รู้กันหรือยัง? ว่าจริง ๆ สตูดิโอจิบลิยังไม่เลิกทำแอนิเมชัน!
ในปี 2023 นี้ ในญี่ปุ่นจะฉายแอนิเมชันระดับ Masterpiece ของค่ายจิบลิ “How Do You Live” โดยอาจารย์ฮายาโอะ มิยาซากิ หรือหนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอ จิบลิ นั่นเอง! แฟน ๆ ชาวไทยก็คงต้องรอชมกันต่อไปว่าจะได้ดูด้วยหรือไม่
เมื่อพูดถึงชื่อเรื่อง How Do You Live? ที่แปลว่า “คุณใช้ชีวิตอย่างไร?” ก็เดาไว้ก่อนเลยว่า เมื่อดูจบต้องกลับมานั่งตกตะกอนกับตนเองแน่ ๆ ว่าที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตอย่างดีและคุ้มค่ามากพอหรือยัง ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งที่สตูดิโอ จิบลิ ทำแบบนี้ แต่จิบลิได้แทรกความเป็นมนุษย์ลงไปในเรื่องราวสุดแฟนตาซีเสมอมา
วันนี้ Brand Story จึงปิ๊งไอเดีย พาทุกคนมาทำความรู้จักกับสตูดิโอ จิบลิ และไขข้อข้องใจที่หลายคนสงสัยเอง!
สตูดิโอ จิบลิ (Studio Ghibli) เกิดจากความหลงใหลในความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ ของฮายาโอะ มิยาซากิ และอิซาโอะ ทาคาฮาตะ แอนิเมเตอร์ทั้งสองจากสตูดิโอ Toei Doga (ผู้ผลิตอนิเมะชื่อดังที่เราก็รู้จัก เช่น อิคคิวซัง แม่มดน้อยโดเรมี สแลมดังก์) ซึ่งแรก ๆ ก็เหมือนจะดี กระทั่งโดนยุคสมัยของการ์ตูนสั้นเข้ามาคุมกำเนิดเสียก่อน ด้วยพฤติกรรมการเสพสื่อแบบกระชับ แถมยังประหยัดต้นทุนและเวลาในการผลิต สตูดิโอต่าง ๆ เลยหันผลิตการ์ตูนเป็นตอนสั้น ๆ ที่ฉายในทีวีแทน
แน่นอนว่าขัดใจว่าที่ผู้ก่อตั้งจิบลิไม่น้อย เป็นเพราะการใส่รายละเอียดยิบย่อยอย่างความอ่อนไหวของอารมณ์มนุษย์ลงไปในแอนิเมชันหนึ่งเรื่อง จำเป็นต้องใช้ต้นทุนสูง ระยะเวลานานโข รวมถึงความสมจริงของบทละคร ซึ่งแปลว่าการ์ตูนต้องออกมายาว 100% ไม่ตอบโจทย์ต่อยุคสมัยแน่ ๆ
ผ่านมาราวสองทศวรรษ ก็ถึงเวลาหวนคืนสู่สายตาผู้ชมของแอนิเมชั่นยาว เมื่อปี 1984 ฮายาโอะกับอิซาโอะมีโอกาสได้ร่วมมือสร้าง Nausicaä of the Valley of the Wind หรือมหาสงครามหุบเขาแห่งสายลม ด้วยลายเส้นและโทนสีอันเป็นเอกลักษณ์ ความลึกซึ้งในมิติต่าง ๆ ของใจคน ทำให้แอนิเมชันเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่นอย่างมาก
เมื่อประตูแห่งโอกาสเปิดต้อนรับ ปี 1985 ทั้งสองออกมาจากสตูดิโอเดิม และก่อตั้ง “สตูดิโอ จิบลิ” (Studio Ghibli)
แล้วทำไมต้องเป็นคำว่าจิบลิ? เล่าก่อนว่าฮายาโอะเป็นเนิร์ดเครื่องบิน ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จะมีโค้ดลับที่ใช้เรียกเครื่องบินหน่วยสอดแนมของอิตาลี ซึ่งคำว่าจิบลิเป็นหนึ่งในนั้น แปลว่า “ลมทะเลทรายอันร้อนระอุ” ด้วยความหวังที่ว่าลมร้อนนี้จะเข้ามาพัดพาให้วงการแอนิเมชันญี่ปุ่นสั่นสะเทือน
กลับกัน Nausicaä of the Valley of the Wind ดันไม่ถูกจริตคนขาวเสียอย่างนั้น ทั้งยังโดนระงับการฉายในแถบประเทศตะวันตกอีกต่างหาก ซึ่งเกิดจากการตัดต่อใหม่ในปี 1986 ที่บิดสาส์นจนเกิดความเข้าใจผิด! กว่าแอนิเมชันของจิบลิจะได้โกอินเตอร์ก็ใช้เวลาอยู่เนิ่นนาน จนปี 1996 สตูดิโอของดิสนีย์เข้ามาติดต่อเป็นผู้จัดจำหน่ายให้อีกช่องทางหนึ่ง โดยตกลงกันว่าจะไม่เข้าไปดัดแปลงฉากจนทำให้ผู้ชมเข้าใจแก่นของเรื่องแบบผิด ๆ อีก และในปีต่อมาก็ได้ปล่อยเรื่อง Mononoke-hime หรือเจ้าหญิงโมโนโนเกะ ออกมาให้ติดตราตรึงใจชาวโลกอีกครั้ง
คำถามต่อมา ในเมื่อจิบลิแมสขนาดนั้น ทำไมตอนนั้นคนไทยถึงยังไม่ได้ดูแอนิเมชันของจิบลิอย่างถูกลิขสิทธิ์ ทั้ง ๆ ที่ยุคนั้นวัฒนธรรมญี่ปุ่นและกระแส J-pop แมสมากในบ้านเรา? คำตอบคือ “หนังจิบลิแพง” จากต้นทุนการผลิตที่สูง และ “โรงหนังไม่กล้านำเข้ามา” เพราะกลัวว่าจะไม่คุ้ม อาจเป็นฐานแฟนคลับของหนังจิบลิในไทยไม่แน่นเท่าดิสนีย์หรือพิกซาร์ ที่ ณ ตอนนั้นมีคนดูแน่ ๆ
เมื่อได้สตูดิโอระดับโลกปัง ๆ เข้ามาจับมือ จิบลิก็มีโอกาสได้ไปเฉิดฉายทั่วทุกมุมโลก และได้รับรางวัลด้านภาพยนตร์จนล้นมือ อย่างเรื่อง Spirited Away (2001) ได้ครองหมีทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน และรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม ตามมาด้วย Howl's Moving Castle (2004) และ Ponyo (2008) ก็ได้รับรางวัลเช่นกัน!
กว่าบ้านเราจะได้ดูแอนิเมชันฝีมือจิบลิแบบถูกต้อง ก็ปาไปปี 2008 แล้ว เมื่อค่าย M Pictures (ปัจจุบันคุณขันเงิน ไทยเทเนียม ได้เทคโอเวอร์ไปแล้วเรียบร้อย) ซื้อเรื่อง Ponyo เข้ามาฉายให้คนไทยได้นั่งดูในโรงหนังเป็นบุญตา และหลังจากนั้นก็นำหนังค่ายจิบลิเข้ามาให้ดูอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งรายได้ก็ถือว่าดี ไม่ได้ขาดทุน แต่ก็ไม่ได้กำไรมากมายเท่าอนิเมะเบอร์ต้น ๆ อย่างโคนัน (ที่แมสจากการเป็นมังงะตอนสั้น)
และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา เน็ตฟลิกซ์ไปดีลเอาแอนิเมชันของจิบลิมาฉายในแพลตฟอร์มของตนเองได้สำเร็จเสียที ทำเอาแฟนคลับจิบลิและเน็ตฟลิกซ์แทบปิดซอยเลี้ยงโต๊ะจีน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาสตรีมมิงแพลตฟอร์มหลายแห่งได้เข้าไปขอซื้อ เจรจา ต่อรองแทบจะทุกรูปแบบเพื่อให้ได้การ์ตูนจิบลิมาให้ลูกค้าของตนได้ดู ถือว่าเป็นของแรร์สุด ๆ เลยก็ว่าได้
