 1.4 พันล้านครั้ง ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร
นอกจากนี้ยังมีการใช้งานทั่วไปอื่นๆ มากกว่า 3,000 บริการ อาทิ การตรวจสอบเวชระเบียน, ตรวจสอบภาษี, ใช้เป็นบัตรประกันสุขภาพแห่งชาติ, ใช้เป็นบัตรประชาชนสำหรับการเดินทางตามกฎหมายสำหรับพลเมืองเอสโตเนียภายในสหภาพยุโรป ที่สำคัญคือ 99% ของบริการสาธารณะนั้นสามารถทำผ่านช่องทางออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง
เบื้องหลังความสำเร็จของเอสโตเนียครั้งนี้ มาจากความพยายามวางโครางสร้างพื้นฐาน ตลอดจนออกแบบการใช้งาน Electronic ID ให้เรียบง่ายหรือ Simplicity มากที่สุด และเพิ่มทางเลือกในการใช้งานให้มากที่สุด
ปัจจุบัน คนเอสโตเนีย 64% ใช้งานในชีวิตประจำวันจาก ID Card หรือบัตรประชาชนทั่วไปที่ต้องใช้การ์ด รีดเดอร์ และ 19% ใช้ Mobile ID, 44% ใช้ Smart ID ผ่านแอปพลิเคชัน

จาก e-Governance ต่อยอดสู่ภาคเอกชน
ความมั่นคงในระบบโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ประกอบกับนโยบายของประเทศที่เปิดกว้างเพื่อรองรับนักลงทุนรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่สตาร์ทอัพ ทำให้ในปัจจุบันเอสโตเนียเป็นแหล่งรวม Startup ของโลกแห่งหนึ่ง ไม่แพ้กับประเทศใหญ่ๆ อย่าง สหรัฐอเมริกา หรืออิสราเอล
ทุกวันนี้เอสโตเนียเป็นประเทศที่มี Startup per Capita สูงที่สุดในโลก มี Unicorn per Capita สูงที่สุดในยุโรป และเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเอสโตเนียมีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นมากกว่า 10 บริษัทแล้ว
เหตุผลสำคัญที่ทำให้เอสโตเนียกลายเป็นสวรรค์ของนักลงทุนกลุ่มสตาร์ทอัพของโลก โดยรัฐบาลพยายามตัดเงื่อนไขที่ยุ่งยากในการสร้างบริษัทออกไป ทำให้เอสโตเนียมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ เช่น มี Ease of Doing Business ในระดับสูง เช่น สามารถตั้งบริษัทได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีโครงการ e-Residency คือการที่คนต่างชาติมาสมัครเป็นพลเมืองของเอสโตเนีย
ที่สำคัญ คือรัฐบาลมองว่า 98% ของบริษัทที่เข้ามานั้นเป็น SMEs ซึ่งภาครัฐต้องช่วยเหลือในเรื่องของการทำธุรกิจระหว่างประเทศ ดังนั้นบริษัทสัญชาติเอสโตเนีย ที่บริหารจัดการบริษัทได้แบบออนไลน์ 100% ลดความยุ่ง ยากในการติดต่อกับรัฐบาล ทำให้เข้าถึง European Single Market โดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่เอสโตเนีย
เมื่อมารวมกับข้อดีจากโครงการ e-Residency เอสโตเนียได้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษี ชดเชยภาษีที่เก็บได้น้อยลงจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ รวมถึงเกิดการสร้างงานทางอ้อมภายในประเทศ และมีการใช้จ่ายหรือใช้บริการบริษัทอื่นๆ นอกจากนี้ เอสโตเนียยังมีนโยบายจัดเก็บภาษีที่ดึงดูด โดยยกเว้นการเก็บภาษีจากกำไรที่นำกลับ มาลงทุนต่อ รวมทั้งชุมชน Startup สนับสนุนกันและกัน แบ่งปันความรู้กัน เนื่องจาก Startup ในเอสโตเนียไม่แข่งขันกันแย่งส่วนแบ่งตลาดในประเทศ เพราะต่างมีตลาดของตัวเองในต่างประเทศ

What’s Next?
เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันอยู่เสมอ เอสโตเนียก็ยังมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้นอีกในอนาคต ดังนี้
1. รัฐบาลต้องการเป็น Proactive Government ที่จะนำบริการหรือสิทธิที่ประชาชนแต่ละคนพึงได้รับไปยื่นให้กับประชาชนโดยไม่ต้องมาสมัคร เพราะประชาชนบางคนก็ไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการใดบ้าง เช่น เมื่อคลอดลูก โรงพยาบาลจะแจ้งเกิดให้ พ่อแม่ที่มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือเลี้ยงดูบุตรจะได้รับข้อความให้เลือกบัญชีที่จะรับเงินทันที โดยไม่ต้องไปแจ้งกับหน่วยงานที่ให้สวัสดิการเองว่าตัวเองมีลูกแล้ว เป็นต้น
2. นำ AI Chatbot มาช่วยในการโต้ตอบกับประชาชน ให้ความช่วยเหลือและให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริการภาครัฐ พัฒนา Speech Recognition เพื่อให้สามารถคุยกันได้โดยใช้เสียง ทำให้คนที่มีปัญหาไม่สามารถพิมพ์โต้ตอบ สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างเท่าเทียม
3. ใช้งานระบบต่างๆ ในต่างประเทศได้ (Cross-border Digitalization) ซึ่งในปัจจุบันใช้ได้แล้ว เช่น e-Prescription สามารถให้หมอที่หาประจำออกใบสั่งยาให้ และแสดงบัตรประชาชนซื้อยาในฟินแลนด์ได้ เป็นต้น
4. เตรียมพัฒนาระบบ Personalized Medicine คือการนำข้อมูลทางการแพทย์และข้อมูลทางพันธุกรรมมาประมวลผล เพื่อให้คำแนะนำกับประชาชนในการป้องกันโรค ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการรักษาโรค
5. มุ่งสู่ Green ICT ด้วยการหาแนวทางและกำหนดยุทธศาสตร์ในการลด Carbon Footprint ที่เกิดการจากจัดเก็บข้อมูลและดำเนินการด้านดิจิทัล

ถอดบทเรียนสู่ประเทศไทย
ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อธิบายว่า ความสำเร็จของการพัฒนา e-Governance ของเอสโตเนียนี้ มาจากนโยบายของภาครัฐที่ชัดเจนและต่อเนื่อง รวมถึงยังมีการร่วมพัฒนาไปพร้อมๆ กับ หน่วนงานเอกชน เช่น สถาบันการเงิน เนื่องจากทางธนาคารของเอสโตเนียก็ประสบปัญหาไม่สามารถขยายสาขาได้มากพอ เพราะจำนวนประชากรที่มีน้อยจึงพยายามพัฒนาเอาดิจิทัล แพลตฟอร์มเข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบการเงินให้เป็น Online Service
ซึ่งหัวใจสำคัญนั้นอยู่ที่การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการทำให้คนทั่วไปได้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ และยอมรับเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งคล้ายกับประเทศไทยที่มีการใช้งานผ่านแอปเป๋าตังในช่วง COVID-19
ความพร้อมของ Ecosystem ในการใช้ Electronic ID ของเอสโตเนียในปัจจุบัน เชื่อหรือไม่ว่าประชาชนสามารถซื้อรถยนต์ที่โชว์รูม โดยจดทะเบียน, ชำระเงิน, ซื้อประกันได้ภายใน 5 นาที
“เรื่อง Digital Adaptive ต้องยอมรับว่าเอสโตเนียเป็นหนึ่งในประเทศที่มี e-Governance ที่สมบูรณ์มากๆ ความก้าวหน้าของของเอสโตเนียมาจากในเรื่องของความมั่นคง เพราะอยู่ใกล้ประเทศมหาอำนาจ จึงจำเป็นต้องหาเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือที่จะทำให้แข่งขันได้
ในส่วนของการเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ในภาคการเงิน มุมของธนาคารกรุงไทย ประเทศไทยก็ไม่ได้หนีไปเทรนด์ที่เห็นในเอสโตเนีย สิ่งที่แตกต่างกันก็คือประเทศไทยใช้วิธีการขับเคลื่อนจากอีกมิติหนึ่ง ที่มีบริบทที่แตกต่างกัน แต่คือเรื่องเดียวกัน
สิ่งที่ยากในประเทศไทยจะเป็นเรื่องนโยบายรัฐและเรื่องข้อกฎหมาย รวมถึงเรื่องโครงสร้างพื้น ฐานในระบบสื่อสาร และเรื่องความไว้วางใจ แต่เราสามารถนำเทคโนโลยีไปเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน หรือลดต้นทุนในเรื่องของการทำงานต่างๆ เช่น Paperless ได้ หลังจากนี้ทางธนาคารจะมีการส่งทีมงานที่เกี่ยวข้องมาคุยในรายละเอียด เพื่อมองหาโอกาสในการทำงานหลายๆ อย่างต่อไป”
