“การส่งมอบ Customer Experience ใหม่ๆ เป็นเรื่องสำคัญ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเมเจอร์ถึงให้ความ สำคัญกับการลงทุนในเรื่องของการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้กับโรงหนังในเครือ”
นั่นคือคำกล่าวของ วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ที่เคย ให้สัมภาษณ์กับ BrandAge ไว้ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ตอบคำถามว่า ทำไมเมเจอร์จึงเดินหน้าเพื่อนำระบบการฉายใหม่ที่ ทันสมัยที่สุด IMAX with Laser ซึ่งให้ภาพและเสียงที่คมชัดสมจริงยิ่งกว่ามาใช้ หลังจากที่โรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ 3 สาขา ได้แก่ พารากอน ซีนีเพล็กซ์, ไอคอน ซีเนคอนิค และเมกา ซีนีเพล็กซ์ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา
วิชา บอกว่า ตามแผนที่วางไว้ คือนับจากปี 2566-2568 จะร่วมกับ IMAX Corporation ดำเนินการอัพเกรดระบบ การฉายไอแมกซ์จากระบบดิจิทัลเป็นระบบเลเซอร์ อีก 5 สาขา พร้อมทั้งมีแผนการขยายสาขาโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์แห่งใหม่ เพิ่มอีก 5 สาขา
ปัจจุบัน เมเจอร์มีโรงภาพยนตร์ IMAX ทั้งสิ้น 8 โรง แบ่งเป็นในประเทศไทย 7 โรง และในกัมพูชา อีก 1 โรง โดย ในปี 2566 จะอัพเกรดระบบฉายใหม่ IMAX with Laser เพิ่มอีก 2 สาขา คือโรงภาพยนตร์ ไอแมกซ์ ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน และควอเทียร์ ซีเนอาร์ต พร้อมเปิดให้บริการโรงภาพยนตร์ ไอแมกซ์ ระบบฉายใหม่ IMAX with Laser ที่เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ งามวงศ์วาน-แคราย ภายในไตรมาส 4
ส่วนในปี 2567 จะอัพเกรดระบบฉายใหม่ IMAX with Laser 1 สาขา คือโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่

“IMAX with Laser” เป็นระบบการฉายภาพยนตร์ผสมผสานการฉายภาพด้วยเลเซอร์ระดับ 4K ที่ก้าวล้ำไม่เหมือน ใคร ด้วยระบบออปติคัลใหม่ เลนส์ที่ออกแบบเอง และชุดเทคโนโลยีที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะซึ่งให้ภาพที่สว่างกว่าด้วยความ ละเอียดที่เพิ่มขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์การชมภาพยนตร์ระดับพรีเมียมให้กับคอภาพยนตร์ในบ้านเรา
การสร้าง Customer Experience ใหม่ๆ จะเป็น 1 ใน 3 Pillars ที่เข้ามาขับเคลื่อนการเติบโตในปีหน้า ส่วนอีก 2 Pillas ที่เหลือจะเป็นเรื่องของการสนับสนุนโลคอล คอนเทนต์ ผ่านรูปแบบการลงทุนร่วมกับผู้ผลิตหนังไทย และการสร้าง โอกาสเติบโตทางธุรกิจผ่าน New Business อย่างธุรกิจ Concession ที่เห็นโอกาสการเติบโตอย่างชัดเจน จากตลอดระยะ เวลา 3 ปีที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้ทุกธุรกิจเกิดการชะงัก
แต่ในส่วนของการจำหน่ายป๊อปคอร์นกลับมีตัวเลขการเติบโตของรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ยอดขายป๊อปคอร์น นอกโรงหนัง (Out Cinema) ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน โดยในปีนี้ ยอดขายป๊อปคอร์น ของเรามีสัดส่วนถึง 70% มากกว่ารายได้จากการขายตั๋วหนัง โดยมีตัวเลขถึง 2,600 ล้านบาท
Customer Experience ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญของการทำตลาดโรงภาพยนตร์ โดยคอนเทนต์ที่เป็นหนังดังหลายเรื่อง ต่างประสบความสำเร็จจากการฉายผ่านโรง IMAX อย่างในกรณีของหนังเรื่อง Avatar : The Way of Water ที่เข้าฉายใน โรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ในระบบ IMAX with Laser ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีจนทำให้เกิดปรากฎการณ์ IMAX with Laser ฟีเวอร์ ลูกค้าแห่จองตั๋วชมภาพยนตร์ Avatar : The Way of Water เต็มโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ ตั้งแต่วันแรกที่เปิด ให้บริการ จนต้องจองตั๋วล่วงหน้ากันข้ามสัปดาห์
ทำให้เกิดสถิติผู้ชมล้นในโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์นานมากกว่า 1 เดือน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นยากนับตั้งแต่การ เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตลอดระยะเวลาการฉายจนจบโปรแกรมฉาย Avatar : The Way of Water ทำราย ได้ในไทยเฉพาะเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ไปเกือบ 440 ล้านบาท โดยโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ทำรายได้รวมคิดเป็นสัดส่วน มากถึง 16% ด้วยจำนวนโรงภาพยนตร์เพียง 7 โรง รายได้กว่า 70% ของไอแมกซ์มาจาก 3 สาขาที่อัพเกรดเป็นระบบ IMAX with Laser
ความสำเร็จของภาพยนตร์ Avatar : The Way of Water ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าลูกค้าต้องการประสบการณ์ที่ แปลกใหม่และดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการฉายในระบบ IMAX with Laser ได้ทำสถิติยอดขายสูงสุด นับตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการใน ประเทศไทยเมื่อปี 2541 โดยในปี 2565 การฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์สร้างรายได้ไปกว่า 147 ล้านบาท มากกว่ารายได้ของปี 2562 ที่ 140 ล้านบาท

ขณะที่ในปี 2566 มีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เข้าฉายในโรงไอแมกซ์ เช่น Ant-man and the wasp : Quantumania ซึ่งรายได้กว่า 13% มาจากโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ และ Shazam! Fury of the Gods รายได้กว่า 10% มาจากโรงภาพยนตร์ ไอแมกซ์
รวมถึงยังทำให้ภาพยนตร์ในตำนานอย่าง TITANIC ถูกนำกลับมาฉายใหม่ในรูปแบบ IMAX with Laser 3D ด้วย ประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง มีสัดส่วนรายได้มากกว่า 50% มาจากโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ จึงทำให้เห็นว่า การที่โรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ได้นำระบบฉาย IMAX with Laser เข้ามาฉายถือเป็น Magnet สำคัญของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ในการดึงดูดผู้ชมให้เข้าชมในโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่หาไม่ได้จากการชม ภาพยนตร์ที่บ้านหรือที่อื่น ๆ
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการรองรับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อีกหลายเรื่องที่จะเข้าฉายในปี 2566 อาทิ Guardians of the Galaxy Vol.3, Mission, Fast X, The Little Mermaid, Impossible-Dead Reckoning Part One, Transformers : Rise of the Beasts, The Flash, Oppenheimer, Indiana Jones and the Dial of Destiny, Blue Beetle, The Marvels, Dune : Part Two และ Aquaman and the Lost Kingdom และยังเป็นปีที่มีภาพยนตร์ซึ่งถ่ายทำเพื่อขึ้นเป็นพิเศษเพื่อดึงศักยภาพของ โรงภาพยนตร์ไอแมกซ์มากมายหลายเรื่อง
ทั้งหมดนั้น น่าจะเป็นอีกแรงส่งที่เข้ามาช่วยเพิ่มตัวเลขการเติบโตให้โรงไอแมกซ์ในบ้านเรา และนั่นเป็นอีกเหตุผล สำคัญที่ทำให้เมเจอร์ต้องเร่งอัพเกรดเพื่อยกระดับประสบการณ์การรับชมให้กับคอหนังในบ้านเรา....