การตลาดในยุคนี้ “การมีลูกค้าเป็นจำนวนมาก” อาจไม่ใช่สิ่งรับประกันว่าจะสามารถอยู่ได้แบบตลอดรอดฝั่ง เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย และมีความจงรักภัคดีต่อแบรนด์น้อยลง ดังนั้นทุกแบรนด์จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเปลี่ยน “ลูกค้า” เป็น “แฟนคลับ” และเปลี่ยนจาก “แฟนคลับ” เป็น “สาวก” ผ่านความผูกพันจนกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ
กระบวนการสร้างให้เกิดแฟนคลับ และ สาวก นั้นต้องอาศัยปัจจัยเกื้อหนุนหลายด้าน เช่น ต้องมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ต้องมีช่องทางการสื่อสารที่ถูกต้อง เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญต้องมี Brand Journey ที่ใช้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เหมือนกับที่ “หมี่เต๋อ” ร้านบะหมี่เล็กๆ ทำมาทุกปี
Brand Journey ของบะหมี่สีม่วงทองคืออะไร?
โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1852 จนถึงปีนี้ก็มาอายุครบ 171 ปีแล้ว
สัญลักษณ์ที่สำคัญของโรงเรียนนี้ที่ทุกคนจดจำมี 3 อย่างคือ สีม่วง-ทอง, หอธรรม และดอกชงโค
ทุกปีเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 จะได้ทำกิจกรรมที่สำคัญมากที่สุดของการเป็นนักเรียนในสถาบันแห่งนี้ คือ การจัดงานวันเกิดโรงเรียน ซึ่งงานฉลองครบรอบ 171 ปีในปีนี้ จัดขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคม โดยใช้ชื่อว่า "“BCC 171st Anniversary Step Further Together : BCC 171 ปี ก้าวไปให้ไกล ก้าวไปด้วยกัน” ซึ่งพบว่าปีนี้มีคนสนใจมางานเป็นจำนวนมาก จนบัตรไม่เพียงพอต่อความต้องการ บางคนยอมลงทุนมาต่อคิวรอตั้งแต่ตีห้า เพื่อหาซื้อบัตรเข้าไปชมคอนเสิร์ต
งานวันเกิดโรงเรียนนี้มีความหมายกับเด็กนักเรียนชั้นม.6 มากๆ เหมือนเป็นประเพณีที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น
งานนี้เด็กทุกคนจะเป็นคนคิดธีมของงานเอง ดีลสปอนเซอร์เอง เชิญแขกรับเชิญเอง ทำโฆษณาเอง ออกแบบของที่ระลึกวางจำหน่ายเอง เรียกว่าบริหารจัดการกำไร ขาดทุนเองเหมือนบริษัทจำลองทั้งหมด
เด็กคนไหนที่มีแฟน หรือกำลังจีบสาวมาเป็นแฟน หากใครพามาเดินงานนี้จะถือเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ส่วน "หมี่เต๋อ" เป็นร้าน "บะหมี่ซาเล้ง" เล็กๆ ที่มาขายอยู่ที่หน้าโรงเรียนมาตั้งแต่ปี 2517 หรือ 49 ปีแล้ว
เด็กคริสเตียนจะรู้ดีว่าร้านอาหารคู่บุญของเด็กคริสเตียนจะมีบะหมี่เต๋อ, โตเกียวลุงเพชร และลูกชิ้นปิ้ง ซึ่งขายมายาวนานพอๆ กัน
ไม่รู้ว่า เต๋อ คือชื่อจริงๆ หรือไม่ แต่เด็กคริสเตรียนเรียก “เต๋อ” กันมาหลายสิบปี เพราะสมัยหนุ่มๆ เต๋อไว้หนวดและใส่หมวกสานจนเหมือนนักร้องดัง “เต๋อ” เรวัต พุทธินันทน์ แถมรถซาเล้งก็ไม่มีชื่อร้าน เด็กคริสเตียนก็เลยเรียกหมี่เต๋อกันมารุ่นต่อรุ่น
จากร้านซาเล้งที่ขายชามละ 8 บาท และต้องนั่งยองๆ กิน ปัจจุบันนี้หมี่เต๋อขยายกิจการมาเป็นร้านบะหมี่ในอาคารพาณิชย์อยู่ไม่ไกลจากรั้วโรงเรียน และมีการสาขาไปที่อื่นๆ แต่เต๋อยังคงอยู่ประจำที่ร้านนี้ เพราะมีศิษย์เก่าที่ชอบกลับมานั่งคุยกับเต๋อเสมอ
ทุกวันนี้ลูกค้าของหมี่เต๋อเกินกว่า 70% ยังคงเป็นเด็กนักเรียน, ผู้ปกครอง, ครู, บุคลากรของโรงเรียน และศิษย์เก่าที่หมุนเวียนกันมากินบะหมี่กันอย่างไม่ขาดสาย
หนึ่งในเมนูที่ขายดีของหมี่เต๋อ คือ “สองกษัตริย์” ที่มีเส้นเป็นบะหมี่เหลืองและหมี่หยกใส่ปนกันมา
ใน 1 ปีจะมีวันเดียวที่เมนู 2 กษัตริย์จะเปลี่ยนจากเส้น “สีเขียว-เหลือง” เป็นสี “ม่วง-เหลือง” ซึ่งคล้ายกับสีของโรงเรียนคือ “ม่วงทอง” ซึ่งก็คือวันนี้
วันนี้เต๋อต้องอธิบายลูกค้าทั่วไปหลายคนว่าทำไมบะหมี่ในชามถึงมีสีม่วงผสมมากับสีเหลือง เพราะลูกค้าทั่วไปไม่เคยเห็น และไม่เข้าใจ
เต๋อตั้งใจทำบะหมี่เส้นสีม่วงขึ้นมา ก็เพื่ออยากจะเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองงานวันเกิดโรงเรียน และขอบคุณนักเรียน ผู้ปกครองและศิษย์เก่าที่ทำให้เต๋อมีทุกวันนี้
เส้นสีม่วงนี้ เต๋อเริ่มทดลองทำด้วยการเอาสีของดอกอัญชันมาผสมให้กลายเป็นสีม่วงอ่อนๆ
บะหมี่สีม่วงนี้ คือการคิด และลงมือทำแบบง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนของเจ้าของร้านบะหมี่เล็กๆ ร้านหนึ่ง โดยชายวัย 67 ปีที่เริ่มต้นเป็นลูกจ้างซาเล้งขายบะหมี่ตั้งแต่อายุ 14 ปี แต่ในเชิงการตลาดวิธีสื่อสารกลับกลุ่มเป้าหมายของเต๋อนี้ เรียกว่า Emotional Marketing ที่เน้นสร้างอารมณ์ ความรู้สึก ความผูกพันธ์กับ “แฟนคลับ” และ “สาวก” โดยตรง
การเลือกใช้ Message ที่ถูกที่ถูกเวลาผ่าน Brand Journey จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สามารถสร้าง Brand Loyalty หรือความภักดีต่อแบรนด์ ซึ่งแม้แต่ร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆอย่างหมี่เต๋อก็สามารถทำได้ ขอแค่เพียงเข้าใจ Insight ของกลุ่มเป้าหมายเป็นพอ..
