ปัจจุบันรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% Electric Vehicle หรือ EV ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจัยช่วย ประหยัดน้ำมันซึ่งมีราคาผันผวนในปัจจุบัน ทั้งยังช่วยลดการเกิดมลพิษทางอากาศ ซึ่งทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบร่วมกัน ข้อมูลจาก International Energy Agency ประมาณการว่าในปี 2573 ทั่วโลกจะมียานยนต์ไฟฟ้ากว่า 145 ล้านคัน สอดคล้องกับข้อมูลจาก Reuters ที่ระบุว่าผู้ผลิตยานยนต์ทั่วโลกวางแผนใช้งบประมาณราว 5 แสนล้านดอลลาร์จนถึงปี 2573 เพื่อลงทุนยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ รวมถึงวางแผนใช้เงินประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์เพื่อซื้อยานยนต์ไฟฟ้าและ ลงทุนด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
สำหรับในประเทศไทย คณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ด EV ได้ออกแนวทางการส่งเสริมรถยนต์ ไฟฟ้าตามนโยบาย 30@30 ตั้งเป้าผลิตรถ ZEV หรือ Zero Emission Vehicle เป็นยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้ อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ.2573 ซึ่งนโยบาย 30@30 นี้เองจะเป็นอีกหนึ่ง กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต
แนวโน้มการเติบโตดังกล่าว ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า คือเมกะเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึง โอกาสในการสร้าง New S-Curve ให้ธุรกิจต่างๆ

“เรามองว่าเมกะเทรนด์ของโลกเปลี่ยนจากวิกฤตโลกร้อนทำให้เกิดการการใช้พลังงานในภาพรวมของทั้งโลกเปลี่ยน จากการใช้พลังงานฟอสซิลมาเป็นพลังงานสะอาด พลังงานทางเลือก ปตท.ทำธุรกิจ Oil and Gas มามากกว่า 40 ปีจึงมองถึง การเปลี่ยนธุรกิจเพื่อตอบโจทย์การลดผลกระทบที่ทำให้เกิดโลกร้อน เราจึงพยายามลดสัดส่วนการลงทุนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Fossil Base ลง เพื่อสนับสนุนนโยบายภาครัฐที่มีเป้าหมายเป็น Net Zero ภายในปี 2065 และ Carbon Neutral ในปี 2050
พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานทางเลือกตัวหนึ่งที่เรามองถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจใหม่ที่ ปตท.มองว่าจะมีสัดส่วน 30% ซึ่งธุรกิจใหม่จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่ม Future Energy จะประกอบไปด้วย Renewable ทั้งหมด เช่น Solar หรือ EV Value Chain ทั้งหมด เป็นต้น และ Beyond มุ่งไปสู่ธุรกิจ Life Science หรือธุรกิจยาที่ตอบโจทย์ให้ประชาชนคนไทยได้ เข้าถึงยาดีในราคาจับต้องได้ โดยร่วมกับองค์การเภสัชกรรม” คุณเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรม และธุรกิจใหม่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อธิบายเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้น และการเข้าสู่ธุรกิจ EV Value Chain ซึ่งเป็น New S-Curve ให้ ปตท.
ปตท. จึงมีการลงทุนและพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืนเพื่อตอบวิสัยทัศน์ “Powering Life with Future Energy and Beyond” โดยหนึ่งในการลงทุนที่สำคัญ คือการจัดตั้ง ARUN PLUS ภายใต้ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด และบริษัทในกลุ่ม อรุณ พลัส เพื่อดำเนินภารกิจในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืน ตอกย้ำการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยพลังแห่งอนาคต โดย ARUN PLUS ดำเนินธุรกิจด้าน EV Value Chain ภายใต้วิสัยทัศน์ “EV Ecosystem Partnership for Future Mobility” ในการส่งเสริมและสร้าง EV Ecosystem ที่จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการใช้งาน EV อย่างแพร่หลายในประเทศไทย ซึ่งนอกจากการดำเนินธุรกิจด้าน EV Value Chain เพื่อรองรับการขยายฐานธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าของปตท. แล้ว ARUN PLUS ยังมีหน้าที่ส่งเสริมและสร้างนวัตกรรมที่สนับสนุนให้เกิด EV Ecosystem ในประเทศ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ผู้ประกอบการและเสริมทักษะให้บุคลากรเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ

โดยการลงทุนและพัฒนานวัตกรรมตลอดจนเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าของ ARUN PLUS จะเน้นการลงทุนเพื่อสร้าง EV Ecosystem ตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ ต้นน้ำ โดยการมุ่งลงทุนในวัตถุดิบตั้งต้นทั้งในส่วนของแบตเตอรี่และปิโตรเคมีที่ เป็นชิ้นส่วนยานยนต์ การลงทุนในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ กลางน้ำ คือการตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้แบบครบวงจรในประเทศ และปลายน้ำ ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างสถานีบริการ EV Charge รวมไปถึงการให้บริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ การสร้าง Platform เช่ารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงและทดลองใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งหมดมีการเตรียมงบลงทุนกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก่อสร้างโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าบนพื้นที่ 313 ไร่ ณ สวนอุตสาหกรรมโรจนะ หนองใหญ่ ชลบุรี ซึ่งในปี 2024 จะมีกำลังการผลิตเริ่มต้น 50,000 คันต่อปี และจะขยายเป็น 150,000 คันต่อปีในปี 2030 รวมถึงจะมีการจ้างงานคนไทยที่ต้องใช้ทักษะสูงกว่า 2,000 อัตรา เพื่อขับเคลื่อน EV Ecosystem ซึ่งการลงทุนทั้งหมดจะก่อให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ เพิ่มทักษะแรงงาน ยกระดับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงช่วยขยายฐานรายได้ให้คนไทยด้วยเช่นกัน

หากลงลึกถึงธุรกิจในกลุ่ม
ARUN PLUS จะประกอบไปด้วย 5 ธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิด EV Ecosystem แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดย 5 ธุรกิจหลักประกอบไปด้วย
- Nuovo Plus บริษัทร่วมทุนระหว่าง Arun Plus กับ GPSC ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่
- Horizon Plus โรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรที่ลงทุนร่วมกับ FOXCONN เพื่อผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้กับ แบรนด์ต่างๆในราคาเหมาะสม ผู้บริโภคเข้าถึงได้
- On-ion ผลิต จำหน่าย และติดตั้ง EV Charger
- EVme Plus ดิจิทัลแพลตฟอร์มให้เช่าใช้รถ EV เพื่อให้ผู้ที่สนใจมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์การใช้งานรถ EV
- Swap & Go แพลตฟอร์มให้บริการสลับแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบไม่ต้องรอชาร์จ
“กลุ่มลูกค้าของ ARUN PLUS เป็นกลุ่มที่ค่อนข้างกว้างโดยเป้าหมายสำคัญ คือการมองหาลูกค้าที่มีความต้องการ ในการเข้ามาผลิตที่เมืองไทย ดังนั้นลูกค้าของเราอาจจะเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีชื่อเสียง หรือแบรนด์ใหม่ๆ ที่จีนเป็นผู้นำ หรือ บริษัท FOXCONN เองก็มองหาความต้องการในส่วนที่จะเข้ามาให้เรารับจ้างผลิตเช่นเดียวกัน โดยในปี 2024 จะมีกำลังการ ผลิตเริ่มต้น 50,000 คันต่อปี และจะขยายเป็น 150,000 คันต่อปีในปี 2030 โดยมีเป้าผลิตในปี 2024 ประมาณ 12,000 คัน เราต้องพยายามหาความต้องการให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากโรงงานมีการวางเสาเข็มไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2565 ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง จะแล้วเสร็จประมาณปี 2026”นอกจากบริษัทในกลุ่ม
ARUN PLUS ข้างต้นที่ทำหน้าต่อยอด Value Chain ของ EV Ecosystem ให้สมบูรณ์แล้ว ยังมีการต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่
ARUN PLUS และ Partner อย่าง Foxconn ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในอุตสาหกรรม Smart Electronics และ Semiconductor รวมถึงการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ที่เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำในการผลิต EV

อย่างไรก็ตาม แม้ ARUN PLUS มีโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของตัวเอง แต่คุณเชิดชัย มองว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะ สร้างแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าในนาม ARUN PLUS
“เรายังไม่มีแผนการลงทุนแบรนด์รถของตัวเอง แต่ไม่ปิดโอกาสที่จะสร้างแบรนด์รถของ ARUN PLUS เพราะการ สร้างแบรนด์รถยนต์สักแบรนด์ไม่ใช่เรื่องง่าย มีรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องลงทุนอีกมาก เนื่องจากรถยนต์เป็นสินค้าที่มีราคาสูง ดังนั้น ผู้บริโภคจึงมีปัจจัยในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ที่ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือเรื่องของความเชื่อมั่นในแบรนด์ ซึ่งตอนนี้ตลาดยังเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่าผู้บริโภคติดแบรนด์ไหม กล้าที่จะซื้อแบรนด์ที่ไม่รู้จักหรือเปล่า ARUN PLUS เป็นแบรนด์น้องใหม่ที่ต้องสั่งสมประสบการณ์และชื่อเสียงผ่านคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตโดยบริษัทในกลุ่ม ARUN PLUS ในปัจจุบันจึงมุ่งเน้นไปที่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ให้แก่แบรนด์รถที่สนใจทำตลาดภายในประเทศก่อน เพื่อให้เกิดการ ยอมรับในคุณภาพและประสิทธิภาพของสินค้า ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการเป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ต่อไปในอนาคต”
คุณเชิดชัย อธิบายเพิ่มเติมว่าในอีก 5 ปี ข้างหน้า ในนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้การดำเนินธุรกิจของบริษัทในกลุ่ม ARUN PLUS จะได้เห็น
โรงงาน Horizon Plus ที่พร้อมให้บริการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่ผู้ประกอบการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ในปี 2024 โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 50,000 คันต่อปีในปี 2024 เป็นผลิตรุ่นรถได้มากกว่า 2-3 รุ่น และเพิ่มเป็น 150,000 คันในปี 2030 ของกำลังผลิตรถ EV ของประเทศที่ประมาณ 725,000 คัน เน้นวางกลยุทธ์แบบ Build-Operate-Localize หรือ BOL โดยปัจจุบันอยู่ในช่วง Build-Operate มีชาวต่างชาติอยู่ที่ 50:50 (ปัจจุบัน 80 คน) และลดสัดส่วนชาว ต่างชาติลงไม่เกิน 5% ในปี 2025-2026 ในช่วง Localize

จักรยานยนต์ไฟฟ้า ARUN PLUS อยู่ในระหว่างหา Partner เพื่อร่วมลงทุนผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ภายในปี 2024 คาดว่าจะเริ่มทำการตลาดได้ภายในปี 2025-2026 ตั้งเป้าที่ส่งออกในภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2027
สำหรับรถบัสไฟฟ้า ในอนาคตจะมีการผลิตและประกอบเกิดขึ้นภายในประเทศ มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานระดับสากล และผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึง Sevice ที่เกี่ยวกับรถโดยสารแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตตามต้องการ บำรุงรักษา รวมถึงการให้บริการคนขับและบริหารจัดการเส้นทางและการรับ-ส่ง ผู้โดยสาร โดยตั้งเป้าที่จะผลิตให้ได้ปีละ 500 คัน ภายในปี 2026
ส่วนของ On-ion แบรนด์ EV Charger ของ ARUN PLUS จะให้บริการในแบบ EPC Model คือผลิตและติดตั้ง ซึ่งปัจจุบันมีเป้ายอดขายอยู่ที่ 2,000 ชุด เน้นกลุ่ม OEM และ B2B และเป็นหัวชาร์จสาธารณะที่ประมาณ 400 จุด สำหรับเป้ายอดขายในปี 2027 อยู่ที่ 26,000 ชุด เป็นหัวชาร์จสาธารณะที่ประมาณ 6,500 จุด เพื่อรองรับผู้ใช้งานมากกว่า 1 แสนคน
EVme App โดย Evme Plus จะเป็น #1 Sustainable Mobility Platform in ASEAN ในปี 2026-2027 ทำหน้าที่ให้บริการด้านรถไฟฟ้าอันดับ 1 ในใจของผู้บริโภค โดยจะขยายการให้บริการที่หลากหลายตามแนวทาง ROSE คือ Rent Own Subscribe Earn เช่น การเช่ารถ การเป็นตัวกลางซื้อขายรถ EV และมีแผนขยายบริการไปสู่ประเทศในภูมิภาค ASEAN
“ในอนาคตเราจะมีการผลิต Motor กับ Semiconductor ภายในประเทศเกิดขึ้น รองรับการใช้งาน EV ในประเทศ ไทยและตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยมากขึ้น ภายใต้กระบวนการผลิตที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อการใช้งานและ Lifestyle ของผู้บริโภค ส่วนของแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า ARUN PLUS ตั้งเป้าเป็น ผู้ผลิตแบตเตอรี่ของไทยและอาเซียนในอนาคต โดยจะเป็นผู้ผลิตที่เปิดรับความต้องการของผู้ประกอบการต่างๆ และสามารถ ผลิตแบตเตอรี่ได้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการใช้งานที่แตกต่าง เช่น การใช้เทคโนโลยีจาก 24M Gotion และ CATL” คุณเชิดชัย กล่าวปิดท้าย