เทรนด์ที่กำลังมีการเติบโตแบบน่าสนใจในตลาดสัตว์เลี้ยงก็คือ ตลาดกำลังมุ่งไปที่เรื่องของ “Health&Wellness” ที่ไม่เพียงส่งผลต่อการเติบโตของสินค้าในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงที่ตอบโจทย์เรื่องของสุขภาพเท่านั้น แต่ยังทำให้ตลาดที่เกี่ยวเนื่องอย่างผลิตภัณฑ์เพอร์ซันนั่ล แคร์สำหรับสัตว์เลี้ยงมีการเติบโตที่ดีเช่นกัน
ยิ่งคนไทยในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว (Pet Humanization) ก็ยิ่งทำให้ตลาดนี้มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจมากขึ้น
บริษัท บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด เคยออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดสัตว์เลี้ยในบ้านเราว่า ตลาดนี้มีมูลค่ารวมประมาณกว่า 45,000 ล้านบาท ในจำนวนนั้นเป็นตลาดอาหารสัตว์หรือ Pet Food ที่มีขนาดตลาดที่ใหญ่ที่สุดถึงกว่า 20,000 ล้านบาท เป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงที่สุดจากบรรดาแบรนด์ใหญ่น้อย โดยเฉพาะกับผู้เล่นที่ทำตลาดอาหารคนที่ขยายไลน์เข้ามาทำตลาดนี้เพื่อต่อยอดหรือสร้างมูลค่าเพิ่มจากธุรกิจหลักที่ทำอยู่
รองลงไปจากเป็นตลาด Health Care หรือตลาดที่เกี่ยวเนื่องกับการรักษาสัตว์เลี้ยง เช่นโรงพยาบาลหรือคลินิกรักษาสัตว์เลี้ยง มีมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกตลาดก็คือ ตลาด Personal Care หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสัตว์เลี้ยงมีมูลค่าตลาด ประมาณ 8,000 ล้านบาท
ตลาดในส่วนหลังนี้มีการเติบโตที่น่าสนใจ และเป็นตลาดที่มีช่องว่างตลาดอีกมาก แถมยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่หรือ แบรนด์ใหญ่ๆ เข้ามาปักธงยึดพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตที่เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้า FMCG รายใหญ่อย่าง LION ประเทศไทย ขยายไลน์เข้ามาทำตลาดนี้อย่างจริงจัง ด้วยการส่ง 2 ผลิตภัณฑ์ทั้ง กลุ่ม Oral Care ที่เน้นสุขภาพช่องปากสุนัขตัวเล็ก เช่น แปรงสีฟัน, ยาสีฟันกลืนได้ และกลุ่ม Body Care เช่น Shampoo ที่ช่วยให้ขนแห้งเร็ว, โฟมอาบแห้งที่สามารถเช็ดออกได้เลย
ล่าสุด ไลอ้อน ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการออกผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ในกลุ่ม Snack ที่ช่วยขัดฟัน ขจัดคราบพลัค สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหากลิ่นปากสำหรับสัตว์เลี้ยง และยังมีผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับสภาพ PH ในช่องปากของสัตว์เลี้ยง ซึ่งช่วยลดการเกิดพลัค โดยคาดว่า LION ประเทศไทย จะนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาบุกตลาดในไทยภายในไตรมาส 4 ของปีนี้

เกศกานดา พรรณกลิ่น ผู้จัดการบริหารธุรกิจดิจิทัล โซลูชั่นบริษัท บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึง เทรนด์ธุรกิจสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยว่ามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ประมาณ 8-10% และปัจจุบันคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว (Pet Humanization) เช่น การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในกลุ่ม Silver Gen ที่เลี้ยงเป็นเพื่อน กลุ่มของคนโสดหรือแต่งงานแล้วไม่มีลูก กลุ่ม LGBTQ ที่หันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงกันมากขึ้น เป็นต้น
“ไลอ้อน ประเทศไทย เล็งเห็นถึงการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงที่ยังมีโอกาสขยายได้อีกมาก และในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้เริ่มบุกตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงในนามของไลอ้อน เพ็ท แคร์ (Lion Pet Care) โดยเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์การดูแลความสะอาดของสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว (Personal Care) ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นขน (Hair Care) และผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากและฟัน (Oral Care) ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ภายใต้กลยุทธ์หลักคือ “การเป็นแบรนด์สัตว์เลี้ยงที่อยู่ในใจผู้บริโภค มุ่นเน้นเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มั่นใจได้ถึงการมีสุขภาพที่ดีของสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นสมาชิกของครอบครัว”
เดิมที LION ทำตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่ม Personal Care และ Household สำหรับผู้บริโภค ซึ่งตลาดสินค้า FMCG ในบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็น Personal Care หรือ Household เริ่มมีการเติบโตในตัวเลขที่ไม่มากนัก เนื่องจากเป็นตลาดที่ก้าวเข้าสู่ช่วง Maturity Stage แล้ว
การมองหาโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาด จึงเป็นเป้าหมายสำคัญ และการเริ่มต้นในตลาด Personal Care สัตว์เลี้ยง จึงเป็นการเกาะเทรนด์การเติบโตที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว มองเห็นตลาดอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจอย่างตลาดสัตว์เลี้ยง ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี ปีละเกือบ 10%
นอกจากโอกาสทางการตลาดแล้ว เหตุผลสำคัญที่เลือกเข้าตลาด Personal Care สัตว์เลี้ยงนั้น LION ประเทศไทย มองว่าตลาดสัตว์เลี้ยงกลุ่มผลิตภัณฑ์ Personal Care มีคู่แข่งค่อนข้างน้อย ประกอบกับเทคโนโลยีในตัวผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามา เป็นเทคโนโลยีที่สามารถผลิตสินค้าคุณภาพที่สามารถตอบโจทย์คนรักสัตว์เลี้ยงได้เป็นอย่างดี โดยจะมีการตั้งราคาสินค้าต่อชิ้นเฉลี่ยประมาณ 200 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ผู้บริโภคเอื้อมถึงได้ จึงคิดว่ามีความน่าสนใจมากพอที่จะดึงดูดผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี
เมื่อมองมาที่การใช้จ่ายของผู้บริโภคคนไทยแล้วพบว่า จะมีการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงเฉลี่ย 1,500 – 4,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างเรื่องอาหารก็จะแตกต่างกันไปตามประเภท มีทั้งอาหารเม็ด อาหารเปียก ยารักษาโรค รวมถึงผลิตภัณฑ์รักษาความสะอาด

นอกจากนี้ กลุ่มคนรุ่นใหม่นิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงสายพันธุ์ต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าสายพันธุ์อื่น จึงนับว่าเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการในตลาดสัตว์เลี้ยงจะงัดเอาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาซื้อใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ รวมถึงทาง LION ประเทศไทยด้วย
“การเติบโตที่น่าสนใจของตลาดมาจากปัจจัยในเรื่องของไลฟ์สไตล์ผู้คนที่เป็นโสดกันมากขึ้น รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่ทำให้คนไทยเริ่มหาเพื่อนเป็นสัตว์เลี้ยง สังเกตจากพฤติกรรมของคนในเมือง ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตแบบครอบครัวเล็กๆ นิยมเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ปิดมากขึ้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่เราเข้าตลาดนี้ โดยคัดสรร Personal Care สำหรับสัตว์เลี้ยงจากญี่ปุ่น ที่สามารถใช้ได้อย่างสะดวกสบาย และเน้นส่วนผสมจากธรรมชาติ อ่อนโยนต่อสัตว์เลี้ยง เข้ามาทำตลาดเมื่อราว 2 – 3 ปีที่แล้ว ต่อมาในปี 2020 เริ่มสร้างแบรนด์ LION Pet Care เป็น Corporate Brand ที่ครอบคลุมสินค้ากลุ่มนี้”
ไลอ้อนไม่ใช่หน้าใหม่เสียทีเดียวสำหรับการทำตลาดสินค้า Personal Care สำหรับสัตว์เลี้ยง เพราะทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นมานาน ซึ่ง เกศกานดา บอกว่า เทรนด์ของบ้านเรา กำลังไล่ตามตลาดที่ประเทศญี่ปุ่น ไลอ้อน ประเทศไทย จึงเตรียมนำเข้าสินค้าอีกหลายตัวเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย โดย LION ประเทศไทย เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้า FMCG ชั้นนำ อาทิ ผงซักฟอกเปา ครีมอาบน้ำโชกุบุสซึ ยาสีฟันซอลท์ เป็นต้น
การมีต้นแบบทางการตลาดจากประเทศแม่ ทำให้ LION ประเทศไทย มีการนำ Best Practice หลายๆ เรื่องเข้ามาปรับใช้ในบ้านเรา ทั้งในเรื่องของตัวสินค้าและการทำตลาด ด้วยเทรนด์การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงของประเทศญี่ปุ่นที่เริ่มเป็นที่นิยมก่อนไทย LION ประเทศไทย จึงมีการได้ศึกษาการทำคอนเทนต์และวิจัยเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของญี่ปุ่น รวมถึงการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงในเมืองร้อนอย่างประเทศไทยเข้ามาทำตลาด
จึงน่าจะเป็นอีกการช่วยเพิ่มแรงส่งให้สามารถเข้ามาสร้างการเติบโตในน่านน้ำใหม่ที่การแข่งขันยังไม่รุนแรงเท่าตลาดเดิมที่เคยแข่งขันอยู่....