ในโลกการเงินที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว “ความเชื่อมั่น” ยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญที่สุดของสถาบันการเงิน การที่ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) สามารถคว้าอันดับ 1 จาก 2026 Thailand’s Most Admired Brand มาครองได้อีกครั้ง จึงเป็นภาพสะท้อนที่มากกว่าการเติบโตของฐานลูกค้า แต่สะท้อนความสามารถของแบรนด์ในการรักษา “Brand Relevance” หรือการทำให้แบรนด์ยังคงมีความหมายและตอบโจทย์ชีวิตผู้บริโภคในแต่ละยุคสมัยได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับ SCB ความท้าทายสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างความก้าวหน้าของเทคโนโลยีกับความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ “นวัตกรรม” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กลายเป็นประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตของผู้ใช้จริง

Digital Bank with Human Touch
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ SCB ใช้ขับเคลื่อนองค์กรคือแนวคิด AI-First Bank ซึ่งมุ่งนำ AI และ Big Data มาเป็นโครงสร้างหลักในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพื่อพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์แบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น
แพลตฟอร์มสำคัญในกลยุทธ์นี้คือ SCB EASY ที่ถูกพัฒนาให้ก้าวข้ามบทบาทของแอปพลิเคชันธุรกรรมทั่วไป สู่การเป็น Smart Portal ที่รวมบริการทางการเงินหลากหลายมิติไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทั้งการลงทุน ประกัน และคำแนะนำทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะบุคคลผ่านระบบ Hyper-Personalization ซึ่งสามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมลูกค้าได้แบบเรียลไทม์
อย่างไรก็ตาม แม้ SCB จะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง แต่ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับ Human Touch ผ่านบทบาทของที่ปรึกษาการเงินหรือ RM รวมถึงแพลตฟอร์มอย่าง wPlan ที่ช่วยให้การตัดสินใจทางการเงินของลูกค้าได้รับทั้งประสิทธิภาพจากเทคโนโลยีและความมั่นใจจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ธนาคารยังได้ยกระดับบทบาทของตนเองจากผู้ให้บริการทางการเงินไปสู่การเป็น Strategic Partner ผ่านการนำเสนอ Digital Business Solution ที่ช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายโอกาสทางธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
SCB SME
จากผู้ให้สินเชื่อ สู่ Strategic Partner ของผู้ประกอบการ
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านการค้า ผลกระทบต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ผันผวน และการแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรงมากขึ้น ภายใต้บริบทดังกล่าว บทบาทของสถาบันการเงินจึงจำเป็นต้องก้าวข้ามการเป็น “ผู้ให้สินเชื่อ” ไปสู่ “ที่ปรึกษาธุรกิจ” เพื่อผู้ประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน

SCB จึงปรับบทบาทสู่การเป็น Business Partner ที่ทำงานเคียงข้างผู้ประกอบการ SME อย่างใกล้ชิด เน้นการเสริมศักยภาพในการแข่งขัน การบริหารความเสี่ยง และการยกระดับประสิทธิภาพในระยะยาวมากกว่าการสนับสนุนด้วยเงินทุนเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ธนาคารให้ความสำคัญคือการสร้าง “องค์ความรู้” ให้กับผู้ประกอบการผ่านการดำเนินงานของ Customer Academy ซึ่งออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์ Pain Point ของผู้ประกอบการจริง ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวสู่โลกดิจิทัลการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจด้วย AI หรือการวางโครงสร้างธุรกิจครอบครัวให้สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างมั่นคง

ปี 2025 ธนาคารได้จัดหลักสูตรเข้มข้นรวม 7 หลักสูตร เช่น IBE, ITP และ The DOTs โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การนำ AI มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจและลดต้นทุนผ่านแนวคิด Lean Management ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมด้าน ESG ภายใต้แนวคิด “เริ่ม เพื่อ รอด” ซึ่งสะท้อนความจำเป็นที่ SME ต้องปรับตัวสู่มาตรฐานธุรกิจที่ยั่งยืนซึ่งกำลังกลายเป็นกติกาใหม่ของเศรษฐกิจโลก
ในอีกด้านหนึ่ง SCB ยังนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการผ่าน Digital Business Solution ซึ่งช่วยให้ SME เข้าถึงระบบ Digital Commerce และเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจได้ง่ายขึ้น การใช้ Data Model ในการวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้แม่นยำขึ้น ลดการลองผิดลองถูก และสร้างโอกาสในการขยายรายได้บนโลกดิจิทัล
นอกจากการพัฒนาเครื่องมือและองค์ความรู้แล้ว SCB ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง Ecosystem ของพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตให้กับผู้ประกอบการ โดยธนาคารได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น การทำงานร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในโครงการ “นวัตกรรมดี...ไม่มีดอกเบี้ย” ซึ่งเปิดโอกาสให้ Startup และ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนานวัตกรรม
อีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญ คือโครงการ Big Brother ที่ดำเนินการร่วมกับหอการค้าไทย โดยพนักงานของ SCB ที่มีความเชี่ยวชาญทำหน้าที่เป็น Mentor ให้คำปรึกษาทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการแบบตัวต่อตัว ซึ่งช่วยยกระดับศักยภาพของ SME ไปแล้วกว่า 489 บริษัท
ช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน SCB ยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจเชิงรุก โดยเข้าไปช่วยผู้ประกอบการทั้งในด้านการปรับโครงสร้างหนี้ การบริหารสภาพคล่อง และการมองหาโอกาสทางตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ แนวทางดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการดำเนินธุรกิจแบบ Customer Centric ที่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จของลูกค้าในระยะยาวด้วยบทบาทดังกล่าว SCB SME จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาบันการเงิน แต่เป็นพาร์ตเนอร์ที่ร่วมสร้างการเติบโตให้กับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
SCB WEALTH
ผสานเทคโนโลยี AI กับการดูแลแบบ Holistic
สำหรับตลาด Wealth Management ที่มีการแข่งขันสูง พฤติกรรมการลงทุนของลูกค้ามีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นตาม Wealth Stage และ Life Stage ส่งผลให้ SCB WEALTH พัฒนารูปแบบการดูแลลูกค้าโดยผสานเทคโนโลยี AI และระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงเข้ากับความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาการลงทุน เพื่อส่งมอบคำแนะนำที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล
เบื้องหลังแนวคิดสำคัญของบริการคือ “Digital Wealth with Human Touch” โดยออกแบบเส้นทางการดูแลความมั่งคั่งที่ครอบคลุมตั้งแต่ที่ปรึกษาการเงินการลงทุนส่วนบุคคล ( RM) ทำความเข้าใจเป้าหมายชีวิตของลูกค้า การประเมินระดับความเสี่ยง การวางแผนการเงิน การคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน ไปจนถึงการติดตามและทบทวนพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง wPlan ที่รวบรวมข้อมูลไว้ในที่เดียว ทำให้ RMนำเสนอแผนการลงทุน รวมถึงช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพรวมพอร์ตการลงทุนได้อย่างครบถ้วนและทันเวลา

ในขณะเดียวกัน SCB WEALTH กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น AI-First Wealth Organization เพื่อยกระดับศักยภาพของ RM และสร้างมาตรฐานการให้คำปรึกษาที่แม่นยำและตรวจสอบได้ โดยเรากำลังอยู่ในระหว่างการนำร่องเทคโนโลยีเชิงรุกอย่าง Agentic Hyper-Personalization มาช่วยสนับสนุนการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าในเชิงลึกอย่างเป็นระบบ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการออกแบบกลยุทธ์การลงทุนที่ตอบโจทย์เป้าหมายเฉพาะบุคคล
นอกเหนือจากการวิเคราะห์ข้อมูล เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรผ่าน AI Wealth Companion ที่สนับสนุนการเรียนรู้ การเตรียมบทสนทนา และการพัฒนาทักษะของ RM อย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบโค้ชอัจฉริยะนี้จะทำหน้าที่เป็นคู่ซ้อมเสมือนจริง (Virtual Coach) ที่เปิดโอกาสให้ RM สามารถฝึกฝนทักษะการสื่อสารและการนำเสนอแผนการลงทุนกับลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลา โดย AI จะทำหน้าที่ประเมินผล ให้คะแนน และคำแนะนำเชิงสร้างสรรค์เพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานได้ทันที ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลาและให้ RM ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มข้นสม่ำเสมอ ผสานกับการใช้ CRM Analytics ที่ช่วยให้ RM เห็นภาพรวมของลูกค้าได้อย่างครบถ้วนและเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ RM สามารถออกแบบคำแนะนำการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น พร้อมตอบสนองต่อความผันผวนของตลาดได้อย่างมืออาชีพยิ่งในทุกช่วงเวลา

ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน SCB WEALTH ให้ความสำคัญกับการจัดพอร์ตที่มีทั้งส่วนการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างเสถียรภาพ และส่วนที่เน้นโอกาสเชิงจังหวะตามภาวะตลาด พร้อมทั้งขยายบริการไปสู่การวางโครงสร้างความมั่งคั่งที่ครอบคลุมมากขึ้น เช่น การบริหารความเสี่ยง การวางแผนภาษี และการส่งต่อความมั่งคั่งให้กับครอบครัวในระยะยาว
AI-First Bank กลยุทธ์ที่ผลักดัน SCB สู่แบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่น
การคว้าอันดับ 1 จาก 2026 Thailand’s Most Admired Brand ในทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ SCB จากธนาคารแบบดั้งเดิม สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด AI-First Bank ธนาคารได้นำ AI มาใช้ขับเคลื่อนองค์กรแบบ 360 องศา ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเชื่อมโยงบริการ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงาน ผ่านโมเดล Better Brain

กลยุทธ์ดังกล่าวยังคงยึดแนวคิด Digital Bank with Human Touch เป็นแกนหลัก โดยผสานศักยภาพของข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ากับหัวใจของการบริการในอนาคต SCB มีเป้าหมายในการพัฒนา Hyper-Personalization ผ่าน Smart Portal เพื่อสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่เข้าใจลูกค้าในระดับรายบุคคล พร้อมทำหน้าที่เป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SME และยกระดับบริการ Wealth Management สู่มาตรฐานระดับสากล
ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางของ SCB ในฐานะแบรนด์ที่ไม่ได้ดูแลเพียงเรื่องการเงิน แต่ดูแล “อนาคต” และ “ความไว้วางใจ” ของลูกค้าทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่บุคคลทั่วไป ธุรกิจ SME ไปจนถึงกลุ่มความมั่งคั่ง ผ่านนวัตกรรมที่ก้าวล้ำแต่ยังคงสัมผัสได้ด้วยหัวใจอย่างแท้จริง