โลกกําลังเผชิญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเชื่อมโยงถึงกัน สังเกตง่ายๆ จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอีกเรื่องน่ากังวลไม่น้อยที่สามารถนําไปสู่ผลกระทบด้านลบในวงกว้าง รวมถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรง การสูญูเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการหยุดชะงักของระบบนิเวศและสังคมมนุษย์ทั้งหมดทั้งมวล มนุษย์อย่างเราๆ ล้วนแล้วแต่มีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์เฉกเช่นข้างต้นด้วยกันทั้งนั้น
ในทางกลับกัน มนุษย์เองก็สามารถร่วมเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ดีขึ้นผ่านกิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อเป็นพลังงาน กระบวนการทางอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่าและการเกษตร เป็นต้น แม้จะมีความท้าทายอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ดีขึ้น แต่ก็ยังพอมีหนทางที่สามารถบรรเทาไม่ให้สถานการณ์ร้ายแรงไปกว่าเดิมได้
เต็ดตรา แพ้ค ในฐานะผู้นำโซลูชันการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งผลิตกล่องเครื่องดื่มให้กับแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มชั้นนำทั่วโลก มีความมุ่งมั่นที่จะก้าวนำสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรม เล็งเห็นความจำเป็นในการมีโซลูชันแบบบูรณาการอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยรายงานด้านความยั่งยืนของ เต็ดตรา แพ้ค ฉบับล่าสุดใช้แนวทางแบบองค์รวมเชื่อมโยง 5 ประเด็นหลักที่บริษัทสามารถมีส่วนช่วยได้มากที่สุด ได้แก่ ระบบอาหาร, การหมุนเวียนทรัพยากร, สภาพอากาศ, ธรรมชาติ และความยั่งยืนทางสังคม
ในระดับโลก เต็ดตรา แพ้ค ระบุถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการดำเนินงานลงได้ถึง 39% ซึ่งมาจากการใช้พลังงานหมุนเวียนในสัดส่วน 84% ส่งผลเชิงบวกที่จะทำให้บริษัทบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานภายในปี 2573 นอกจากนี้ ยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 131 กิโลตัน จากการส่งมอบบรรจุภัณฑ์และฝาที่ผลิตจากพืช รวมทั้งยังลงทุนเกือบ 30 ล้านยูโร เพื่อเร่งให้มีการรวบรวมและรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว
สำหรับประเทศไทยที่ให้ความสำคัญลำดับแรกกับการขับเคลื่อนโซลูชันการหมุนเวียนทรัพยากรเพื่อนำบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับสู่กระบวนการรีไซเคิล
คุณปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ทุกผลิตภัณฑ์ที่เป็นบรรจุภัณฑ์ของเต็ดตรา แพ้ค ต้องสามารถนำไปรีไซเคิลได้ พร้อมทั้งยังมีเป้าหมายและแผนงานที่ชัดเจนเพื่อให้ได้อัตราการรีไซเคิลที่สูงขึ้นอีกด้วย”
ทั้งนี้ เต็ดตรา แพ้ค จึงเดินหน้าในการขยายความร่วมมือในกระบวนการจัดเก็บรวบรวมและรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มเพิ่มมากขึ้น เพื่อดึงวัสดุที่ใช้แล้วออกจากหลุมฝังกลบ ภายใต้การขับเคลื่อนโครงการจัดตั้งศูนย์รับซื้อคืนและรวบรวมกล่องที่ใช้แล้ว 15 แห่งทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยในปีที่ผ่านมา
คุณปฏิญญา เล่าให้ฟังว่า “แรกเริ่มของโครงการนี้ เราสังเกตตามแผนที่ประเทศไทย และวิเคราะห์ข้อมูลว่า ปริมาณกล่องเครื่องดื่มที่ใช้แล้วไปจบในพื้นที่ไหนเป็นส่วนใหญ่ จากนั้นจึงพบว่ากรุงเทพฯ, ภาคตะวันออกและภาคกลาง คือพื้นที่ที่เราสามารถเริ่มลงมือในการสร้างเครือข่ายการจัดเก็บกล่องเครื่องดื่มได้อย่างมีปริมาณที่เพียงพอในการให้การส่งเสริม”
ตลอดจนยังมองศักยภาพของพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม กระทั่งพบข้อมูลการใช้กล่องเครื่องดื่มของพื้นที่ในภาคเหนือ ที่แม้จะมีปริมาณน้อยกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่พื้นที่ทั่วภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นจำนวนการใช้งานต่อพื้นที่ยังถือว่าน้อยกว่าภาคเหนือ พร้อมสังเกตได้อีกว่า การอยู่อาศัยของคนตามบริเวณพื้นที่สูง เช่น เขาและดอยต่างๆ ในภาคเหนือมีระบบการขนส่งแบบเย็น ไม่ค่อยสะดวกนัก คนส่วนใหญ่จึงนิยมบริโภคเครื่องดื่มที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ชนิดกล่อง เพราะสามารถเก็บในอุณหภูมิห้องได้ในระยะยาว ขณะที่ภาคใต้อยู่ในขั้นตอนการทดลองในการรวบรวมกล่องใช้แล้ว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ใช้งานปริมาณกล่องน้อย แต่เป็นพื้นที่ที่มีความเข้มข้นในการจัดเก็บวัสดุรีไซเคิล
"เมื่อเห็นความต้องการของพื้นที่จึงมองหาพาร์ทเนอร์ผู้ที่ดำเนินงานสอดคล้องตามความต้องการของเรา ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ภาคใต้ เราไปพบเครือข่ายวงษ์พาณิชย์กระบี่ ผู้ที่ดำเนินการเกี่ยวกับพลาสติกในชายฝั่งอยู่แล้ว และมีศักยภาพในการจัดการกับวัสดุรีไซเคิลตามเกาะหรือหาดต่างๆ เราจึงตัดสินใจเข้าไปประสานและช่วยดำเนินงานจัดการกับกล่องใช้แล้วเหล่านั้น” คุณปฏิญญา กล่าวเสริม
ที่น่าสนใจ คือทางเต็ดตรา แพ้ค เข้าไปเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนวัฏจักรการรีไซเคิล โดยคอยสังเกตห่วงโซ่ของกระบวนการรีไซเคิลและสนับสนุนให้ห่วงโซ่ดังกล่าวดำเนินการต่ออย่างราบรื่น เริ่มจากการศึกษาว่า ผู้ประกอบการรีไซเคิลมีความต้องการปริมาณวัสดุรีไซเคิลเท่าไหร่ในแต่ละปี และมีความสามารถในการรับซื้ออยู่ที่ราคาเท่าไหร่ ถัดมาจึงพิจารณาว่าจะสามารถดำเนินการให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ ขณะเดียวกันก็เข้าใจดีว่า บริษัทไม่สามารถลงไปเก็บข้อมูลพูดคุยกับร้านรับซื้อหรือซาเล้งแต่ละคนได้ เนื่องจากมีจำนวนที่คาดการณ์ไว้ว่ามากกว่า 60,000 ครัวเรือน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงมาก ถ้าหากต้องไปติดต่อเจรจาทั้งหมดคงไม่สามารถดำเนินการได้จริง เต็ดตรา แพ้ค จึงใช้วิธีการทำงานร่วมกับสมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่าและคอยช่วยเหลือในส่วนที่จะสามารถทำได้อยู่เสมอๆ
"กระบวนการทั้งหมด เราดำเนินการผ่านผู้ประกอบการรีไซเคิลผู้ที่ถือเป็นหัวใจของกระบวนการหมุนเวียนวัสดุรีไซเคิลและยังเป็นผู้ที่ทำสัญญาร่วมกับสมาคมซาเล้งฯ ในการให้ราคารับซื้อ โดยมีเราเข้าร่วมเปรียบเสมือนแนวร่วมในฐานะผู้ที่สนับสนุนให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน”
ยิ่งไปกว่านั้น ในการเข้าไปสนับสนุนและร่วมมือกับสมาคมฯ ของทางเต็ดตรา แพ้ค ถือว่าสามารถเข้าไปสร้างความมั่นใจในเรื่องของราคาให้กับผู้ประกอบการรีไซเคิลซึ่งส่งผลดีอย่างมากต่อการดำเนินธุรกิจรีไซเคิล กล่าวคือเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่องได้นั่นเอง เป็นการแสดงออกซึ่งการให้เกียรติสมาคมฯ และช่วยรับรองว่าสมาคมฯ มีตัวตนและสามารถสร้างเม็ดเงินให้กับสมาชิกได้จริง