จากการแพร่ระบาด COVID-19 เป็นภาพสะท้อนว่าแพทย์และพยาบาลเป็นอาชีพที่ทำงานตลอดเวลา อันเกิดจากระบบสาธารณสุขที่ทำให้บุคลากรเหล่านี้ต้องโหมงานหนักจนเกินตัว บุคลากรทางการแพทย์คนเก่าออกจากระบบ คนใหม่เข้าสู่ระบบน้อยลงทุกวัน จำนวนแพทย์ต่อประชากรไม่เพียงพอ นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมเราจึงใช้เวลารอพบแพทย์แต่ละคนนานขึ้นทุกที ในขณะเดียวกัน คนไทยก็เข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐมากขึ้น ต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันที่โรงพยาบาลเพื่อรอวินิจฉัยโรค อีกตัวเลือกอย่างโรงพยาบาลเอกชนจึงกลายเป็นตัวเลือกแรกที่ใครหลายคนนึกถึง ประกอบกับเทรนด์ Medical Tourism หลังจากสถานการณ์โลกคลี่คลาย ชาวต่างชาติทะลักเข้ามารับการรักษาทำให้ภาพรวมธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนยังขยายตัวมากขึ้น
“โรงพยาบาลเมดพาร์ค” เกิดจากการรวมตัวกันของบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางกว่า 30 สาขา มาร่วมกันรักษาผู้ป่วย โดยยึดหลักแนวคิด Integrated Care คำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วยเป็นสำคัญ พร้อมมอบคุณค่าของการรักษา (Value-based Care) ให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้ป่วยในสังคมปัจจุบัน โดยเป็นการลงทุนระหว่างทีมแพทย์ กับบริษัท โรงพยาบาลมหาชัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับรางวัล Thailand Sustainability Investment เป็นเวลา 4 ปีต่อเนื่อง โรงพยาบาลเมดพาร์คแห่งนี้จึงถูกก่อตั้งขึ้น โดยคำนึงถึงทั้งผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ ไปพร้อมๆ กับการรับผิดชอบต่อชุมชนรอบด้าน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากวัตถุประสงค์ในการรักษาผู้ป่วยโดยทีมแพทย์เฉพาะทางแล้ว โรงพยาบาลเมดพาร์คยังส่งเสริมการศึกษาและงานวิจัย มุ่งเพิ่มพูนองค์ความรู้ของบุคลากรให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการรักษาพยาบาลและดูแลผู้ป่วย มีการวางแผนในการดูแลผู้ป่วยวิกฤต มีความพร้อมในการรักษาโรคยากและที่มีความซับซ้อน มุ่งสู่การรักษาระดับจตุตถภูมิ (Quaternary Care) และเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

“โรงพยาบาลเมดพาร์ค เกิดจากการที่โรงพยาบาลมหาชัยอยากมี Flagship Hospital ที่รับการย้ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลในเครือและโรงพยาบาลอื่นได้ ซึ่งหมายความว่าโรงพยาบาลนี้ต้องมีความสามารถในการรับมือกับผู้ป่วยมากกว่าที่อื่น มีทีมแพทย์ที่เก่งและดีมีเครื่องมือดีๆ ในการรักษา เรามีโอกาสได้ศึกษาดูงานที่โรงพยาบาลเก่าแก่แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่ถึงแม้ว่าจะมีผู้ป่วยเข้าออกจำนวนมหาศาล แต่มีการบริการที่กระชับและครบวงจร เราจึงนำระบบการจัดการของโรงพยาบาลนั้นมาประยุกต์ใช้กับ เมดพาร์ค” นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าว
ในสังคมไทย เมื่อผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบางแห่ง ต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งวันเพื่อรับบัตรคิว รอปรึกษาแพทย์ เมื่อปรึกษาเสร็จแล้ว บางครั้งก็ยังต้องรอพบแพทย์หลายคนหลายวัน เพื่อจะได้ผลการวินิจฉัย และหากตรวจพบว่ามีโอกาสเป็นโรคแทรกซ้อนก็ต้องส่งผลการตรวจไปยังแผนกอื่นอีก วงจรการวินิจฉัยโรคจึงยืดยาวออกไปหลายเท่า ซึ่งทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาช้ากว่าที่ควรจะเป็น


แต่สิ่งที่โรงพยาบาลเมดพาร์คตั้งใจทำ คือการ “กระชับ” กระบวนการทางการแพทย์ให้สั้นลง นพ.พงษ์พัฒน์ อธิบายง่ายๆ ว่า จากปกติที่ผู้ป่วยต้องรอพบแพทย์ทีละคนกว่าจะได้วินิจฉัยโรค จึงจะรู้ตัวว่าป่วยด้วยโรคใด แต่ที่โรงพยาบาลเมดพาร์คจะรู้สาเหตุของอาการป่วยภายในเวลาไม่นาน เพราะเมดพาร์คมีทีมแพทย์เฉพาะทางร่วมกันมาดูแลคนไข้หนักหรือมีอาการซับซ้อนพร้อมกันเป็นทีม รวมทั้งมีอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยช่วยสนับสนุน อีกทั้งโรงพยาบาลยังจัดสรรพื้นที่ 30% ของห้องพักผู้ป่วยในเป็นห้องดูแลผู้ป่วยภาวะวิกฤต (ICU) ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยจำนวนห้อง ICU ของโรงพยาบาลทั่วโลกที่มีเพียง 10% เท่านั้น พร้อมกับห้องตรวจผู้ป่วยนอกถึง 300 ห้อง สามารถรองรับผู้ป่วยค้างคืนได้ถึง 550 เตียง เมื่อเปิดบริการเต็มกำลัง เพื่อรองรับผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่หลากหลาย
เนื่องจากโรงพยาบาลเมดพาร์คเป็นโรงพยาบาลใหม่ จึงทำให้เราสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีการวินิจฉัยโรคที่ทันสมัยมาใช้ในแทบทุกแผนกของโรงพยาบาล จึงหาคำตอบอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้เร็วขึ้น กระชับเวลาและลดความกังวลของคนไข้ในระหว่างที่รอผลการวินิจฉัย จึงช่วยให้ได้รับการรักษาโรคอย่างทันท่วงที ถือว่าเป็นจุดแข็งของโรงพยาบาลเมดพาร์คเลยก็ว่าได้ อย่างเช่นการใช้เทคโนโลยี AI แทรกอยู่หลายขั้นตอนของการตรวจวินิจฉัยและการรักษา เช่น การใช้ AI RAD หาความผิดปกติของรอยโรค เพิ่มอัตราการแปลผลคนไข้ในปริมาณมาก, เทคโนโลยี AI ร่วมกับกล้องส่องตรวจระบบทางเดินอาหารไปจนถึงการวิเคราะห์เซลล์มะเร็งในชิ้นเนื้อ, ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก (MedPark IVF) และมีแผนการนำ AI มาช่วยประเมินค่าความผิดปกติของก้อนในเต้านม (BIRADS) ที่ใช้เวลาเพียง 2 วินาทีก็จะทราบว่ามีความผิดปกติในระดับใด


สำหรับเทคโนโลยีด้านสุขอนามัย โรงพยาบาลเมดพาร์คยังมีเครื่องล้างเตียงอัตโนมัติที่ใช้แรงดันน้ำอุณหภูมิ 60-90 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือภายในอาคารมีการติดตั้งระบบกรองอากาศแบบ Positive Pressure ซึ่งเป็นแบบเดียวกับการหมุนเวียนอากาศในห้องผ่าตัด มีการวัดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ภายในอาคารอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน และมีระบบระบายอากาศเพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค ทำให้ผู้ใช้บริการรวมถึงบุคลากรของโรงพยาบาลมั่นใจได้ว่าจะสามารถหายใจรับอากาศสะอาดได้อย่างเต็มปอด
ยิ่งไปกว่านั้น อาคารทั้งหลังของโรงพยาบาลเมดพาร์ค ยังออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการติดตั้งกระจก 4 ชั้น มีประสิทธิภาพในการกรองแสงแดดและลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวอาคาร จึงช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่ไม่สะท้อนความร้อนและแสงแดดไปยังอาคารและชุมชนใกล้เคียงอีกด้วย
นพ.พงษ์พัฒน์ เล่าเสริมว่า “เมื่อสังเกตโรงพยาบาลทั่วไปจะพบว่ามีเชื้อราขึ้นตามผนัง เกิดจากการสะสมความชื้นและการหมุนเวียนอากาศภายในที่ไม่มีประสิทธิภาพ เราจึงตั้งใจจะทำให้เมดพาร์คเป็น Positive Pressure Building ประกอบกับการเป็นโรงพยาบาลทางเลือก ผู้ป่วยเป้าหมายของโรงพยาบาลของเราเป็นผู้ป่วยโรคยากซับซ้อนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ป่วยทั่วไป อากาศสะอาดจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก”


โรงพยาบาลเมดพาร์คตั้งอยู่กลางเมืองบนทำเลใกล้พื้นที่สีเขียว ด้านหน้าคือแม่น้ำเจ้าพระยาและคุ้งบางกระเจ้า ด้านหลังของ โรงพยาบาลมองเห็นวิวทะเลสาบและสวนเบญจกิติจึงได้อาศัยประโยชน์จากสภาพแวดล้อมภายนอก โดยห้องพักผู้ป่วยในจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบ การใช้กระจกรอบด้านทำให้เปิดรับแสงแดด มีการตกแต่งอย่างทันสมัยแต่ให้ความอบอุ่นกับ ผู้ที่อยู่ในอาคาร
นอกจากนั้น การจัดสรรพื้นที่ภายในโรงพยาบาลก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความว่องไวในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์เช่นกัน เมดพาร์คมีโซนสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ห้องสมุดแพทย์ ห้องรับประทานอาหาร และการจัดพื้นที่แผนกให้กลุ่มโรคที่มีอาการเกี่ยวเนื่องกันอยู่บริเวณใกล้กัน ลดเวลาในการเคลื่อนย้ายเครื่องมืออุปกรณ์และทีมแพทย์ เพื่อให้แพทย์และพยาบาลสามารถส่งต่อและดูแลผู้ป่วยที่มีอาการอื่นร่วมด้วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สุดท้ายนี้ โรงพยาบาลเมดพาร์คไม่ใช่แค่โรงพยาบาลทั่วไป แต่เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 เป็นที่พักพิงของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ เป็นพื้นที่สีขาวที่มอบความปลอดภัยทั้งกายและใจ ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือแพทย์ และเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย รวมถึงมีสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม จึงกล่าวได้ว่า การที่โรงพยาบาลเมดพาร์คสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนชั้นแนวหน้าของประเทศได้ในไม่กี่ปีหลังเปิดให้บริการ เกิดจากการนำหลักของผู้นำมาปรับใช้กับความต้องการของผู้ใช้บริการได้อย่างแยบยล และไม่ใช่เรื่องยากที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นโรงพยาบาลชั้นนำของภูมิภาค ตราบใดที่ยังสามารถรักษาความ “ต่อเนื่อง” อันเป็นจุดแข็งของโรงพยาบาลไว้ได้