ธนาคารกรุงเทพ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 10,129.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.3% จาก 7,118.06 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2565
ในไตรมาส 1 ปี 2566 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการจ้างงานและการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันการส่งออกเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวขึ้นบ้างจากที่หดตัวในช่วงก่อนหน้า
ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และสถานการณ์ปัญหาสถาบันการเงินในประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
ภายใต้ทิศทางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ธนาคารกรุงเทพยังคงดำเนินธุรกิจตามหลักความระมัดระวังรอบคอบ ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ธนาคารให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจตามแนวโน้มของสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1 ปี 2566 จำนวน 10,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2565 โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ในระดับเดียวกับไตรมาสก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสุทธิกับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากและการปรับอัตราเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเข้าสู่ระดับเดิมที่ ร้อยละ 0.46 ต่อปี และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.84
สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเครื่องมือทางการเงินซึ่งเป็นไปตามสภาวะตลาด และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลงเป็นร้อยละ 46.8 ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 8,474 ล้านบาท โดยพิจารณาถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
ธนาคารกรุงเทพยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2566 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,640,090 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ ร้อยละ 1.6 จากสิ้นปี 2565 ส่วนใหญ่จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจและสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ที่ร้อยละ 3.1
ทั้งนี้ จากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 265.1
ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2566 จำนวน 3,205,989 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับสิ้นปี 2565 และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 82.3 ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ร้อยละ 19.2 ร้อยละ 15.7 และร้อยละ 14.9 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK รายงานผลดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2566 กำไรสุทธิ 10,741 ล้านบาท ลดลง -4.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เป็นผลจากการตั้งสำรองด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวนมาก ขณะที่รายได้รวมจากการดำเนินงาน เท่ากับ 46,574 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +14.68% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
โดยรายได้หลักของธนาคารมาจากดอกเบี้ย 11,699 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +9.84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นและการเติบโตของสินเชื่อ ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 11,699 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ KBANK ได้ตั้งสำรองด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) แม้จะลดลงจากไตรมาส 4 ปี 65 แต่ยังเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน +35.95% ที่ 12,692 ล้านบาท เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
ขณะเดียวกันธนาคารยังพบว่ามีลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่งที่คุณภาพหนี้มีสัญญาณความเสื่อมถอย และธนาคารได้มีสำรองสำหรับหนี้ส่วนนี้ไว้แล้ว ซึ่งอาจพิจารณาความเหมาะสมในการกันสำรองเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด
อย่าวไรก็ตาม เงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.04% (ปี 65 อยู่ที่ 3.19%) และค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) อยู่ที่ระดับ 156.68 ล้านบาท สูงขึ้นจากสิ้นปีที่ระดับ 154.26%
บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ของปี 2566 จำนวน 10,995 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% จากปีก่อน ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองมีจำนวน 24,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.0% ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวที่แข็งแกร่งของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
ในไตรมาส 1 ของปี 2566 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 28,942 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.0% เป็นผลจากการขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิในภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ในขณะที่สินเชื่อโดยรวมขยายตัว 3.1% จากการเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพของธนาคารและการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถและธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
รายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ มีจำนวน 10,831 ล้านบาท ลดลง 6.6% เป็นผลจากการลดลงของรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการขายผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคารและการชะลอตัวของธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง ในขณะที่รายได้จากธุรกรรมทางการเงินและรายได้ที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งรายได้จากการลงทุนและการค้ามีจำนวน 1,127 ล้านบาท ลดลง 17.5% แต่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีจำนวน 16,757 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% เป็นผลจากกิจกรรมธุรกิจที่เพิ่มขึ้นโดยยังมีการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ในไตรมาส 1ของปีนี้อยู่ที่ 41.0%
บริษัทฯ ได้ตั้งเงินสำรองจำนวน 9,927 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% เพื่อเป็นสำรองส่วนเพิ่มสำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่รายหนึ่ง ในขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูงที่ 163.8%
คุณภาพของสินเชื่อโดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2566 อยู่ที่ 3.32% ปรับตัวลดลงจาก 3.34% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2565 และเงินกองทุนรวมตามกฎหมายของบริษัทฯ ยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.6%
ธนาคารกรุงไทย ประกาศงบไตรมาสแรกปีนี้ กำไร 10,067 ล้านบาท มาจากรายได้รวมที่ดีขึ้น ทั้งพอร์ตสินเชื่อและค่าธรรมเนียม
‘ผยง ศรีวณิช’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2566 มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ขณะที่การส่งออกได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและภาวะเงินเฟ้อในระดับสูง
ซึ่งเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ภายใต้สภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลต่อต้นทุนของภาคธุรกิจ
โดยธนาคารดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มเพื่อให้สามารถปรับตัวเพื่อรับมือความท้าทายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและ SME ที่อ่อนไหวต่อต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2566 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2565 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 10,067 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.6% จากในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 24.0% จากการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน
รายได้รวมจากการดำเนินงานขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง 18.8% จากพอร์ตสินเชื่อที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงการขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิและรายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในองค์รวมอย่างมีประสิทธิภาพ
ถึงแม้ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานขยายตัวจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้บริการแก่ลูกค้า ทำให้ Cost to Income Ratio เท่ากับ 38.70% ลดลงจาก 41.25% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลตามฤดูกาลที่ Cost to Income Ratio ในไตรมาสอื่นจะสูงขึ้นกว่าไตรมาส 1
ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพิ่มขึ้น 48.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยพิจารณาถึงการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน รวมทั้งเงินเฟ้อซึ่งแม้ว่าจะเริ่มลดลงแต่ยังคงอยู่ระดับที่สูง
และยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงที่ 183.2% เทียบกับ 179.7% เมื่อสิ้นปี 2565 พร้อมทั้งบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPLs Ratio-Gross) 3.22% ลดลงจากสิ้นปี 2565
เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2565 กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เพิ่มขึ้น 24.1% โดยกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 14.1% ทั้งรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ขยายตัว 1.8%
ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 13.0% ส่วนหนึ่งเนื่องจากในไตรมาส 4 ปี 2565 มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล เช่น การส่งเสริมการตลาด
ทั้งนี้ ตั้งสำรองเพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา เพื่อยังคงรักษา Coverage ratio ในระดับสูงที่183.2% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ
ณ วันที่ 31 มี.ค. 2566 ธนาคาร (งบการเงินเฉพาะธนาคาร) มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 16.55% ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง และมีเงินกองทุนทั้งสิ้น 19.75% ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
รวมถึงมีสภาพคล่องในระดับที่เพียงพอ โดยมี Liquidity Coverage ratio (LCR) ที่ไม่ต่ำกว่า 180% อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ธปท.กำหนด
ในปี 2566 ธนาคารดำเนินธุรกิจภายใต้ 7 ยุทธศาสตร์หลัก ตามแผนงาน 5 ปี (2566-2570) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ภายใต้แนวคิด ‘มุ่งสร้างคุณค่า สู่ความยั่งยืน’ เพื่อให้ธนาคารเติบโตอย่างมั่นคง
ตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม ทั่วถึง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มุ่งสร้างโอกาสให้คนไทย ธุรกิจไทยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 มีกำไรสุทธิจำนวน 8,676 ล้านบาท เติบโต +17.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และรายได้รวมจากการดำเนินงานรวม 30,045 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +6.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ +6.6% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย +6.1% รวมถึงการลดตั้งสำรอง หรือผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ลดลง -14.5% เหลือ 5,799 ล้านบาท
ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ในระดับต่ำ 2.26% ปรับตัวดีขึ้นจาก 2.32% ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2565
นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินในประเทศกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปี 2566 โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน โดยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตในระดับ 3.3% ในปี 2566
โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 กรุงศรี มีสินเชื่อรวม 1.95 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.86 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.68 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 300.17 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 17.95% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นของเจ้าของคิดเป็น13.21%
ทีเอ็มบีธนชาตหรือทีทีบี นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 4,295 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อน และ 34% จากไตรมาส 1ปี 2565 ด้านอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพหรือหนี้เสียทรงตัวในระดับต่ำที่ 2.69% ขณะที่อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 140% จาก 120% สะท้อนผลการดำเนินงานที่เป็นไปตามเป้าหมายในทุกด้าน ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนรวมที่เพิ่มขึ้นจากระดับก่อนรวมกิจการที่ประมาณ 18%ขึ้นมาสู่ระดับ 20% ในปัจจุบัน
โดยเงินให้สินเชื่อรวม 1,358 พันล้านบาท ลดลง 1.3% จากสิ้นปีที่แล้ว ด้านเงินฝากอยู่ที่ 1,402 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% หนุนโดยเงินฝากประจำ ซึ่งเป็นไปตามแผนการบริหารต้นทุนเงินฝากภายใต้ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากที่อยู่ที่ 97% ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมก็ปรับตัวดีขึ้นเป็นปัจจัยหนุนให้รายได้จากการดำเนินงานรวมเพิ่มขึ้น 6.9% จากไตรมาส 1/2565 มาอยู่ที่ 16,870 ล้านบาท
KKP รายงานกำไรไตรมาส 1/66 อยู่ที่ 2,084.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.44% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 2,055.35 ล้านบาท รับรายได้ดอกเบี้ยเพิ่ม
สำหรับ KKP รายงานกำไรไตรมาส 1/2566 มีกำไรสุทธิ 2,084.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.44% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 2,055.35 ล้านบาท เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 5,223 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.4% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 4,304 ล้านบาท จากเงินให้สินเชื่อ 2,914 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 1,944 ล้านบาท และรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงิน 282 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 181.6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 100 ล้านบาท อีกทั้งยังมีเงินลงทุน 186 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 166.1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน 70 ล้านบาท
กลุ่มทิสโก้ แจ้งผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,793 ล้านบาท โดยธุรกิจสินเชื่อยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง 23.5% และเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงถึง 248% พร้อมยึดหลักบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมและควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ภาวะต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้น เตรียมจ่ายปันผลหุ้นละ 7.75 บาท พ.ค.นี้
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกของปี 2566 กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 1,793 ล้านบาท ถือเป็นระดับทรงตัวหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยธุรกิจ สินเชื่อยังคงเติบโตได้ต่อเนื่องที่ระดับ 0.5% จากการขยายสาขา “สมหวัง เงินสั่งได้” ที่กระจายโอกาสออกไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ สร้างการเติบโตให้แก่สินเชื่อจำนำทะเบียนแก่กลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น รวมถึงสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังคงเติบโตได้ดีตามภาคเศรษฐกิจที่กลับมาขยายตัว หนุนให้รายได้ดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนายหน้าประกันภัยเติบโตไปพร้อมกับการปล่อยสินเชื่อใหม่
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางการเงินปรับตัวสูงขึ้น เป็นไปตามทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการนำส่งเงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ที่กลับสู่อัตราเดิมที่ 0.46% ต่อปี จากที่เคยปรับลดลงเหลือ 0.23% ต่อปี ขณะที่สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามการเติบโตของสินเชื่อ แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี พร้อมด้วยเงินสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) สูงถึง 248% ซึ่งเพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ในระดับแข็งแกร่งถึง 23.5% นอกจากนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นยังมีมติจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 7.75 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6,205 บาทในเดือนพ.ค.นี้
“เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ ประกอบกับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลง ดังนั้น ในระยะข้างหน้า กลุ่มทิสโก้ยังคงเดินหน้าขยายการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจด้วยความมั่นคงและมีคุณภาพ โดยรักษาความแข็งแกร่งในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม และดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อความยั่งยืน ตามหลักการ ESG (Environment, Social, Governance) ควบคู่กับการพัฒนา Digital Platform เพื่อเพิ่มความสะดวกในการให้บริการและเพิ่มโอกาสในการแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สร้างคุณค่าแก่ลูกค้า” นายศักดิ์ชัยกล่าว
ผลการดำเนินงานของกลุ่มทิสโก้สำหรับไตรมาส 1 ปี 2566 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 1,793 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยที่ 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2565 เป็นผลมาจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นสอดรับกับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และการปรับอัตราเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) กลับสู่อัตราเดิมที่ 0.46% ต่อปี อีกทั้ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปรับตัวสูงขึ้น 8.9% ตามนโยบายการลงทุนระยะยาวเพื่อการขยายตัวของธุรกิจ ในส่วนของรายได้รวมจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 5.1% จากรายได้ดอกเบี้ยที่เติบโตตามการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อ และส่งผลให้ธุรกิจนายหน้าประกันภัยฟื้นตัวต่อเนื่อง ตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้น ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2.2% จากผลกำไรของเงินลงทุนเป็นหลักในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจที่เกี่ยวกับตลาดทุนอ่อนตัวลง จากผลกระทบของภาวะตลาดทุนทั่วโลกที่ผันผวนรุนแรง รวมถึงธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับเงินให้สินเชื่อลดลง สืบเนื่องมาจากการปรับเกณฑ์ค่าธรรมเนียม
ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss – ECL) อยู่ในระดับต่ำที่จำนวน 125 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.2% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย โดยบริษัทยังคงมีเงินสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตอยู่ในระดับสูง พร้อมรองรับต่อความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยอัตราส่วนเงินสำรองหนี้สูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Loan Loss Coverage Ratio) ที่สูงถึง 248.1% ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) สำหรับไตรมาส 1 ปี 2566 อยู่ที่ 16.4%
เงินให้สินเชื่อรวมของกลุ่มทิสโก้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 มีจำนวน 220,099 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากสิ้นปี 2565 จากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อจำนำทะเบียน และสินเชื่อเช่าซื้อรถมือสอง โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่สามารถเติบโตได้ดีตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ ส่วนสินเชื่อจำนำทะเบียนขยายตัวผ่านช่องทาง “สมหวัง เงินสั่งได้” เป็นหลัก ซึ่งเติบโตต่อเนื่องอีก 6.4% ตามการเปิดเครือข่ายสาขาที่เพิ่มขึ้นในระหว่างไตรมาส ในส่วนของสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (NPLs) อยู่ที่ 2.1% ของสินเชื่อรวม ใกล้เคียงกับสิ้นปีก่อนหน้า โดยบริษัทยังคงดำเนินนโยบายการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ และการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม
ธนาคารทิสโก้ยังคงรักษาระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง โดยมีประมาณการอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 23.5% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 19.8% และ 3.8% ตามลำดับ
ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เผยไตรมาส 1 ปี 66 กำไรลดลง 21.8% เหลือ 830 ล้านบาท ผลจากตั้งสำรองสูงขึ้นที่ระดับ 8.6 พันล้านบาท เพื่อรับมือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นายพอล วอง ชี คิน กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคาร สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2566 หรือไตรมาส 1 มีรายได้จากการดำเนินงาน 3,828.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 344.7 ล้านบาท หรือ +9.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่ม +1.5% และรายได้อื่นเพิ่ม +46.5% สวนทางกับรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลง -15.0%
โดย CIMB มีกำไรสุทธิเท่ากับ 830.1 ล้านบาท ลดลง 230.9 ล้านบาท หรือ -21.8% เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกัน สาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้น 128.% โดยเป็นการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับหลักความระมัดระวังและเหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น อยู่ที่ 1,868.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2%
ด้านค่าใช้จ่ายไตรมาส 1 ปี 66 เพิ่มขึ้น 171.1 ล้านบาท หรือร้อยละ +9.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าเผื่อการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขาย
ด้านอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin – NIM) สำหรับไตรมาส 1 อยู่ที่ 2.6% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ร้อยละ 2.8 เป็นผลจากต้นทุนเงินฝากที่เพิ่มขึ้น
ณ วันที่ 31 มี.ค. 2566 สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 7.6 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้นอยู่ที่ 3.1% ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565 อยู่ที่ 3.3%
ทั้งนี้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ อยู่ที่ 122.6% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2565 อยู่ที่ 114.6 % ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 8.6 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.5 พันล้านบาท
LHFG รายงานกำไรไตรมาส 1/66 โต 30% แตะ 670 ล้านบาท จากปีก่อนกำไร 512 ล้านบาท รับการเติบโตของแบงก์แลนน์แอนด์เฮ้าส์ จากการขยายตัวของดอกเบี้ย ซึ่งทำให้รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
โดยบริษัทมีกําไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลักๆ เป็นการเพิ่มขึ้นของกําไรสุทธิของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่มีกําไรสุทธิ 526.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 59.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อ ซึ่งส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ถึงแม้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงตามภาวะตลาดเงินและตลาดทุนทั้งนี้ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ยังคงตั้งสํารองค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังเพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อ และรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือลูกค้า โดยอัตราส่วนสํารองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Coverage Ratio) อยู่ที่ร้อยละ 228.22 และอัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2.09 ณ สินปี 2565 เป็นร้อยละ 2.37 ณ ไตรมาสที่ 1 ปี 2566
