เป็นที่รู้กันว่า Market Leader ที่มีมาร์เก็ตแชร์สูงสุดจะมีข้อได้เปรียบหลายประการ อาทิ การยอมรับของลูกค้า, การแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ทำได้ไม่ยากนัก ขณะเดียวกัน การเป็นผู้นำตลาดยังมีเรื่องของต้นทุนต่อหน่วยต่ำ รวมถึงการ เป็นผู้นำทางด้านราคา ช่องทางการจัดจำหน่ายมีมากกว่า และสามารถเพิ่มการส่งเสริมการตลาด เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ผู้นำตลาด ยังไม่เพียงแค่ต้องทำหน้าที่ในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับยอดขายและ ส่วนแบ่งตลาดของตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องมีส่วนในการขับเคลื่อนให้ตลาดในภาพรวมมีการเติบโตเพิ่มขึ้นด้วยการสร้าง โอกาสในการใช้ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น
การส่งสินค้าใหม่เข้าตลาดของบรีส ผลิตภัณฑ์ชักผ้าจากยูนิลีเวอร์ ที่เปิดตัว บรีส เบบี้ เข้าตลาดเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นอีก ภาพสะท้อนในเรื่องดังกล่าวนี้
บรีส เบบี้ ถูกส่งเข้ามาเพื่อช่วยแก้ Pain Point ให้พ่อบ้าน แม่บ้าน ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่สามารถขจัดคราบที่ เกิดขึ้นกับเสื้อผ้าของลูกค้า โดยไม่ทิ้งสารตกค้างที่มีผลเสียกับลูกน้อยของตัวเอง โดยใช้สารทำความสะอาด 100% ที่มีต้น กำเนิดจากธรรมชาติ ไม่ใช้สีสังเคราะห์และสารฟอกขาว ที่อาจจะก่อให้เกิดการระคายเคือง ผ่านการทดสอบ การระคายเคือง ต่อผิวบอบบาง แพ้ง่าย

แม้ที่ผ่านมา อัตราการเกิดของเด็กในบ้านเราจะลดลง แต่สิ่งที่เข้ามาทดแทนก็คือความสามารถในการจับจ่ายที่ เพิ่มขึ้น เนื่องจากครอบครัวของคนเมืองรุ่นใหม่ในบ้านเรา มีลูกน้อยลง จึงพร้อมที่จะจ่ายสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกๆ
ส่งผลให้ตลาดสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับเด็ก มีการเติบโตที่น่าสนใจ แม้บรีสจะไม่ใช่แบรนด์แรกที่เข้ามาทำตลาด ผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพราะมีแบรนด์ดีนี่ (D-nee) ของบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด ทำตลาดด้วยสูตร ออร์แกนิกส์อยู่ก่อนหน้าแล้ว
แต่การส่งบรีส เบบี้ เข้ามาทำตลาดก็เป็นอีกแนวทางในการเพิ่มโอกาสในการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาซักผ้า ที่จากเดิม บรีสจะตอบโจทย์การใช้ในรูปแบบของ Family Use ที่ใช้กันทั้งครอบครัว มาสู่การใช้แบบ Personal Use ที่ใช้เฉพาะสำหรับ เด็กๆ ทำให้เพิ่มโอกาสในการใช้สินค้าให้มีมากขึ้น ซึ่งนั่นจะส่งผลต่อการสร้างการเติบโตทั้งในส่วนของบรีสเอง และการ เติบโตในภาพรวมของตลาด
เมื่อมองมาที่แบรนด์บรีสเอง พบว่า นอกจากการใช้เรื่องของ Brand Purpose มาขับเคลื่อนผ่านปรัชญา “กล้าเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์ กับบรีส” จนกลายเป็นสโลแกนติดหูคนไทยมายาวนาน ด้วยความตั้งใจกระตุ้นให้ผู้บริโภคกล้าคิด กล้า ลงมือทำจริง เพื่อให้ได้สัมผัสกับอีกด้านของความเลอะที่เต็มไปด้วยประสบการณ์อันสร้างสรรค์และมีคุณค่าอย่างเต็มที่ และ ปล่อยให้เรื่องการขจัดคราบสกปรกเป็นหน้าที่ของเหล่าผลิตภัณฑ์จากบรีสนั่นเอง โดยทำมาตั้งแต่ปี 2548 จนกลายเป็นเป้า ประสงค์ของแบรนด์ที่ผู้บริโภครับรู้ได้เป็นอย่างดี
เช่นเดียวกับเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยพยายามเข้ามาเซตเทรนด์ในเรื่องนี้เมื่อ 2 ปี ที่แล้ว ด้วยการปรับสูตรของผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในผลิตภัณฑ์สูตรน้ำทุกตัว โดยมีการเริ่มใช้ส่วนผสม เอนไซม์ที่สกัดมาจากธรรมชาติและสามารถย่อยสลายได้
แน่นอนว่า น่าจะเป็นตัวช่วยส่งต่อความเชื่อมั่นในเรื่องของตัวผลิตภัณฑ์มาสู่บรีส เบบี้ ที่เปิดตัวมาใหม่ได้ไม่มาก ก็น้อย

ยูนิลีเวอร์ เป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์ซักผ้า โดย 2 แบรนด์หลักที่มีอยู่ในตลาดอย่างโอโมกับบรีส เมื่อนับรวม มาร์เก็ตแชร์เข้าด้วย ถือว่าเป็นผู้นำตลาดที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในมือเกิน 50% ทำให้ผู้เล่นรายนี้ เข้ามาเป็นคนกำหนดเกมการ แข่งขันในหลายช่วงเวลา
อย่างการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภคจากการใช้ผงซักฟอกมาสู่น้ำยาซักผ้า ผ่านรูปแบบของการเปรียบ เทียบประสิทธิภาพการซักที่น้ำยาซักผ้ามีมากกว่าแบบผง ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อน้ำยาซักผ้าเติบโตขึ้น จะเข้าไปแทนที่การใช้ ผงซักฟอก และจะตามมาด้วยการเติบโตในแง่ของแวลู่ หรือจำนวนเม็ดเงิน มากกว่าการเติบโตในแง่วอลุ่มหรือปริมาณการใช้
ยูนิลีเวอร์ ใช้รูปแบบการสื่อสารผ่านโฆษณาที่เปรียบเทียบให้เห็นถึงประสิทธิภาพ โดยทำผ่านทั้งบรีสและโอโม ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์มีการวาง Positioning ให้แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยบรีสเป็นเรื่องของพลังและประสิทธิภาพในการซัก ขณะที่โอโม จะเน้นไปที่การช่วยถนอมผ้าขาวและผ้าสีให้สดใส เป็นต้น
กลยุทธ์ในการเปลี่ยนเกมดังกล่าว ทำให้น้ำยาซักผ้ามีการเติบโตค่อนข้างดี โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 33% ในปี 2564 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 12% จากปี 2558 ที่น้ำยาซักผ้ายังมีสัดส่วนอยู่แค่ 21% เท่านั้น
การขยับตัวครั้งนี้ของยูนิลีเวอร์ น่าจะเข้ามาช่วยเพิ่มการเติบโตให้กับตลาดให้มีเพิ่มมากขึ้น...