“เยลลี่” ยังคงเป็นขนมที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเช้าสายบ่ายเย็น หรือตอนดูหนังดึก ๆ เยลลี่ก็คอยเป็นเพื่อนคู่กระเพาะ ให้เราได้เคี้ยวหนุบหนับอย่างไม่เหงาปาก ซึ่งหนึ่งแบรนด์เยลลี่ของไทยที่เรารู้จักกันดี ก็ต้องยกให้ “จอลลี่แบร์”
มี Fun Fact ข้อหนึ่งของจอลลี่แบร์ ที่ผลิตโดยบริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด คือ “ไม่ได้เป็นเยลลี่หมีตั้งแต่แรก” แต่เป็นลูกอม! เพราะช่วงนั้นเป็นยุคทองของลูกอมแบบแข็ง (Hard Candy) ทำให้คู่แข่งในตลาดลูกอมเยอะ การจะเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดใหญ่เบอร์นั้นก็ยาก แถมแบรนด์ใหม่ ๆ ก็งอกขึ้นมาเรื่อย ๆ ทายาทรุ่น 2 จึงหันมาทำเยลลี่รูปหมีแทน
แต่ด้วยความที่เป็นสินค้าใหม่ในตลาดขนม ห้างร้านต่าง ๆ จึงไม่กล้ารับของใหม่อย่างเยลลี่เข้ามาขาย เพราะกลัวว่าจะไม่มีใครรู้จัก จอลลี่แบร์จึงลงทุนทำโฆษณาโทรทัศน์ออกมา ด้วยเพลง “นุ่ม ๆ เหนียว ๆ นุ่ม ๆ เหนียว ๆ โอ้ จอลลี่แบร์” แน่นอนว่าใครก็ตามที่เกิดทันยุคนั้น (ประมาณ 80s) ที่ได้เห็นโฆษณาสินค้าขนมตัวใหม่ ก็พากันแห่ไปซื้อจอลลี่แบร์มาลองกินกัน ทำให้จอลลี่แบร์กลายเป็นสินค้าขายดีจนเกือบจะขาดตลาด ด้วยราคาเริ่มต้น 5 บาทที่ทุกคนจับต้องได้

แต่สงสัยกันหรือไม่ ว่าเวลาก็ผ่านมานานมากแล้ว ทำไมจอลลี่แบร์ถึงยังคงสามารถขายได้ซองละ 5 บาทได้?
จริงอยู่ที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามยุคสมัย แต่เพราะว่าจอลลี่แบร์มีการพัฒนานวัตกรรมการผลิตให้ประหยัดต้นทุนมากที่สุด เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยการซื้อเครื่องจักรมากขึ้น ผลิตได้เยอะขึ้นจากแต่ก่อน ทำให้แบรนด์สามารถขายได้ซองละ 5 บาทเหมือนเดิม
ในขณะเดียวกัน จอลลี่แบร์ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับเยลลี่หมี แต่ยังแตกไลน์สินค้าใหม่ ๆ ทั้งจอลลี่โคล่า, จอลลี่ดอทส์, จอลลี่สติ๊ก ที่ยังวางขายอยู่ตามชั้นขนมจนถึงทุกวันนี้ รวมถึงการทำจอลลี่แบร์ห่อขนาดต่าง ๆ ตั้งแต่ 5 บาท 10 บาท ไปจนถึง 20 บาทเลยก็มีเช่นกัน
แต่ที่ Brand Story รู้สึกว้าวมาก ๆ กับสิ่งที่จอลลี่แบร์สร้างปรากฏการณ์ทางการตลาด อย่างการเข้าไปแก้ Pain Point สาวกเยลลี่หมีที่บางคนก็ชอบหมีเขียว บางคนก็รักหมีแดงมากกว่า จึงปล่อยจอลลี่แบร์เวอร์ชั่นแยกสีออกมาให้ลูกค้าหมีแต่ละสีได้ซื้อกินกันอย่างจุใจ ทั้งยังเปิดตัวรสชาติตามฤดูกาลต่าง ๆ ด้วยแพ็คเกจจิ้งแสนน่ารัก หรือจอลลี่แบร์แบบเปรี้ยว (Super Sour) ก็ถูกใจใครหลายคนเหมือนกัน
สุดท้ายแล้ว แบรนด์ที่สามารถครองใจผู้บริโภคได้นานที่สุด ไม่ใช่แบรนด์ที่ต้องพัฒนานวัตกรรมการผลิตให้มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ต้องเป็นแบรนด์ที่รู้จัก “ปรับตัว” ให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคแต่ละยุคสมัยอีกด้วย เช่นเดียวกับจอลลี่แบร์ ที่สามารถทำทั้ง 2 สิ่งนั้นได้อย่างดีเลยทีเดียว