ความน่าสนใจของการเปิดโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิต ภายใต้ชื่อ Bangkok Mental Health Hospital หรือ “BMHH” ของโรงพยาบาลเวชธานี ไม่เพียงอยู่ที่การเป็นครั้งแรกที่เวชธานีมีการขยับขยายการลงทุนออกมาทำโรงพยาบาลเฉพาะทางครั้งแรกในรอบ 29 ปีเท่านั้น
แต่ยังอยู่ที่ทำไมเวชธานีถึงเข้ามาลงทุนเปิดโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิต ทั้งๆ ที่ตามมุมมองที่ ดร.ชาคริต ศึกษากิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เวชธานี จำกัด เคยให้ไว้กับ BrandAge Online นั้นยืนยันว่า โรงพยาบาลเฉพาะทางประเภทนี้เป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ไม่มากนัก เพราะมีเพียงแค่ค่ารักษาพยาบาลกับค่ายาเท่านั้น ต่างจากโรงพยาบาลประเภทอื่นๆ ที่การทำกำไรจะมีมากกว่า เพราะมีรายได้จากค่ารักษาพยาบาลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าแล็บ หรือค่าผ่าตัด
เขาบอกว่า การเปิด BMHH เป็นการมองเห็นเทรนด์ของคนไข้ที่ป่วยด้านสุขภาพจิตที่มีเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ ประกอบกับซัพพลายในบ้านเรายังมีไม่เพียงพอรองรับกับดีมานด์ โดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐที่มีเพียงบ้านสมเด็จกับศรีธัญญา เท่านั้น
ขณะที่โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิตของเอกชนจะมีเพียงโรงพยาบาลมนารมย์ที่อยู่ย่านบางนา ซึ่งเป็นโลเคชั่นที่อยู่ห่างออกไปค่อนข้างมาก เพราะ BMHH ที่จะเปิดในวันที่ 19 ส.ค.นี้ จะอยู่ที่ย่านติวานนท์
“เรามีเวชธานีที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคทางการแล้ว การเปิด BMHH จะทำให้สามารถตอบโจทย์และครอบคลุมการรักษาได้ตั้งแต่การเจ็บป่วยทางจิตใจไปจนถึงการเจ็บป่วยทางร่างกาย อย่างไรก็ตาม ในแง่ของธุรกิจ อาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับการที่เราสามารถให้บริการได้ครอบคลุมทุกเรื่อง”
เวชธานี เป็นโรงพยาบาลเอกชนที่อยู่ในธุรกิจนี้มา 29 ปี โดยจุดแข็งของเวชธานี คือการเป็นโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการรักษาผู้ป่วยโดยแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขา ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ประกอบกับความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญในด้านต่างๆ เพื่อประสิทธิภาพการดูแลรักษาสูงสุด ปัจจุบันมีศูนย์การบริการทางการแพทย์เฉพาะทางมากกว่า 20 ศูนย์ และเน้นการให้บริการแบบองค์รวมมากกว่าการแยกศูนย์การแพทย์ออกไปเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง ครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกในรอบ 29 ปีที่มีการแตกโรงพยาบาลในเครือออกไป

ขณะที่การทำตลาดของเวชธานี้นั้น ไม่ได้มองตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียวแต่ขยายให้กว้างขึ้นเป็นทั้งโลก ทำให้ตลาดลูกค้าชาวต่างชาติมีสัดส่วนถึง 30% แต่ในแง่ของเม็ดเงินนั้น ถือว่าทำตัวเลขได้ใกล้เคียงกับลูกค้าชาวไทย
แสดงให้เห็นว่าโรงพยาบาลนั้นมีคุณภาพมาตรฐานระดับสากลจนเป็นที่ยอมรับ โดยล่าสุดได้การรับรองระดับโลกจาก Global Healthcare Accreditation for Medical Travel Services นับเป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 5 ของโลก ที่ได้รับการรับรองคุณภาพดังกล่าว ถือเป็นการตอกย้ำคุณภาพระดับสูงในการให้บริการแก่ผู้รับบริการทั่วโลก ที่เดินทางมารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลเวชธานี และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็น Medical Hub อย่างแท้จริง
การรุกตลาดดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับเทรนด์การเติบโตการเป็น Medical Hub ของบ้านเรา ซึ่งภายหลังจากที่มีการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ในครึ่งหลังปี 2565 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ธุรกิจโรงพยาบาลเวชธานีมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดี โดยเฉพาะการกลับมาใช้บริการของลูกค้ากลุ่มหลักที่เป็นชาวต่างชาติ ได้แก่ กลุ่มตะวันออกกลาง และกลุ่ม CLMV (กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม) และแถบแอฟริกา
และจะเห็นได้ชัดในช่วงครึ่งแรกปี 2566 จำนวนลูกค้าชาวต่างชาติมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 30-50% และเชื่อว่าในปี 2567 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะเติบโตดีมาก ทำให้กลุ่มนักนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Traveler) หลั่งไหลเข้ามาประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจของเวชธานีเช่นกัน

“สำหรับตลาด Medical Traveler เวชธานีค่อนข้างแข็งแกร่ง เพราะโฟกัสต่อเนื่องมา 15 ปีแล้ว ประกอบกับชื่อเสียงของเราที่มีความเฉพาะทางหลากหลายสาขา ซึ่งสามารถรักษาคนไข้ที่เป็นโรคซับซ้อน โดยเฉพาะโรคเกี่ยว กับกระดูกและข้อที่ถือเป็นจุดแข็งของเวชธานี คนในตะวันออกกลางให้ฉายาเราว่า King of Bones ซึ่งการทำตลาดในต่างประเทศเริ่มต้นจากการดูแลคนไข้ที่มาหาให้ดีด้วยความเฉพาะทางที่เรามี และพยายามทำสิ่งนั้นให้ดีขึ้น เรื่อยๆ จนมีการบอกต่อ เพราะธุรกิจการแพทย์เป็นเรื่องปากต่อปาก เมื่อโรงพยาบาลรักษาคนไข้หายก็จะบอกต่อกันไปเรื่อยๆ เราเพิ่งเปิดศูนย์มะเร็งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เน้นให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวมและครอบคลุมด้วยนวัตกรรมการรักษาที่กล้าพูดได้ว่า ตอนนี้เราเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่แรกที่ใช้นวัตกรรมนี้ นั่นคือ Cancer Vaccine และ Cancer Avatar ซึ่งได้ร่วมกันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมนี้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างแม่นยำและการรักษาอย่างตรงจุด”
เขายังบอกอีกว่า ข้อดีของการอยู่ในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนมานาน ทำให้นอกจากจะเข้าใจความต้องการของลูกค้าแล้ว ยังมีเรื่องของการมีระบบการบริหารจัดการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านที่พร้อมจะนำไปต่อยอดในการใช้กับโรงพยาบาล BMHH ที่เปิดใหม่
ส่วนการบริหารจัดการ คงไม่ได้เอาไปผูกกับแบรนด์เวชธานี จึงไม่ได้ตั้งชื่อเป็นเวชธานี โดยเวชธานีเข้าไปช่วยในฐานะบริษัทลูกที่เราเข้าไปช่วยวางระบบ บริหารจัดการระบบหลังบ้าน-หน้าบ้านให้ แต่ในเรื่องการบริหารจัดการ คงแยกเป็นเอกเทศ เพราะลักษณะผู้ป่วยที่มาใช้บริการแตกต่างกัน คนป่วยที่มีโรคยากๆ ต้องผ่าตัดสมอง หรืออะไรที่เป็นโรคยากๆ จะมาที่เวชธานี แต่ที่ใหม่มีลักษณะของการดูแลเรื่องสุขภาพจิต นอนไม่หลับ ซึมเศร้า เครียด หรือเรื่องความสามารถในการเรียนรู้สำหรับเด็ก หรือออทิสติก หรือลักษณะทางจิต

“ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางแต่ละศูนย์ ยังรวมอยู่ในโรงพยาบาลแม่ ไม่ได้แตกออกมาเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง เพราะต้องยอมรับว่า ลักษณะของการเจ็บป่วยมีการเชื่อมโยงกัน การแยกออกไปเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางน่าจะทำได้ยาก เนื่องจากคนไข้ไม่ได้เป็นโรคเดี่ยวๆ เพียงโรคเดียว อย่างคนสูงอายุ ถึงแม้จะเป็นโรคกระดูก แต่ก็มีเบาหวาน ความดัน พ่วงด้วย การรักษาจึงมีความเชื่อมโยงกัน เราจึงเลือกที่จะทำให้เกิดความเชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงกันในโรงพยาบาลของเรา ซึ่งน่าจะเพียงพอ”
เมื่อมองมาที่โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิตแล้ว พบว่า เทรนด์ด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต (Health and Wellness) เป็นเมกะเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และโรงพยาบาลเฉพาะทางก็เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะคนไข้ต้องการทางเลือกในการรักษาที่ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป
จากข้อมูลสถิติโลกพบว่า ผู้ป่วยด้านสุขภาพจิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยในประเทศไทยจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 2 เท่าในระยะ 6 ปี ข้อมูลจากระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ในปี 2565 มีผู้ป่วยจิตเวชเข้ารับการรักษามากถึง 2.5 ล้านคน ทำให้ความต้องการบริการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวได้ว่าปัจจุบันนี้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาด้านสุขภาพจิตในคนไทยเองก็มีความเข้าใจดีมากขึ้น และความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตมากขึ้นเช่นกัน
โดยเฉพาะผู้ป่วยเอง หรือญาติผู้ป่วยกล้าไปพบแพทย์ด้านจิตเวชมากขึ้น เวชธานีมองเห็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงได้ทำการศึกษาอย่างจริงจังทำให้เห็นภาพชัดขึ้น พร้อมนำองค์ความรู้ไปดูแลผู้ป่วย แม้ว่าในแง่ของผลตอบแทนทางธุรกิจจะไม่ได้สูงมาก แต่การได้เข้าไปอยู่ในตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง ก็หวังว่าในอนาคตจะเชื่อมตลาดด้านสุขภาพจิตกับตลาดด้านสุขภาพทางกายเข้าด้วยกันในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง และเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้เรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น
“ความคาดหวังของ BMHH คืออยากเป็นโรงพยาบาลเอกชนด้านสุขภาพจิตชั้นนำที่ประสบความสำเร็จในภูมิภาคนี้ มีขีดความสามารถในการรักษาโรคทางสุขภาพจิต แต่เราไม่ได้คาดหวังในเชิงธุรกิจมากนัก แค่รักษาให้ดี สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติ ให้เข้ากับสังคมได้ โดยตั้งเป้าหมายให้เป็นที่รู้จักในประเทศไทยภายใน 2 ปี ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง เพราะเราโชคดีสามารถฟอร์มทีมได้เร็ว มีหมอที่มีชื่อเสียงมานำทีม และมีหมอจบเฉพาะทางมาจากต่างประเทศ หมอเก่งๆ เริ่มงานกับเราถือเป็นแนวโน้มที่ดี และเมื่อถึงจุดหนึ่งจะไปเน้น Medical Traveler เช่นเดียวกัน ซึ่งเรื่องสุขภาพจิตในต่างประเทศเป็นเรื่องที่บูมมาก”