หากมองเข้ามาที่กลยุทธ์การทำตลาดค้าส่งของแม็คโครในช่วง 2 – 3 ปีมานี้ จะพบว่า มีการปรับกลยุทธ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกับการปรับรูปแบบการทำตลาดมาสู่ Omni-channel แม้แม็คโครเองจะมีการลงทุนขยายสาขาใหม่อย่างต่อเนื่องปีละ 10 - 12 สาขา
แต่การขยายสาขาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนั้น จากคำกล่าวของ ธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจค้าส่งแม็คโคร ประเทศไทย ที่เคยพูดไว้ในงานแถลงข่าวเปิดตัว Makro PRO แอปพลิเคชั่น ว่า ทำให้เกิดการเติบโตของยอดขายได้ไม่มากนัก แต่ถ้าเอาเรื่องของออมนิชะแนล เข้ามาเป็นตัวช่วย จะทำให้สามารถสร้างการเติบโตได้เพิ่มขึ้น
อย่างปี 2565 ที่ผ่านมา พบว่า ยอดขายผ่าน Omni-channel ที่มาจากออฟไลน์และออนไลน์ จะมีมากถึง 88% เลยทีเดียว
แม็คโคร เริ่มขายแบบ Omni -channel มาตั้งแต่ปี 2563 และเริ่มมีการลงทุนในการพัฒนาอาวุธสำคัญอย่างระบบดิจิทัลมากขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา นอกจากการเปิดตัว Makro PRO ที่แอปตัวนี้ จะเป็นทั้งแอปที่ Seamless Omni-channel เชื่อมต่อการให้บริการจากสาขา (ออฟไลน์) สู่บนแอปพลิเคชัน (ออนไลน์) แบบไร้รอยต่อ แล้ว
สิ่งที่ถูกเสริมเข้ามาในกลยุทธ์การทำตลาดของแม็คโครก็คือ การปรับรูปแบบสาขาให้มีขนาดไม่ใหญ่นัก โดยเน้นไปที่สาขาในไซส์ที่ไม่เกิน 4,000 ตารางเมตร มีสินค้าประมาณ 20,000 เอสเคยู เนื่องจากมองว่า ส่วนหนึ่งของการซื้อสินค้าจะมาจากแอป Marko Pro ที่มีสินค้าให้บริการถึง 50,000 เอสเคยู

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม็คโคร มีการร่วมมือกับรีเล็กซ์ โซลูชั่น (RELEX Solutions) ด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาเสริมทัพในการสร้างประสิทธิภาพด้านการวางแผนผังออกแบบพื้นที่สาขา และระบบจัดวางสินค้าให้สอดคล้องกับปริมาณการขาย และยังเพิ่มประสิทธิภาพในระบบห่วงโซ่อุปทานได้แบบครบวงจรมากขึ้น
มร.พอล สตีเฟ่น ฮาวเว่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานเทคโนโลยี บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขยายความร่วมมือกับรีเล็กซ์ ครั้งนี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่ในสาขาให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากการใช้ AI คาดการณ์ความต้องการเติมสินค้าให้สอดคล้องกับปริมาณการขาย และวางแผนการจัดวางสินค้าให้เหมาะสม ซึ่งสามารถนำไปสู่การลดการจัดเก็บสินค้าคงคลัง และสร้างโอกาสในการขายได้มากขึ้น
แน่นอนว่า การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญของแม็คโคร ในการมุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจค้าส่งค้าปลีก Omni-channel โดยปัจจุบัน แม็คโคร มีจำนวนสาขาในประเทศไทย 153 แห่ง และอีก 10 สาขาใน 5 ประเทศ รวมถึงมีการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย E-Commerce ผ่าน แม็คโคร โปร แอปพลิเคชั่น ที่เข้ามาช่วยทำให้การทำตลาดแบบ Omni-channel มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

ขณะที่สาขาแต่สาขา จะมีการลงทุนระบบหลังบ้าน เพื่อทำหน้าที่เป็นฮับในการให้บริการแบบ Omni-channel โดยปัจจุบัน แม็คโคร มีสมาชิกอยู่มากกว่า 4 ล้านราย ลูกค้า 70% จะเป็น B2B ขณะที่อีก 30% จะเป็นลูกค้าครอบครัวขนาดใหญ่ ซึ่งผู้บริหารของแม็คโครยืนยันว่า จะคงสัดส่วนนี้ เพราะถือว่าลงตัวกับการทำตลาดของแม็คโครแล้ว
ว่ากันว่าเทคโนโลยี AI กลายมาเป็น 1 ในเทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจค้าปลีก - ค้าส่ง สมัยใหม่ โดยเทคโนโลยีตัวนี้จะเข้ามาช่วยค้าปลีกประเมินความต้องการของตลาด ยอดขาย ฯลฯ ให้ “แม่นยำ” ยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ การหาสินค้า ประเภท หมวดหมู่มาเติมในร้าน เป็นอีกหัวใจสำคัญของการค้าขาย หากใช้เทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์ประมวลผล จะทำให้รู้ว่าสินค้าไหนจะขายดี หรือขายราคาเท่าไหร่ ช่วยบริหารสต๊อกโดยเฉพาะสินค้าสด เพื่อป้องกันการสูญเสียหรือไม่เพียงพอต่อการขาย
แม็คโคร จึงเป็นอีกตัวอย่างที่ไม่พลาดการนำเทคโนโลยีนี้ เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการทำตลาด....