นับถอยหลัง เหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ จะถึงวันที่ #ทีมไทยแลนด์ เดินทางไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเสนอตัวประมูลสิทธิ์งาน Specialised Expo ซึ่งเป็นงาน Expo ขนาดใหญ่รองจาก World Expo เท่านั้น
โดยในวันที่ 21 มิถุนายน 2566 เวลา 09.30 น. ของประเทศฝรั่งเศส (เวลาประเทศไทย 15.30 น. จะเป็นวันประกาศผลการรับเลือกให้เป็นประเทศเจ้าภาพงาน Specialised Expo ซึ่งคนไทยที่เฝ้าตามลุ้น ตามเชียร์ คงนั่งเฝ้าหน้าจอ จากการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Page ของ The Southern MICE
ก่อนจะถึงวันตัดสินอย่างเป็นทางการ พัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ ( Director of TCEB, Southern Regional Office) ได้สรุปขั้นตอนการโหวตรอบสุดท้ายมาให้แล้ว
1. วันที่ 21 มิถุนายน 2566 จะเป็นประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 172 (BIE 172nd General Assemble) ของ BIE หรือ Bureau of International Expositions หลายคนอาจจะเรียกว่า องค์การนิทรรศการนานาชาติ โดย BIE เป็นองค์การระหว่างประเทศ ก่อตั้งตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดนิทรรศการ โดยในวันนี้ขั้นตอนสำคัญ คือ ทีมไทยแลนด์จะเดินทางเข้าประชุมและนำเสนอความพร้อมของประเทศไทยและจังหวัดภูเก็ต ในการประชุมดังกล่าว
ทั้งนี้การนำเสนอ เราจะเรียกว่า Country Presentation ซึ่งเป็นขั้นตอนตามข้อบังคับของ BIE ที่ทุกประเทศที่เสนอตัว จะต้องมาเล่าให้สมาชิกกว่า 172 ประเทศฟัง ว่าทำไมต้องได้รับเลือกให้ไปจัดที่ประเทศของตนเอง
การทำ Country Presentation ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกแต่ #ทีมไทยแลนด์ทำมา 2 ครั้งแล้ว และทุกครั้งก็สร้างความประทับใจให้แก่ชาติสมาชิกทุกครั้ง และครั้งนี้คือครั้งที่ 3 และจะเป็นครั้งสุดท้าย

2. ลำดับของประเทศไหนที่จะนำเสนอ ก่อนหลัง และแต่ละประเทศมีเวลาที่กำหนดให้นำเสนอได้ไม่เกินประเทศละ 20 นาที ตามลำดับดังนี้
1. เมือง มาลาก้า ประเทศสเปน เป็นลำดับ ที่ 1
1. เมือง ซานคาคอส เดอ บาริโลเช ประเทศอาเจนติน่า เป็นลำดับ ที่ 2
3. เมือง มินนิโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นลำดับที่ 3
4. เมืองภูเก็ต ประเทศไทย เป็นลำดับที่ 4
5. เมืองเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย เป็นลำดับที่ 5 คือลำดับสุดท้าย
3. หลังจากทุกประเทศนำเสนอแนวคิดเสร็จสิ้น (ประมาณ เวลา 12.30 ที่กรุงปารีส หรือ เวลา 18.30 เวลาประเทศไทย) ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการโหวต ซึ่งประเทศที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจะเป็นประเทศที่ได้รับสิทธิ์ให้จัดงาน Specialised Expo
4. ขั้นตอนการโหวตก็มีรายละเอียดที่น่าสนใจ คือ BIE ประกอบด้วยประเทศสมาชิกจากทั่วโลก จำนวน 172 ประเทศ ที่สำคัญคือ 1 ประเทศ มี 1 เสียงเท่ากัน อธิบายคือ ประเทศมหาอำนาจ ประเทศพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา ด้อยพัฒนา หรือ ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ก็มีคะแนน 1 คะแนนเท่ากัน
แต่ทั้งนี้ 172 ประเทศก็ไม่ได้มีสิทธิโหวตทุกประเทศ เพราะบางประเทศยังติดค้างค่าสมาชิกก็จะไม่มีสิทธิ์ลงคะแนน อัพเดทจนถึงปัจจุบันมีประมาณ 124 ประเทศที่มีสิทธิ์โหวต ที่ใช้คำว่าประมาณเพราะว่า ทาง BIE เปิดโอกาสให้ชำระเงินค่าสมาชิกได้ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2566 ก่อนวันลงคะแนน 1 วัน

5. ตามข้อกำหนดของ BIE คือประเทศไหน ที่ได้รับคะแนนเสียง 2 ใน 3 ในการโหวต จะเป็นประเทศที่ได้รับเลือกทันที แต่ตามประวัติศาสตร์ของการลงคะแนนคัดเลือกประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพ ไม่ว่าจะเป็น World Expo หรือ Specialised Expo ที่ภูเก็ตกำลังเสนอตัวนั้น ไม่เคยมีประเทศไหนเลยในรอบร่วมร้อยปี ที่เคยได้ คะแนนเสียง 2 ใน 3 ซึ่งถ้ายึดตามตัวเลข 124 ก็ต้องได้มากกว่า 83 เสียงถึงจะชนะ
6. คราวนี้พอไม่มีใครได้ 2 ใน 3 จากเสียงทั้งหมด การคัดเลือกจะเปลี่ยนวิธีการเป็นคัดประเทศที่ได้คะแนนน้อยที่สุดออกไปเรื่อยๆ แต่ละรอบ โดยจากประเทศที่เสนอตัวทั้งหมด คือ 5 ประเทศจะมีทั้งหมด 4 รอบ และประเทศไทย ได้เป็นหมายเลข 2 ที่จะเป็นหมายเลข ในการให้ผู้แทนของแต่ละประเทศโหวต
7. ในส่วนของผู้ที่โหวตจะเป็นตัวแทนของแต่ละประเทศนั้น มาจากหลายหลากหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นทูตของประเทศนั้นๆ หรือ ทูตพาณิชย์ ทูตแรงงาน หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว โดยประเทศไทยก็เป็นทูตพาณิชย์ที่เป็นตัวแทน
8. การลงคะแนนครั้งนี้จะเป็นการลงคะแนนแบบ Secret Ballot หรือ การลงคะแนนลับ เราจะไม่ทราบเลยว่าประเทศไหนจะลงคะแนนให้เราบ้าง หรือประเทศคู่แข่งเราได้เสียงจากใครเช่นกัน
9. การลงคะแนนจะทำให้เสร็จสิ้นต่อเนื่องจาก การนำเสนอเลยครับ ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่เกิน 1 ชั่วโมง

10. ทั้งนี้ประเมินเบื้องต้นว่า เวลา 13.30 น. ที่กรุงปารีส ถ้าเป็นเมืองไทยก็จะเป็น 19.30 น. ก็จะทราบประเทศไหนที่จะได้รับเลือกให้จัดงาน Specialised Expo ในปี 2028 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า
11. ถามว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างไรจากการเป็นเจ้าภาพงาน Specialised Expo 2028? คำตอบก็คือ การเป็นเจ้าภาพงาน Specialised Expo 2028 จะช่วยให้ประเทศไทยพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับโลก ยกระดับการเข้าถึงการรักษาพยาบาล โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือในจังหวัดริมฝั่งทะเลอันดามัน นอกจากนี้จะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ สร้างงาน และการขยายธุรกิจ โดยคาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ช่วยเพิ่มรายได้และ GDP ของประเทศไทย รวมถึงยังช่วยเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวของจังหวัดในแถบอันดามัน ด้วยการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและให้บริการสถานพยาบาลชั้นยอด ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีแม้ในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ในแง่มุมทางสังคม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของไทยที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก จะยึดถือแนวทางในการลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนการวิจัยพัฒนาบนพื้นฐานความยั่งยืนอีกด้วย