“บ้านปู” ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลายในระดับนานาชาติ บริษัทพลังงานสัญชาติไทยที่เติบโตจากธุรกิจเหมืองเล็กๆ กระทั่งวันนี้สยายปีกการลงทุนใน 9 ประเทศ ยืนหยัดบนเวทีธุรกิจพลังงานโลกมานานกว่า 40 ปี ทว่าท่ามกลางยุคการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน บ้านปูยังคงยึดมั่นที่จะส่งมอบ “อนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน” และพร้อมขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน (Better Living for All) ภายใต้การนำทัพของประธานเจ้าหน้าที่บริหารทั้ง 2 ยุค จากบ้านปู “ชนินท์ ว่องกุศลกิจ” และ “สมฤดี ชัยมงคล”
• จากเหมืองเล็กๆ ต่อยอดเป็นธุรกิจระดับโลก
กว่าจะมาเป็นบริษัทที่มีรายได้ในปี 2565 รวม 7,693 ล้านดอลลาร์ (272,270 ล้านบาท) และกำไรสุทธิ 1,162 ล้านดอลลาร์ (40,519 ล้านบาท) “บ้านปู” เริ่มจากธุรกิจเหมืองแร่ในพื้นที่หมู่บ้านบ้านปู อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เมื่อ 40 ปีก่อน

คุณชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนแรกของบ้านปู เล่าย้อนถึงยุคบุกเบิกบ้านปูใน 5 ปีแรกของธุรกิจ ซึ่งถือเป็นช่วงตั้งต้น ทั้งด้านการทำตลาด การหากำลังคนที่มีความรู้และประสบการณ์เข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจ รวมไปถึงการขยายเหมืองเพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาด
“เมื่อเข้าสู่วงการพลังงาน เรารู้ว่าจะทำเล็กๆ ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีความสามารถในการแข่งขัน เราจึงขยายเหมืองอีก 2-3 แห่งในภาคเหนือ และตระเวนหาแหล่งสำรวจทั่วประเทศไทย นอกเหนือจากเหมืองถ่านหิน เรายังเข้าไปทำเหมืองแร่ดินขาวที่จังหวัดระนอง จนในปีที่ 6 จึงตัดสินใจนำบ้านปูเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนมาขยายกิจการเหมืองให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น”

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นครั้งใหญ่ในปี 2534 บ้านปูขยายการดำเนินธุรกิจสู่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อหาแหล่งถ่านหินคุณภาพสูง และมีขนาดใหญ่พอที่จะสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ที่นี่กลายเป็นแหล่งธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และยังเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเติบโตสู่ตลาดต่างประเทศของบ้านปู
คุณชนินท์ เล่าว่า เขาใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียได้สำเร็จ และด้วยประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้รับจากการเริ่มขยายธุรกิจในต่างประเทศ ทำให้เขามีความกล้าและมั่นใจที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีแหล่งทรัพยากรพลังงานที่มีคุณภาพในเวลาต่อมา ในปัจจุบันบ้านปูดำเนินธุรกิจอยู่ใน 9 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม จากเริ่มต้นที่มีพนักงานจำนวนไม่ถึง 100 คน สู่จำนวนมากกว่า 6,000 คนในวันนี้
ในเวลาต่อมา บ้านปูได้มีการต่อยอดธุรกิจพลังงานให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น โดยการก่อตั้งบ้านปู เพาเวอร์ หรือ BPP ในปี 2539 เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านการผลิตพลังงาน ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ประเทศไทยต้องการขยายกำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
• โตไปด้วยกัน
ถึงตรงนี้แล้วจะเห็นว่าหลายประเทศที่บ้านปูเข้าไปลงทุนนั้นมีขนาดใหญ่และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่บ้านปูก็สามารถสร้างการยอมรับจากนานาชาติได้ โดยคุณชนินท์ใช้วิธีเข้าไปเจรจาธุรกิจด้วยตัวเอง อธิบายถึงตัวตนและความมุ่งมั่นของบ้านปู สร้างความไว้ใจให้กับพันธมิตรหรือคู่ค้าทางธุรกิจ โดยการยึดหลักความเป็นมืออาชีพ ซึ่งนอกจากมีความเก่งแล้ว บ้านปูยึดมั่นในความถูกต้อง ตรงไปตรงมา และปลูกฝังให้พนักงานเป็นคนดี ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร และกล้าที่จะให้ตรวจสอบในทุกขั้นตอนการทำงานอย่างโปร่งใส เหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในองค์กรและผู้บริหารและความไว้ใจที่จะเดินไปด้วยกัน จุดสำคัญยังมาจากการนำปณิธานในการดำเนินธุรกิจที่ว่า “อุตสาหกรรมที่ดีจะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม” ไปใช้ในทุกพื้นที่ที่บ้านปูเข้าไปลงทุน


“สิ่งที่ผมให้ความสำคัญตั้งแต่วันแรกของการทำธุรกิจนี้ คือธุรกิจต้องโตคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เริ่มทำเหมืองแรกที่บ้านปู เรามีการวางแผนเพื่อดูแลชุมชนในระหว่างทำเหมืองและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีหลังจากที่เรายุติการทำเหมืองไปแล้ว โดยช่วง 2 ปีแรกเริ่มจากปลูกต้นยูคาลิปตัส ต่อมาเมื่อมีความรู้มากขึ้น จึงเปลี่ยนเป็นไม้พื้นเมือง จ้างชาวบ้านไปเก็บเมล็ดมาเพาะอนุบาลจนโต แล้วนำกลับไปปลูก เพื่อให้พื้นที่เหมืองคืนกลับสู่สภาพเดิม อย่างน้อยหลังจากเราทำเหมืองไม่ต่ำกว่า 20 ปีแล้วออกมาจากที่นั่น ต้นไม้ก็โตหมดแล้ว”
แนวคิดการเป็นพลเมืองที่ดีในทุกพื้นที่ที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจดังกล่าวถูกนำมาใช้ในทุกไซต์ของเหมืองและโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ โดยบ้านปูจะมีทีมงานเฉพาะที่เข้าไปดูแลชุมชนคู่ขนานกันไป มีการตั้งทีมทำงานร่วมกันระหว่าง 3 ฝ่าย ประกอบด้วย บ้านปู รัฐบาลหรือหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนหรือชาวบ้าน ทำโครงการทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา ฝึกฝนอาชีพ สร้างสาธารณูปโภค และงานด้านสาธารณสุข สั่งสมเป็นความเชื่อมั่นให้กับบ้านปูในฐานะบริษัทพลังงานที่มีแต่คนต้องการร่วมงานและร่วมลงทุนด้วย
“เราต้องการเป็นพลเมืองดีในทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน โดยเข้าไปเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจ และทำธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล จ่ายภาษีอย่างถูกต้อง เวลาจ้างงานอย่างเช่นเรือบรรทุก เราจะให้ค่าแรงที่เป็นธรรม จ่ายค่าจ้างตรงเวลา ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญา ดังนั้นเวลาที่เราต้องการจำนวนเรือมากขึ้น เจ้าของเรือมักมาหาเราเสมอ ในเวลาเดียวกันการที่เราเข้าไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าที่เขาจะยอมรับเรา แต่เราใช้มาตรฐานการทำงาน ความรู้ ประสบการณ์ ในที่สุดเราก็สามารถมัดใจให้ผู้บริหารท้องถิ่นเข้ามาร่วมงานกับเราได้”

อีกด้านของการลงทุนใน 9 ประเทศ ปัจจุบันบ้านปูมีพนักงานกว่า 6,000 คน หลากหลายสัญชาติ ต่างวัฒนธรรม ถือเป็นอีกความท้าทายที่จะทำให้ทุกคนเดินหน้าไปยังเป้าหมายเดียวกัน แต่คุณชนินท์มีวิธีการหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้พนักงานมีความสามัคคีและพร้อมร่วมฝ่าฟันทุกความท้าทายในหลายมิติ อาทิ การเข้าไปพบปะพูดคุยตลอดจนเปิดใจกับพนักงานในทุกประเทศ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมพร้อมจับมือก้าวเดินไปด้วยกัน การส่งเสริมให้มีการเดินทางไปเรียนรู้วิธีการทำงานในต่างประเทศ การจัดเวียนให้พนักงานในแต่ละประเทศมีโอกาสทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนมุมมองประสบการณ์ระหว่างกันผ่านการอบรมในหลักสูตรต่างๆ การประชุมแผนยุทธศาสตร์ประจำปี และโครงการประกวดด้านนวัตกรรมขององค์กร ตลอดจนมีนโยบายการบริหารทรัพยากรมนุษย์ด้วยความใส่ใจ ดูแลสวัสดิการ ค่าตอบแทน สร้างความก้าวหน้าในสายอาชีพ เพื่อให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุข พร้อมเติบโตไปกับองค์กร
• บ้านปูในอีก 40 ปีข้างหน้า
อย่างที่ทุกคนทราบดีว่า โลกพลังงานกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน แล้วอนาคตบ้านปูนับจากนี้อีก 40 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ในสายตาของคุณชนินท์ที่คลุกคลีอยู่กับแวดวงพลังงานมานานค่อนชีวิตยอมรับว่า ไม่สามารถฟันธงหรือให้คำตอบชัดเจนได้ ตราบใดที่โลกใบนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อะไรๆ ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ร่วมก่อตั้งบ้านปูท่านนี้โฟกัสในวันนี้ คือการเดินหน้าไปสู่พลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีพลังงาน ในขณะเดียวกันยังคงสร้างความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) รองรับความต้องการพลังงานของโลกอนาคต สำหรับพลังงานหมุนเวียน แม้จะไม่สามารถจ่ายไฟได้คงที่และสร้างพลังงานได้ไม่สูงเท่ากับพลังงานจากฟอสซิล แต่เป็นหนทางที่จะทำให้สังคมดีขึ้น และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


“ย้อนหลังกลับไปในอดีต 40 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราทำมาตลอดโดยที่ไม่รู้ตัวคือการมียุทธศาสตร์ต่างๆ ที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างทาง จากวันแรกจนถึงวันนี้เราปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจหลายครั้ง ทำให้ในช่วง 8 ปีหลังมานี้ เราเริ่มลงทุนในพลังงานหมุนเวียนทั้งจากแสงอาทิตย์และลมหลายโครงการในประเทศต่างๆ และใช้กำลังพลของเราเข้าไปบุกเบิกธุรกิจพลังงานสะอาดเยอะมากและยังทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์พลังงานสะอาด ทำให้วันนี้เรามีความก้าวหน้าในเรื่องนี้มาก จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของบ้านปูตลอด 40 ปี ตอกย้ำว่าเรามีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปเสมอ เชื่อว่าคุณสมบัตินี้จะเป็นพื้นฐานที่ดีให้บ้านปูเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอีก 40 ปีข้างหน้า”
• The First Successor นำพาองค์กรเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ Greener & Smarter
จากเรื่องราวที่คุณชนินท์เล่ามาทั้งหมดสะท้อนให้เห็นภาพการทำธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตไปด้วยกัน นอกจากการสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมแล้ว บ้านปูยังมุ่งเน้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเติบโตขององค์กร ด้วยเป้าหมายในการสร้างบ้านปูให้เป็นสถาบันที่เปิดกว้างและพร้อมให้โอกาสคนที่มีความสามารถเข้ามาบริหารงาน โดยมี คุณสมฤดี ชัยมงคล เป็น The First Successor ที่ขึ้นมานั่งในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ท่านที่สองต่อจากคุณชนินท์

“หลังจากเรียนจบก็ตั้งใจมาสมัครงานบ้านปูเป็นแห่งแรก ตอนนั้นเป็นปีที่บ้านปูเริ่มก่อตั้งบริษัท มีพนักงานจำนวนไม่มากนัก ทุกคนต้องช่วยกันทำงาน ด้วยความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ จึงได้เริ่มจากการเป็นพนักงานรับโทรศัพท์ จากนั้นจึงเปลี่ยนหน้าที่มาดูแลงานบัญชีตามที่เล่าเรียนมา ก้าวสู่ผู้ตรวจสอบบัญชี วางระบบบัญชี จนกระทั่งขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง CFO”
อย่างไรก็ดี ด้วยประสบการณ์งานด้านบัญชีและการทำงานร่วมกับบริษัทต่างชาติที่เป็นผู้ร่วมทุนในประเทศออสเตรเลีย และการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำไฟแนนซิ่งโครงการโรงไฟฟ้าของบ้านปูหลายแห่ง ประกอบกับความเป็นคนใฝ่รู้และไม่หยุดนิ่ง คุณสมฤดีจึงได้รับตำแหน่งที่เหมาะสมด้วยการเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในปี 2558 และเริ่มงานสำคัญด้วยการประกาศแผนธุรกิจ 5 ปีของบ้านปูตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ทันทีที่ได้รับตำแหน่ง
“กระแสโลกในเรื่องสิ่งแวดล้อมเริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้น เป็นจุดเปลี่ยนให้บ้านปูต้องมองหา New S-Curve นอกเหนือจากธุรกิจเหมือง เราจึงหันไปหาแหล่งพลังงานก๊าซธรรมชาติ โดยเริ่มดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกาในปี 2559 ซึ่งเป็นปีถัดมาจากที่คุณชนินท์ลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และเป็นปีสุดท้ายของแผนธุรกิจ 5 ปีในช่วงนั้นของบ้านปูพอดี ดังนั้นในปีที่ดิฉันขึ้นมาเป็นซีอีโออย่างเป็นทางการในปี 2558 จึงได้ประกาศแผนธุรกิจ 5 ปีฉบับใหม่ด้วยกลยุทธ์ Greener & Smarter”

การดำเนินธุรกิจตามกลยุทธ์ Greener & Smarter ของบ้านปูเริ่มจากการทรานส์ฟอร์มด้านธุรกิจ จากการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพลังงานสะอาดมากขึ้น ประกอบด้วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน จากที่เคยมีแค่โรงไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงดั้งเดิม ก็เพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น การลงทุนในโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม เป็นต้น เสริมด้วยการปรับกระบวนการทำงานให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ตอกย้ำการเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจแบบ Smarter
หลังจากแผน Greener & Smarter จบลงในปี 2563 คุณสมฤดีนำ Greener & Smarter มาต่อยอดแผน 5 ปี ฉบับที่ 2 (2564-2568) โดยเพิ่มกลยุทธ์ Faster ที่เร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านให้เร็วขึ้น หวังผลักดันบ้านปูไปสู่ธุรกิจพลังงานเพื่อความยั่งยืนตาม 3 เมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้นบนโลกพลังงาน ประกอบด้วย
- Decarbonization (การใช้พลังงานที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์)
- Decentralization (การกระจายตัวการผลิตและจำหน่ายพลังงานแบบไม่รวมศูนย์
- Digitalization (การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการพลังงาน)
ซึ่ง 3 เมกะเทรนด์เหล่านี้ถูกนำมาเป็นเข็มทิศให้บ้านปูในฐานะผู้ส่งมอบอนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืนด้วยการจัดหาพลังงานในราคาที่เหมาะสม มีความสามารถส่งมอบพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
• To Power the Better Living for All ขับเคลื่อนชีวิตผู้คนตามหลัก ESG บ้านปูตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) และมุ่งสร้างความยั่งยืนทางพลังงานมาตลอด 4 ทศวรรษ พร้อมสร้างการเติบโตที่ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ประกอบไปด้วย
- Energy Resources กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงานและจัดการแหล่งพลังงานต้นทางในธุรกิจเหมืองและก๊าซธรรมชาติ โดยบ้านปูไม่มีแผนการลงทุนในธุรกิจถ่านหินเพิ่มเติม แต่ยังคงต้องผลิตถ่านหินต่อไปด้วยความรับผิดชอบต่อลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลและความต่อเนื่องในการส่งมอบพลังงาน
- Energy Generation กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน มุ่งสร้างเมกะวัตต์คุณภาพด้วยสมดุลของพอร์ตธุรกิจทั้งจากพลังงานความร้อน (Thermal Power Business) และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Power Business)
- Energy Technology กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ผ่านการดำเนินงานของบริษัท บ้านปู เน็กซ์ (Banpu NEXT) ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานฉลาดเพื่อความยั่งยืนแบบครบวงจร (Total Smart Energy Solutions) ที่ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานแห่งโลกอนาคต

ทั้งนี้ บ้านปูยังเดินหน้าปรับกระบวนทัพทางธุรกิจ จัดโครงสร้างการดำเนินงานของบริษัทย่อยต่างๆ ในกลุ่มธุรกิจผลิตพลังงานและกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานใหม่ เป็นที่มาของการจัดตั้ง บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด เพื่อมุ่งลงทุนและพัฒนาโครงการด้านธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงานใน 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ธุรกิจแบตเตอรี่ ธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า ธุรกิจอี-โมบิลิตี้ และธุรกิจพัฒนาเมืองอัจฉริยะและจัดการพลังงาน เพื่อเสริมทัพสมาร์ทโซลูชันด้านพลังงานอย่างครบวงจร ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศทางธุรกิจของบ้านปู
คุณสมฤดี กล่าวว่า แนวทางขับเคลื่อนพลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อมของบ้านปู ทำให้ Energy Technology จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่บ้านปูกำลังมุ่งหน้าไป และโฟกัสการลงทุนในส่วนนี้มากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้เข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มในธุรกิจอี-โมบิลิตี้ ให้มีความครบวงจร และเพิ่มพอร์ตการลงทุนในแบตเตอรี่เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมขนส่ง นอกจากนี้ยังลงทุนในสตาร์ตอัป อาทิ แอปพลิเคชันมูฟมี (MuvMi) ผู้ให้บริการรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าสำหรับรับ-ส่งเฉพาะพื้นที่ แอปพลิเคชันฮ้อปคาร์ (Haupcar) ผู้ให้บริการเช่าใช้รถอีวี เป็นต้น ในขณะที่บ้านปู เน็กซ์ ยังคงทรานส์ฟอร์มต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างอีโคซิสเต็มด้านพลังงานให้เหมาะกับความต้องการและทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นภายใต้แนวคิด Better Living for All นั่นคือการเป็นองค์กรที่มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้คน

“เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพลังงานจะเป็นหนึ่งใน New S-Curve ของบ้านปูในอนาคต โดยเราได้ตั้งหน่วยงานเพื่อศึกษาการลงทุนธุรกิจแร่แห่งอนาคต (Strategic Mineral) โดยคาดหวังว่าจะมีการเชื่อมโยง (Synergy) กับธุรกิจแบตเตอรี่ รวมถึงการลงทุนในหุ้นทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพหรือเฮลธ์แคร์ (Healthcare) ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีศักยภาพและอัตราการเติบโตสูง ไม่เพียงเท่านั้น บ้านปูยังมองหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ทั้งด้านที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานและนอกเหนือจากพลังงาน (Beyond Energy) โดยจัดตั้งหน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อหาโอกาสเพิ่ม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการเติบโต รวมถึงการลงทุนในสตาร์ตอัปเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มการให้บริการ Energy Solution UX และ UI แบบเทเลอร์เมดให้กับลูกค้า และการลงทุนในเรียลเอสเตทฟันด์เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่เป็นโอกาสให้กับกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ตั้งแต่การติดตั้งโซลาร์บนหลังคาไปจนถึงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อต่อยอดการเติบโตให้กับบ้านปู เน็กซ์”
ทั้งการผลักดันการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานที่บ้านปูโฟกัสมากขึ้น บวกกับการวางบทบาทองค์กรให้เป็นมากกว่าบริษัทพลังงาน ด้วยเป้าหมายในการมีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนภายใต้แนวคิด Better Living for All ตอกย้ำดีเอ็นเอของบ้านปูที่ยึดหลักการทำธุรกิจด้วย ESG ตั้งแต่วันแรกของการทำธุรกิจ
คุณสมฤดี กล่าวในเรื่องนี้ว่า เกิดจากวิสัยทัศน์ของคุณชนินท์ ที่หล่อหลอมแนวทางการทำธุรกิจบ้านปูให้ครอบคลุมการดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน และเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาล
“เนื่องจากบ้านปูเกิดมาจากธุรกิจเหมืองแร่ คุณชนินท์มองว่าถ้าเราต้องขุดดินต้องตัดต้นไม้ เราต้องคืนกำไรกลับสู่สังคมเท่าที่จะทำได้ ตอนนั้นยังไม่มีแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมแบบนี้เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ จนถึงช่วงหนึ่งมีคำว่า CSR เกิดขึ้นมา เราก็คืนให้สังคมผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ จำนวนมาก”

ยกตัวอย่าง การสอน-ฝึกอาชีพ และทำงานกับชุมชนเพื่อพัฒนาชุมชนรอบเหมืองและโรงไฟฟ้า โครงการ Power Green Camp พาเยาวชนไปเรียนรู้ด้านพลังงานและความหลากหลายทางชีวภาพ การส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ในโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม (Banpu Champions for Change) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่นำเสนอโครงการที่มุ่งแก้ไขปัญหาสังคมด้วยไอเดียและนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ ชิงรางวัลเป็นเงินสนับสนุนตั้งต้นในการทำธุรกิจ และการดำเนินงานของกองทุน “มิตรผล-บ้านปู รวมใจช่วยไทย สู้ภัยโควิด-19” ที่มีมูลค่ากองทุนฯ รวม 1,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานสาธารณสุข รวมถึงบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ขาดแคลนและด้อยโอกาสในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ส่งมอบความช่วยเหลือไปสู่ภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่และสุขภาวะจากวิกฤตโควิด โดยภายหลังได้นำเงินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางธรรมชาติต่างๆ อีกหลายโอกาส

การดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรมและการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนที่ดีเสมอมา ทำให้บ้านปูได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำด้านความยั่งยืนทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ อาทิ เป็นหนึ่งในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment) จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices : DJSI) ระดับโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับ A+ โดย Tris Rating เป็นเครื่องการันตีถึงความสำเร็จของบ้านปูตลอด 4 ทศวรรษ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้คนในวันนี้และในทศวรรษต่อๆ ไป