ตั้งแต่อดีตจุดยุทธศาสตร์สำคัญของไทย คือพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโดยเฉพาะแม่น้ำสายหลักที่เปรียบเสมือน เส้นเลือดใหญ่ของภาคกลางอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความสำคัญและเป็นทั้งแหล่งความเจริญ ทั้งอาหารจากการทำ ประมง เป็นเส้นทาง เดินเรือขนส่งสินค้า รวมถึงมีความสำคัญในแง่ของการทำการเกษตร การคมนาคม ตลอดจนเป็นแหล่งน้ำ หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน ชุมชนที่มีความหลากหลาย อีกมากมาย สถานที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นพระบรมมหาราชวัง วัดสำคัญๆ สถานทูตและธนาคารแห่งแรกของประเทศไทย โรงภาษีร้อยชักสาม หรือโรงภาษีเก่า ล้วนตั้งอยู่บนริมฝั่งนำเจ้าพระยา
จวบจนปัจจุบันพื้นที่ติดแม่น้ำ เจ้าพระยาก็ยังคงความครึกครื้น และมีศักยภาพอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะฝั่งธนบุรีที่เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจและถูกจับตามองจาก นักธุุรกิจทั้งไทยและเทศ จนไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็น อีกหนึ่งพื้นที่ที่มีการเติบโตมากที่สุุดติดอันดับต้นๆ ในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะการเติบโตในส่วนของ Infrastructure ทั้งถนนและการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ ทำให้เกิดการขยายตัวของเมืองและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน เมื่อพื้นที่มีการพัฒนาย่อมส่งผลกระทบโดยตรงมายังคนในชุมชนที่อยู่มาช้านาน โดยยิ่งพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่ คนในชุมชนก็ยิ่งต้องปรับตัวให้สามารถอยู่กับพื้นที่ให้ได้เท่านั้น ฉะนั้นผู้ที่สนใจเข้ามาพัฒนาทำเลทองฝั่งธนบุรีริมแม่น้ำเจ้าพระยา จึงต้องคำนึงถึงคนในชุมชนเป็นสำคัญด้วย
คุณสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ความท้าทายของไอคอนสยามไม่ใช่แค่สร้าง Shopping Center แต่ยังรวมไปถึงการบริหารจัดการและพัฒนาพื้นที่อย่างไร จึงจะสามารถทำให้ชีวิตของคนบริเวณโดยรอบ ชุมชนพื้นที่ ธุรกิจโดยรอบ ตลอดจนร้านค้า Local ต่างๆ เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกันได้”
ผนวกกับความตั้งใจที่ต้องการให้พื้นที่และสถานที่แห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของโลก (Global Landmark Destination) ที่ทุกคนต้องมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง ทางไอคอนสยามจึงสร้างปรากฎการณ์ Creating Shared Value ประสานประโยชน์ร่วมกัน เพื่อพลิกแลนด์สเคปริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของโลก โดยประสานประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อกระจายความรุ่งเรืองไปทั่วทั้งในระดับชุมชน สังคม และประเทศ จึงเดินหน้าสร้างบรรทัดฐานการทำธุรกิจ นำแนวคิดรูปแบบธุรกิจค้าปลีกในอนาคตอย่าง “Shared Values” และ“Co-Creation” มาใช้และทำให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม

สังเกตได้จากเมืองสุขสยาม พันธสัญญาและความมุ่งมั่นตั้งใจของไอคอนสยามที่รวบรวมสิ่งดีงามทั่วประเทศไทยมานำเสนอสู่สายตาชาวโลกตามแนวคิด “The best of Thailand meets The best of The World” ที่ไอคอนสยามยึดเป็นแนวทางในการผลักดันพื้นที่ โดยผนึกกำลังพันธมิตรทางธุรกิจ ศิลปิน วิสาหกิจท้องถิ่น ชุมชนวิถีไทย และผู้ประกอบการรายย่อยระดับท้องถิ่นจากทั้ง 77 จังหวัด นำเสนอสิ่งที่น่าตื่นเต้นและมีคุณค่าเข้าถึงใจคน ในส่วนนี้จะเห็นได้ว่าไอคอนสยามเป็นผู้พัฒนาพื้นที่และเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้คนไทยภูมิใจในศักยภาพและพลังของความเป็นไทย สืบสานมรดกทางภูมิปัญญา และชีวิตวิถีไทยให้คงอยู่และส่งต่อคนรุ่นหลัง ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ผลิตจากท้องถิ่นต่างๆ มีความภาคภูมิใจในอาชีพของตัวเองและมีแรงบันดาลใจที่จะรักษาสืบทอดอาชีพดั้งเดิมของบรรพบุรุษให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
“สุขสยาม จะทำหน้าที่เป็นเวทีในการนำเสนอสุดยอดผลิตภัณฑ์ไทย แสดงผลงานอันน่าภาคภูมิใจให้เป็นที่ประจักษ์ อันเป็นการดำเนินธุรกิจในกลไกของระบบนิเวศทางการค้า (Commercial Ecosystem) ที่มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน” คุณสุพจน์ กล่าวเสริม

ไม่เพียงเท่านั้น ไอคอนสยามยังเนรมิต ไอคอนคราฟต์ เพื่อนำเสนอความเป็นไทยผ่านงานนวัตศิลป์ โดยรังสรรค์พื้นที่กว่า 2,500 ตารางเมตร บนชั้น 4-5 ของไอคอนสยามให้เป็นพื้นที่พิเศษ โดยผนึกความร่วมมือกับนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ นักพัฒนานวัตกรรม และช่างฝีมือหลากหลายแขนง จำนวนกว่า 300 ราย นำเสนองานนวัตศิลป์และงานคราฟต์ของไทย เพื่อสืบสานภูมิปัญญางานช่างฝีมือของไทย ส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดเพื่อยกระดับและเพิ่มคุณค่า ตลอดจนเผยแพร่งานนวัตศิลป์และงาน คราฟต์ฝีมือคนไทยให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เพื่อเพิ่มโอกาสในการจัดแสดงและจัดจำหน่าย ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้กระจายไปทั่วประเทศ
“ไอคอนคราฟต์มุ่งหวังจะทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นอีกแมกเน็ตหนึ่งทางด้านการท่องเที่ยวช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกผู้ชื่นชอบ งานคราฟต์ ให้เกิดความสนใจและอยากเดินทางมาเยือนประเทศไทย”
อีกทั้งเล็งเห็นว่า คนในเมืองต้องการพื้นที่ที่สามารถหลบหนีความวุ่นวาย และเชื่อว่าพื้นที่ริมน้ำแห่งนี้เป็นทำเลที่มีพลังวิเศษในการสร้างความสงบและสบายใจให้ผู้คนได้ไม่น้อย ไอคอนสยามจึงใช้พื้นที่นับ 10,000 ตารางเมตร พัฒนาเป็น Community Space ที่เรียกว่า River Park ให้สาธารณชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ทุกวัน จนกลายเป็นบริเวณสำคัญของผู้คนที่สามารถมาพักผ่อนหย่อนใจและสัมผัสกับความงดงามของบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา
นอกจากนี้ การมาของไอคอนสยามไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นการเติบโตด้านอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวริมน้ำเจ้าพระยาให้ครึกครื้นไปพร้อมกัน ซึ่งยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการมีอยู่ของไอคอนสยามสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนโดยรอบและพื้นที่ใกล้เคียง

จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของการจัดงาน Amazing Thailand Countdown ที่ไอคอนสยามจัดติดต่อกันมา 5 ปี เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยและกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยจากข้อมูลพบว่า ธุรกิจเรือโดยสารและเรือด่วนเจ้าพระยามีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจากช่วงปกติถึง 25% ผู้ประกอบการเรือหลายรายเพิ่มเที่ยวให้บริการเรือเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นทั้งผู้ประกอบการเรือ พนักงานเรือ ท่าเรือ รวมไปถึงร้านค้าขายทั้งใหญ่และเล็กโดยรอบ ในส่วนโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็มักจะถูกจองเต็มเป็นประจำทุกปีในคืนเคาท์ดาวน์ และยังพบว่านักท่องเที่ยวส่วนมากตัดสินใจเพิ่มระยะเวลาการเข้าพักให้นานขึ้น จากเดิมเฉลี่ย 1 คืน เป็น 2-3 คืน ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างรายได้และเศรษฐกิจหมุนเวียนมูลค่ามหาศาลให้แก่ประเทศไทย

ตลอดระยะเวลาในการดำเนินงานเกือบ 5 ปีเต็มของไอคอนสยาม สะท้อน Brand Archetype ที่ชัดเจนมาตลอดในบุคลิกของการสร้าง Local Hero ไปสู่ Global Hero รวมถึงการดึงให้ Brand ระดับโลกเข้ามาเปิดในไอคอนสยามอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำถึงแนวคิด The Best of Thailand meets The Best of the World ไอคอนสยามจะไม่หยุุดพัฒนาพื้นที่และจะเป็นศูนย์กลางในการประสาน ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อกระจายความรุ่งเรืองไป ในชุมชน สังคม และประเทศ จนนำมาซึ่งความเจริญ ทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในทุกระดับ