SOUR Bangkok เกิดจากการรวมตัวของ 2 หญิงแกร่ง คือ เล็ก - ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา และ บี - พิมพ์มาศ ลีนุตพงษ์ โดยมี 2 ผู้บริหารจาก CJ Worx คือ สหรัฐ สวัสดิ์อธิคม และ จิณณ์ เผ่าประไพ เข้ามาร่วมถือหุ้น
ตลอดระยะเวลา 6 ปีของการทำธุรกิจ SOUR Bangkok ยังคงยึดมั่นกับแนวคิดการนำเอาความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดเพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้หญิง
BrandAge มีโอกาสได้พบปะสนทนากับ ดมิสาฐ์ องค์ศิริวัฒนา หนึ่งในผู้ก่อตั้ง SOUR Bangkok เพื่ออัพเดทผลงานในช่วงที่ผ่านมา และโปรเจ็กต์ใหญ่ที่กำลังจะเปิดตัวในอนาคต
SOUR Bangkok
ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแส Diversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพนั้นถูกจุดติดในต่างประเทศมานานแล้ว และกระแสนี้ก็เข้ามาในเมืองไทยอย่างเป็นรูปเป็นร่างในช่วง 5-6 ปีที่แล้ว
ดมิสาฐ์ ซึ่งทำงานอยู่ใน Network Agency เห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย และรับรู้ว่าคลื่นลูกใหม่นี้กำลังจะโผล่พ้นน้ำในไม่ช้า จึงตัดสินใจชวนคุณพิมพ์มาศ มาก่อตั้งเอเจนซี่ที่เน้นการนำเสนอ Women Content ในรูปแบบใหม่ๆ หรือ Creative for Feminism
“พอกระแสเรื่องผู้หญิงมาแรง ผู้หญิงกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อสินค้ามากมาย ทั้งสินค้าของผู้หญิงเองและของผู้ชาย ขนาดมีดโกนหนวดผู้หญิงยังซื้อเลย และประกอบกับเราทำงานเน็ตเวิร์คทีมครีเอทีฟก็ไม่ได้มีผู้หญิงมากมาย แล้วก็เริ่มมีลูกค้าหลายๆ รายที่เริ่มขอทำงานกับทีมครีเอทีฟทีมผู้หญิง เพราะว่าเขาจะได้ไม่ต้องมานั่งอธิบายว่า มาสคาร่า คืออะไร อายไลเนอร์ คืออะไร
พอเราเริ่มเห็นโอกาสก็เลยมีแนวคิดอยากจะทำเอเจนซี่ที่ตอบโจทย์ตรงนี้ กับอีกเหตุผลก็คือ พอเราทำงานมาระยะหนึ่ง เราก็เริ่มรู้สึกว่าเน็ตเวิร์คไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเรา วันที่เราคุยกันภายใน เราอยากทำงานที่ซัพพอร์ตผู้หญิง หรือแบรนด์ชายที่ผู้หญิงซื้อ และอีกหนึ่งความตั้งใจก็คือเราอยากทำงานอะไรที่ไม่ใช่งานโฆษณาอย่างเดียว แต่เราอยากทำอะไรก็ได้ที่เป็นคอนเทนต์ เช่น Entertainment, Product Design เราคิดว่ามันน่าสนุก ถ้าวันหนึ่งเราได้ออกเครื่องสำอาง หรือสินค้าของเราเอง ที่มีผู้หญิงเป็นเซ็นเตอร์”
ดูได้จากการเปิดตัวในปีแรกๆ ที่ SOUR Bangkok เลือกสร้าง Content for Women ในรูปแบบของซีรีส์ เด็กใหม่ (Girl from Nowhere) โดยทีมงานมีการสร้างบุคลิกที่จัดจ้านของตัวละคร “แนนโน๊ะ” ขึ้นมา จนเป็นกระแสในวงการบันเทิงของไทย และคอนเทนต์นี้ยังถูกนำไปแพร่ภาพในอีกหลายประเทศ
กระแสของซีรีส์เด็กใหม่นี้ ทำให้ตัวตนของ SOUR Bangkok ชัดเจนขึ้นอย่างมาก
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ที่มาของชื่อ SOUR นี้ก็มาจากตัวตนของทีมงานที่ไม่เป็นคนหวาน แต่เป็นคนเปรี้ยว
“ตอนนั้น Lists ไว้เป็น 10 ชื่อเลย แต่ยังไม่ถูกใจ ชื่อ SOUR นี้มาจากเพลงของวงดนตรีญี่ปุ่น และชื่อเพลงนั้นคือ SOUR ซึ่งงาน MV ก็ออกมาซนมากๆ และส่วนตัวก็เป็นชอบงานกบฏ ชอบงานซนๆ ในงานโฆษณาอยู่แล้ว พอเอาชื่อ SOUR มาเทียบกับชื่ออื่นๆ ก็ไม่มีชื่อไหนที่ลงตัวกับเราเท่าชื่อนี้”
ดมิสาฐ์ เล่าที่มาของ SOUR Bangkok ที่กลายเป็นลูกอมรสชาติใหม่ “เปรี้ยว” และ “ซ่าส์” ของอุตสาหกรรมโฆษณาไทย

Creative Mindset
ด้วยความที่ SOUR Bangkok ถูกวางตัวเป็น Independent Agency มาตั้งแต่แรกเริ่ม ดังนั้น Sour Bangkok จะไม่มี Network Tools เข้ามาช่วยซัพพอร์ต แต่ตรงนี้ดมิสาฐ์มองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมโฆษณามีบริษัทใหม่ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับ Data Analysis หรือ Social Listening ที่ SOUR Bangkok สามารถเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์ได้มากมาย
“Tools ของเราจะ Customized ที่เราต้องทำเวลารับงาน ส่วนใหญ่สิ่งที่บรีฟจะไม่ใช่ปัญหาจริงๆ จากประสบการณ์ที่เราเจอ Tools เราจะไม่ใช่สูตรสำเร็จ แต่เราจะทำแบบเป็นกรณีๆ ไป เรื่อง Data เราเอาบริษัทที่จับกระแสมาช่วย เช่น Wisesight หรือ Mandala ที่ SOUR จะเน้น Creative Mindset เพราะฉะนั้นเวลาเราได้งานมาเราจะไม่ได้มองว่าต้องทำงานให้ครบ 360 แต่เราจะมองว่าทำอย่างไร ในงบประมาณที่จำกัด ทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาเขาได้ เราจะเอา Tools มาปลั๊กอิน แต่ใช้ครีเอทีฟมาแก้ปัญหา”
ดมิสาฐ์ ย้ำว่า SOUR Bangkok รันงานด้วยครีเอทีฟ ดังนั้นคำว่าครีเอทีฟที่นี่จึงไม่ใช่แค่แผนก แต่ครีเอทีฟที่นี่คือ Mindset จริงๆ
“100% ของลูกค้าที่นี่ไม่ใช่ทาร์เก็ตกลุ่มผู้หญิง ผู้หญิงจริงๆ น่าจะประมาณ 35% ที่เหลือก็จะมีสินค้ากลุ่มวัยรุ่น กลุ่มคนเริ่มทำงาน กลุ่มเป้าหมายเรากว้าง เพียงแต่ว่า Creative Mindset ของเราตั้งแต่แรกที่วางไว้คือผู้หญิง
การทำงานของเรา เราจะมานั่งคุยกันทุกแผนกเลย ตั้งแต่เรารับบรีฟเลยว่าปัญหาแบบนี้ โจทย์แบบนี้เราจะใช้ครีเอทีฟ ตั้งแต่การหาปัญหา แผนกมีเดียก็ต้องมานั่งดูว่าปัญหาอะไร หรือแม้วันที่ลูกค้า บรีฟมา เช่น แสงโสมอยากทำของแจกลูกค้า เราจะเอาครีเอทีฟมาเปลี่ยนเป็นโซเชียลแคมเปญอย่างไร เราไม่แจกเราขาย ขายแพงด้วย เราทำเสื้อ AM / PM Collection ขายตามราคา ตามเวลาที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ มันก็เป็นโซเชียลแคมเปญได้ ที่นี่เราค่อนข้างมั่นใจว่าครีเอทิวิตี้ค่อนข้างจะอยู่ในทุกแผนก”

4 Pillars
เชื่อหรือไม่ว่า แม้จะเป็นบูทีค เอเจนซี่เล็กๆ แต่ SOUR Bangkok ก็เลือกที่จะวางโครงสร้างองค์กรให้มีแผนกมีเดียไว้
ดมิสาฐ์ อธิบายเหตุผลว่า ลักษณะงานของ SOUR Bangkok ค่อนข้างจะเป็นงาน Customize ซึ่งจากประสบการณ์ในการทำงานพบว่า หลายครีเอทีฟ ไอเดียควรจะปลั๊กอินกับมีเดียมาตั้งแต่แรก ไม่ใช่มาปลั๊กอินตอนปลายน้ำ
“บางครั้งไอเดียงานมันอยู่ที่มีเดียด้วยซ้ำ เราเป็นบริษัทเล็กๆ ทุกบรีฟเราไม่ได้จำเป็นต้องทำหนังเสมอไป แต่บางครั้งมันอาจจะเริ่มต้นจากการทำโซเชียลแคมเปญก็ได้ และการที่เราจะเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญสื่อสารการตลาด บางทีโจทย์ที่เราโยนออกไปในโซเชียลมีเดีย มันอาจจะเวิร์คหรือไม่เวิร์ค ซึ่งต้องมีการโยกงบประมาณสื่อแบบเรียลไทม์ไหม การทำงานรูปแบบนี้ส่วนตัวมองว่าการใช้มีเดีย เอเจนซี่ที่เป็นพาร์ทเนอร์บางทีไม่ทันกาล เพราะเราต้องพยายามสำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา เราทำทุกแคมเปญต่อให้เงินน้อยแค่ไหนเราก็ตั้งใจสุดๆ เหมือนกันทุกแคมเปญ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด”
ปัจจุบัน SOUR Bangkok แบ่งโครงสร้างบริษัทเป็น 4 แผนกหลัก คือ แผนกดูแลลูกค้า, ครีเอทีฟ, มีเดีย และโปรดิวเซอร์
“โปรดิวเซอร์ที่นี่ไม่ได้ทำแค่หนัง แต่จะดูแลทุกอย่างที่เป็นครีเอทีฟ ไอเดีย ถ้าเราจำเป็นต้องจัดงานปาร์ตี้ ทีมโปรดิวเซอร์ก็จะต้องทำทุกอย่าง ตั้งแต่ออกแบบเวที หาดีไซเนอร์ ทำอินเตอร์แอ็กทีฟ มันจะไม่ได้อยู่แค่เอเจนซี่และโปรดักชั่นเฮ้าส์ที่ทำแค่หนังโฆษณาเหมือนเมื่อก่อน โปรดิวเซอร์จึงสำคัญกับที่นี่ เพราะว่างานที่นี่ค่อนข้างไร้รูปแบบ
อย่างเราทำซีรีส์ เราก็มีผู้กำกับหลายท่านในแต่ละตอน ผู้กำกับแต่ละคนก็ไม่ได้มากับเฮ้าส์ของตัวเอง คือมากำกับ บางทีงานโพสต์ยังไม่เสร็จเขาก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้นทีมโปรดิวเซอร์เราต้องแข็งมาก อย่างล่าสุดเราทำกับ ZEN ที่เป็นข้าวปั้น ทีมโปรดิวเซอร์ก็ต้องหาช่างปั้นดินเพื่อมาทำข้าวปั้นเป็น CEO”

Goal
วันแรกที่เริ่มก่อตั้ง SOUR Bangkok มีพนักงานเพียงแค่ 6 คน พอทำงานขึ้นปีที่ 3 SOUR Bangkok มีพนักงานเพิ่มเป็น 30 คน ซึ่ง 30 คนนี้ ดมิสาฐ์ กล่าวว่าคือ Maximum ของ SOUR Bangkok แล้ว บริษัทจะไม่รับคนหรือขยายคนไปมากกว่านี้
“ออฟฟิศของเราเราทำที่นั่งไว้แค่ 30 ที่ เราจะไม่รับคนมากกว่า 30 คน ตรงนี้คือหนึ่งในเงื่อนไขที่วางไว้ตั้งแต่ต้น เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราขยายเป็น 60, 80, 100 คน เราจะเริ่มปฏิเสธงานไม่ได้ เราจะเริ่มโกหกตัวเอง บางงานเราอาจจะไม่เห็นด้วยไปในทางเดียวกันกับลูกค้าแต่เราก็ต้องทำ เพราะว่าเรามีเงินเดือนพนักงานต้องจ่ายทุกเดือน ซึ่งมันกดดันตัวเอง และเราก็สัญญากับตัวเองตั้งแต่ต้นว่าเราจะไม่ไปอยู่ในโลกนั้นอีกแล้ว ไม่งั้นเราก็ต้องมารับผิดชอบค่าแรง ค่าเงินเดือนคนเหมือนเก่า ซึ่งเราทำแบบนี้เราสบายใจกว่า เรามาโฟกัสกับงานทุกงานให้ออกมาดีดีกว่า เรามาเพื่อทำสิ่งที่อยากทำ”
เมื่อมีคนจำกัด แน่นอนว่างานที่รับได้ในแต่ละช่วงเวลาก็มีจำกัดเช่นกัน ดั้งนั้นอีกหนึ่งวิธีการทำงานของ SOUR Bangkok คือ ไม่พิชชิ่งงาน ซึ่งนโยบายนี้ทำให้ SOUR Bangkok สามารถเลือกงานที่เหมาะกับตัวตนได้มากที่สุด
“เราพยายามเลือกลูกค้าที่ Synchronize กัน งานครีเอทีฟได้ออกมาเต็มที่ ตอนนี้ลูกค้าที่มาส่วนใหญ่ คือเปิดกว้างมาก ความท้าทายของเรา คือจะทำอย่างไรให้งานนั้นออกมาดีที่สุด โดยเฉพาะลูกค้าที่เข้าทำงานแบบพาร์ทเนอร์ชิพ โจทย์จะวาไรตี้มากๆ เราเชื่อว่า เราเป็นหนึ่งในเอเจนซี่ที่ได้รับโจทย์ที่ดีที่สุดในประเทศ ความท้าทายของเราก็คือเราจะกลิ้งอย่างไรให้งานมันไม่ซ้ำของเดิม พอเปลี่ยนเจ้าเปลี่ยนโจทย์ งานก็ต้องพลิกไปตามโจทย์ได้ด้วย Material ที่แปลกใหม่ได้”
ตอนนี้ SOUR Bangkok กำลังพัฒนาโปรดักต์ตัวใหม่ คือ เกมสำหรับผู้หญิง ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีการพูดคุยไปพอสมควร คือเริ่มมีโครงสร้าง เริ่มมีตัวละครแล้ว
“ที่อยากทำ คือเกม ตอนนี้เริ่มคุยไปบ้างแล้ว และพบว่าต้องใช้เงินมากก็เลยยังไม่ทำ เราจะเอาเกมตั้งต้นเหมือนตอนทำซีรีส์เด็กใหม่ เราทำเกมผู้หญิง มีขาย Item มีการวาง Story ดีๆ เป็นจุดแข็ง เผื่ออนาคตจะเอามาสร้างเป็นภาพยนตร์”
เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายของ SOUR Bangkok ดมิสาฐ์ กล่าวว่า ในระยะสั้น SOUR Bangkok บรรลุผลไปแล้ว คือการเป็นเอเจนซี่ผู้หญิงที่ไม่ได้ทำแค่โฆษณา แต่ทำ Experience ด้วย
“เป้าหมายตรงนี้ค่อนข้างชัดแล้วว่าเราไม่ได้ทำแค่หนังโฆษณา หรือ Print Ads เราทำคอนเทนต์อื่นๆ ที่มีครีเอทีฟเป็นศูนย์กลาง ส่วนเป้าหมายระยะยาว เรามองว่า SOUR เป็นแบรนด์ที่สามารถแฟรนไชส์ไปเปิดในประเทศอื่นๆ ได้”
