สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดพิธีมอบรางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creative Excellence Awards (CE Awards) ครั้งแรก เพื่อเชิดชูและส่งเสริมบุคคล ชุมชน ผู้ประกอบการ หน่วยงาน องค์กร หรือสถาบันต่างๆ ที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการ เครื่องมือ หรือกระบวนการ โดยนำความคิดสร้างสรรค์ มาประยุกต์ใช้ในการสร้างให้เกิดคุณค่า (Value Creation) ที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม เพื่อต่อยอดไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ
รางวัล Creative Excellence Awards แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. Creative City Awards รางวัลการพัฒนาย่าน สถานที่ชุมชน หรือเมือง รวมทั้งกิจกรรมที่ดึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว เชื่อมโยงกับเรื่องราวของย่าน ผู้คน หรือธุรกิจดั้งเดิม ผสานกับความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและพัฒนาให้ตอบโจทย์คนในพื้นที่และผู้มาเยือนในมิติต่าง ๆ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ และความยั่งยืน
1.1 Creative City Festival Award รางวัลสำหรับกิจกรรมหรืองานเทศกาลที่นำเสนอความหลากหลายของงานศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อหวังผลต่อย่าน ชุมชน หรือพื้นที่นั้น ๆ
1.2 Creative City Branding Award รางวัลสำหรับพื้นที่หรือเมืองที่มีการสร้างเอกลักษณ์และจุดยืน (Positioning) ให้แก่พื้นที่ ทำให้พื้นที่กลายเป็นที่รู้จักและสร้างภาพจำที่ชัดเจน
1.3 Creative City Cultural Asset Award รางวัลสำหรับพื้นที่หรือเมืองที่มีการนำอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมหรือจุดเด่นของพื้นที่ มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างโดดเด่น
1.4 Creative City Regeneration Award รางวัลสำหรับโปรเจ็กต์หรือกิจกรรมที่พลิกฟื้นย่านชุมชนหรือพื้นที่ให้กลับมามีชีวิตชีวา นำไปสู่การเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
1.5 Creative City Advocacy Award รางวัลสำหรับหน่วยงานหรือองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ให้การสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนหรือผลักดันให้เกิดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
2. Creative Business Awards แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 : Sustainability Awards รางวัลสำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการหรือโครงการ ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบหรือกระบวนการผลิตที่เน้นความยั่งยืนและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน
2.1 Creative Sustainable Product Award (For Large Enterprise)
2.2 Creative Sustainable Product Award (For SME & Community)
2.3 Creative Sustainable Project Award (For Large Enterprise)
2.4 Creative Sustainable Project Award (For SME & Community)
กลุ่มที่ 2 : Value Creation Awards รางวัลของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างคุณค่าเพิ่มในเชิงธุรกิจ ผ่านผลิตภัณฑ์หรือบริการ หรือโครงการ โดยเป็นการผสมผสานระหว่างมิติทางเศรษฐกิจและมิติความยั่งยืนอย่างลงตัว
2.5 Value Creation Award
รางวัลที่พิจารณาจากกระบวนการหรือกลไก (Mechanics) ที่ก่อให้เกิดคุณค่าเพิ่มให้แก่ผลงานหรือโครงการนั้น ๆ อย่างโดดเด่นและลงตัว
2.6 Cross-Sector Collaboration Award
รางวัลสำหรับบุคคล หน่วยงาน องค์กร หรือสถาบัน ทั้งที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือต่างกัน ที่สร้างความร่วมมือ ผลักดันกิจกรรม หรือโครงการที่มีคุณค่าทางธุรกิจให้เกิดขึ้น โดยเป็นการผสมผสานระหว่างหน่วยงานได้อย่างลงตัว เหนือความคาดหมาย และเกิดผลลัพธ์ที่มากกว่า 1 + 1 = 2
3. Creative Social Impact Awards รางวัลสำหรับการนำความคิดสร้างสรรค์ไปประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ไขหรือคลี่คลายประเด็นต่าง ๆ ทางสังคม (Social) อีกทั้งช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหรือคาดว่าจะเกิดขึ้นให้น้อยลง
3.1 Creative Community Engagement Award
การนำความคิดสร้างสรรค์ไปแก้ไขปัญหาของชุมชน เช่น ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม การสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้คนหรือหน่วยงานในชุมชน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขประเด็นสังคมนั้น ๆ
3.2 Creative Well-Being Award
กิจกรรม โครงการ สินค้าหรือบริการ ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริม สนับสนุน หรือพัฒนาสุขภาวะทางใจของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบหลังการระบาดของโควิด-19
3.3 Creative for Elderly Award
การใช้ความคิดสร้างสรรค์มาออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ กิจกรรม หรือโครงการเพื่อกลุ่มผู้สูงอายุ นำไปสู่การใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และสร้างการตระหนักในคุณค่าของตนเองเมื่อต้องเข้าสู่วัยสูงอายุ
3.4 Creative Education Award
การคิดค้นหรือนำความคิดสร้างสรรค์เข้ามาแก้ไขการเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสให้แก่กลุ่มคนบางกลุ่ม ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาและพัฒนาทักษะความรู้ได้เท่าเทียมกัน
โดยในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลทั้งหมด 28 รางวัล และทั้งหมดนี้คือแนวคิดของผลงาน ที่ได้รับรางวัล Creative Excellence Awards 2023

1.1 Creative City Festival / เทศกาลแสงไฟ Awakening Bangkok โดย Time Out Bangkok และกรุงเทพมหานคร
แนวคิดของโครงการ
เทศกาลแสงสี โดยผลงานศิลปินรุ่นใหม่ที่จัดขึ้นทุกปีในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ เป็นแลนด์มาร์คสำคัญในช่วงปลายปีที่ใครหลายคนตั้งใจไปถ่ายภาพบรรยากาศภายในเทศกาล เป็นการสนับสนุน Night-Time Economy ช่วยปลุกและฟื้นชีวิตย่านสำคัญของกรุงเทพฯ พร้อมยกระดับสู่การเป็นหนึ่งในเทศกาลเมืองสำคัญในปฏิทินการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ
จุดเด่นของโครงการ
มีการผลัดเปลี่ยนศิลปินและพื้นที่ในการจัดแสดงแสง สี เสียงในทุกปี เพื่อพัฒนาคอนเซ็ปต์ที่ไม่ย่ำอยู่กับที่ ศิลปินแต่ละคนพยายามทำงานที่เชื่อมโยงและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนให้มากที่สุดในปีล่าสุดนี้ มีการจัดแสดงไฟกว่า 37 ผลงาน ใน 22 สถานที่ทั่วย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Endless Tomorrow : เพื่อพรุ่งนี้และตลอดไป” โดยมีจุดแสดงตั้งต้นที่ไปรษณีย์กลาง เมื่อเดินไปทางใต้จะพบกับงานในแนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) เดินไปทางเหนือจะพบกับงานในแนวคิดเรื่องการปรับตัวเพื่อความ อยู่รอด (Living Evidence)
Economic Impact
สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปจับจ่ายในย่านที่จัดงานได้อย่างคับคั่ง
Social Impact
กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่จะเข้าไปถ่ายภาพและทำคอนเทนต์ ที่เมื่อรวมๆ กันแล้วทรงอิทธิพลอย่างยิ่งทางโซเชียลมีเดีย

1.2 Creative City Branding / แหล่งเรียนรู้ ถนนสายไม้ บางโพ โดยทีมถนนสายไม้ บางโพ (Bangpo Woodstreet) และนักออกแบบรุ่นใหม่
แนวคิดของโครงการ
เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เข้าไปเยี่ยมชมถนนสายไม้ บางโพ เพื่อปลุกชีวิตถนนสายไม้ ที่เป็นแหล่งภูมิปัญญาช่างไม้ไทยแห่งสุดท้ายของกรุงเทพฯ มีธุรกิจเกี่ยวกับไม้มากกว่า 200 ร้านค้า ที่สืบทอดจากรุ่นสู่ร่นมายาวนานมากกว่า 60 ปี โดยตั้งเป้าให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ และส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ
จุดเด่นของโครงการ
ทีมถนนสายไม้ บางโพ (Bangpo Woodstreet) ก่อตั้งขึ้นเพื่อสื่อสารเรื่องราวของถนนสายไม้ บางโพ เขตบางซื่อ แหล่งภูมิปัญญาช่างไม้ไทยแห่งสุดท้ายของกรุงเทพฯ
ล่าสุดนี้ บางโพ ได้รับคัดเลือกจากศูนย์การสร้างสรรค์และออกแบบ หรือ TCDC ให้เป็นพื้นที่จัดแสดงหลักในงาน Bangkok Design Week 2023 ภายใต้แนวคิด “ถนนสายไม้ บางโพ”
นอกจากช่วง Bangkok Design Week ยังมีการเปิดรับกลุ่มนักศึกษาหรือกลุ่มผู้ที่สนใจเข้าไปเยี่ยมชม เรียนรู้วิถีชีวิต และการทำงานไม้ในพื้นที่อยู่เรื่อยๆ
ถนนสายไม้บางโพ ไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งรวมร้านค้าไม้และเฟอร์นิเจอร์หรือภูมิปัญญาช่างไม้ไทย แต่เป็นถนนสายวัฒนธรรมของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่ย้ายมาจากบริเวณวัดญวณ สะพานขาว ไปที่ซอยประชานฤมิตรบนถนนสายไม้ บางโพ ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญ คือศาลเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งเป็นศูนย์รวมการจัดกิจกรรมของสมาชิกในชุมชน และยังเป็นสถานที่ที่ชุมชนและผู้มีความศรัทธาภายนอกมากราบไหว้บูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล อีกด้วย
การจัดงาน ถนนสายไม้ บางโพ ในช่วง Bangkok Design Week ที่ผ่านมา คือการแสดงถึงการปรับตัวของชุมชนเพื่อให้ทันกับไลฟ์สไตล์ และวิธีชีวิตของคนเปลี่ยนไป ที่ลุกขึ้นมากำหนดอนาคตและยกระดับ ถนนสายไม้ บางโพ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชน
Social Impact
ปลุกชีวิตถนนสายไม้ให้ผู้คนได้รู้จักมากขึ้น ต่อยอดคุณค่าธุรกิจที่สืบทอดมาอย่างยาวนานได้เป็นอย่างดี

1.3.1 Creative City Cultural Asset / Phuket Peranakan Festival โดยสมาคมเพอรานากัน แห่งประเทศไทย และจังหวัดภูเก็ต
แนวคิดของโครงการ
เทศกาลยิ่งใหญ่ครั้งแรกของจังหวัดภูเก็ต ที่หยิบเอามรดกวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวภูเก็ตอย่างอาหารพื้นเมือง ชุดพื้นเมือง บาบ๋า ย่าหยา และอาคารแบบชิโนยูโรเปียน มานำเสนอผ่านกิจกรรมในแนวคิด Extravaganza Carnival เพื่อยกระดับงานศิลปวัฒนธรรมพื้นเมืองภูเก็ตสู่ระดับนานาชาติ เพิ่มจุดขายให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีเพียงทิวทัศน์ทางธรรมชาติ แต่ยังมีวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า
จุดเด่นของโครงการ
มีการปิดถนนเส้นสำคัญเพื่อเป็นวอล์คกิ้งสตรีท ต้อนรับขบวนแห่ยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร มีผู้ร่วมขบวนกว่า 1,000 คน จากความร่วมมือของ 20 องค์กร มีการเชิญครอบครัวเพอรานากันจากหลายประเทศในคาบสมุทรมลายู ได้แก่ สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย มาร่วมขบวน พร้อมนำการแสดงวัฒนธรรมเพอรานากันประจำถิ่นของแต่ละชาติ มาร่วมขบวน Carnival ด้วย ระหว่างจัดงานมีการเชิญชวนชาวภูเก็ตในย่านเมืองเก่ารวมถึงนักท่องเที่ยว ให้พร้อมใจกันแต่งกายด้วย ชุดบาบ๋า ย่าหยา และประดับธงสัญลักษณ์ทั่วทั้งเมืองเก่าอย่างยิ่งใหญ่ งานนี้ต้องการเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงศิลปะแบบInter-active ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก สามารถเข้าร่วมกิจกรรมรายวันและทั้งปี ภายในชุมชนเมืองเก่าและแหล่งร้านค้าต่างๆ ของภูเก็ต
ทางผู้จัดกำลังมุ่งหน้าจดลิขสิทธิ์เทศกาลแรกในประวัติศาสตร์
Economic Impact
เทศกาลเป็นส่วนหนึ่งในแผนนโยบาย Festival Economy ที่รัฐบาลให้การสนับสนุน สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ภูเก็ตได้มากยิ่งขึ้น นำพาให้เกิดระบบเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม หรือ New Eco System ในชุมชน
Social Impact
ขับเน้นวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดภูเก็ต และวัฒนธรรมเพอรานากันให้เด่นชัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

1.3.2 Creative City Cultural Asset / เยาวเล่น โดย SATARANA ร่วมกับเครือข่ายนักศึกษา และอาจารย์จากสถาบันการศึกษา 27 สถาบัน (เป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Design Week)
แนวคิดของโครงการ
เครือข่ายนักศึกษา อาจารย์ และภาคเอกชนร่วมกันใช้พลังการออกแบบเพื่อพัฒนาพื้นที่ไชน่าทาวน์ให้กลายเป็นย่านแห่งโอกาสที่ส่งเสริมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ รวมถึงนำเสนอเรื่องราวอันเป็นความทรงจำของพื้นที่ไชน่าทาวน์ ทั่วทั้งย่านเยาวราช ทรงวาด และสำเพ็ง ผ่านกิจกรรมพิเศษมากมายที่ล้วนเคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต
จุดเด่นของโครงการ
มี “ถนน คน เล่น” ให้คนเดินเล่นพร้อมชมกิจกรรม Street Performance กับศิลปะหลากหลายแขนง ทั้งวงดนตรีสด สตรีทแฟชั่นโชว์ การเชิดสิงโต รำพัด และอื่นๆ อีกมากมายให้ชมฟรี ที่บริเวณMRT วัดมังกร มีการแสดงงิ้วจากคณะงิ้วชื่อดังอย่าง “แชลั่งเง็กเล่าชุน” และจัดแสดงนิทรรศการพิเศษChinese Opera History in Yaowarat บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของงิ้วนี้ที่สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นกับเยาวราชในอดีต ชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ที่โรงเจบุญสมาคม มี “ฉาย หน้า ทาวน์” โปรแกรมฉายหนังกลางแปลง ฉายภาพยนตร์หลากหลายรสชาติ ผ่านเนื้อหาที่คัดสรรบนความเชื่อมโยงของชุมชนไทย-จีน ที่สะท้อนค่านิยม การใช้ชีวิต และแนวคิดของวัฒนธรรมที่มีมาอย่างยาวนาน
มีละครเดินทัวร์ (Theatrical Walking Tour) ชวนทุกคนท่องไปบนถนนเยาวราช ผ่านเส้นทางแห่งความทรงจำ เพื่อทำภารกิจตามหา 6 หญิง จากเพลงของ “เติ้ง ลี่จวิน”
มีกิจกรรม “เติ้งลี่สวิง” ชวนผู้คนมาเต้นสวิงบนถนนเยาวราชไปกับบทเพลงของเติ้ง ลี่จวิน
Economic Impact
ดึงดูดผู้คนเข้าไปจับจ่ายในย่านเยาวราชได้เป็นจำนวนมาก ขายบัตรหมดทุกกิจกรรม กิจกรรมที่เปิดให้เข้าร่วมฟรี
Social Impact
นำเสนอวัฒนธรรมภายในไชน่าทาวน์ได้อย่างแปลกใหม่น่าสนใจ เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในช่วงBangkok Design Week ทั้งยังมีผู้เข้าร่วมหลากหลายกลุ่ม

1.4.1 Creative City Regeneration / คลองแม่ข่า เชียงใหม่ โดย เทศบาลนครเชียงใหม่
แนวคิดของโครงการ
ปรับภูมิทัศน์คลองแม่ข่า จังหวัดเชียงใหม่ จากคลองน้ำเน่าที่เป็นปัญหาเรื้อรังมาอย่างยาวนานให้กลายเป็นคลองสะอาดและมีภาพลักษณ์ใหม่ ที่ผู้คนชื่นชมว่าคล้ายกับคลองโอตารุ ประเทศญี่ปุ่น ทำให้ชุมชนริมคลองที่เคย ซบเซาได้ฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง
จุดเด่นของโครงการ
“คลองแม่ข่า” ตั้งอยู่ที่เขตเทศบาลนครเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ห่างจากประตูเชียงใหม่หรือประตูท่าแพประมาณ 2 กิโลเมตร โดยคลองแห่งนี้เป็นคลองโบราณสายหนึ่งของเชียงใหม่ เดิมทำหน้าที่เป็น คูเมืองชั้นนอกที่โอบล้อมเมืองและเป็นทางระบายน้ำล้นลงสู่แม่น้ำปิง น้ำที่ไหลตามคลองแม่ข่าไหลมาจากอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ทำหน้าที่ทั้งเส้นทางสัญจร ระบายน้ำ เมื่อเวลาผ่านไป เมืองเชียงใหม่มีการขยายเติบโตขึ้น คลองแม่ข่าถูกละเลยให้กลายเป็นคลองที่เน่าเสีย สะสมมาเป็นเวลานานจนทำให้แม่น้ำในคลองเน่าเสียและกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ต่อมาจึงมีการปรับปรุงคลองให้สะอาด รวมถึงปรับภูมิทัศน์ให้มีความงดงาม คลองแม่ข่าจึงกลับมาเป็น ลำคลองสายสำคัญที่คนสนใจอีกครั้ง โดยได้เริ่มต้นโครงการนำร่องระยะที่ 1 ในช่วงบริเวณสะพานระแกง ระยะทางประมาณ 750 เมตร ปัจจุบันริมคลองสามารถเดินเล่นได้ กลายเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย หรือมาเดินเล่นผ่อนคลายบริเวณทั้ง 2 ริมขอบของแม่น้ำจะถูกก่อด้วยบล็อกคอนกรีต ที่เรียงตัวกันอย่างสวยงามจนคล้ายกับคลองโอตารุ ที่ญี่ปุ่น โดยบริเวณนี้ชาวบ้านจะนำต้นไม้ ไม้ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว ดอกไม้ต่างๆ มาปลูกประดับเพิ่มความงดงามให้กับสองข้างทางของคลองแห่งนี้ (ต่อมาทางการได้รื้อออกและปลูกดอกดาวกระจายแทน) ทัศนียภาพใหม่ทำให้มีชาวบ้านมาเปิดร้านค้าตั้งร้านขายของ ทั้งของกิน ของที่ระลึก ประมาณ 30 ร้านค้าในช่วงลอยกระทงปี 2565 คลองแม่ข่าเป็นหนึ่งในสถานที่จัดงานเทศกาลยี่เป็งเชียงใหม่ มีการประดับโคมไฟล้านนาทั้ง 2 ฝั่งคลอง
Economic Impact
ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนริมคลองแม่ข่า
Social Impact
ด้วยภาพสะอาดสะอ้านแปลกใหม่ที่ถูกนำเสนอออกมา ทำให้คลองแห่งนี้กลับมาได้รับความสนใจจากคนเชียงใหม่จำนวนมาก ก่อนจะขยายไปถึงคนจังหวัดอื่นๆ ที่เดินทางมาเที่ยว เดินถ่ายรูปเล่นที่คลองแห่งนี้ ซึ่งทางจังหวัดเชียงใหม่เองก็พยายามจัดให้มีกิจกรรมภายในพื้นที่แห่งนี้อยู่สม่ำเสมอ

1.4.2 Creative City Regeneration / Pattani Decoded โดย กลุ่ม Melayu Living
แนวคิดของโครงการ
“Pattani Decoded เทศกาลถอดรหัสปัตตานี” หรือเรียกแบบไทยๆ ได้ว่า “ปัตตานีดีโคตร” เกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนการรับรู้ของสังคมภายนอกให้มีโอกาสรับรู้แง่มุมดีๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างบันทึกบทใหม่ให้กับพื้นที่จังหวัดปัตตานี โดยดึงเอาภูมิปัญญาเก่ามาผสานกับยุคสมัยปัจจุบัน ในงานมีทั้งเนื้อหาเกี่ยวกับวรรณกรรม ศิลปะ งานออกแบบ ถูกจัดขึ้นบนถนนสายประวัติศาสตร์
จุดเด่นของโครงการ
เมื่อเอ่ยถึงปัตตานี ภาพส่วนใหญ่ที่คนภายนอกนึกออก มักจะเป็นภาพของพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ความรุนแรง แต่สำหรับคนในพื้นที่อย่างกลุ่ม Melayu Living แล้ว ปัตตานียังคงมีความงดงามซ่อนตัวอยู่ มีวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ที่น่าสนใจ มีงานสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และปัตตานียังมีความตื่นตัวในเรื่องของพื้นที่สร้างสรรค์ซึ่งสวนทางกับความรุนแรงอีกด้วย งาน Pattani Decoded จึงเกิดขึ้น
ในปี 2562 งานเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดเทศกาลออกแบบและศิลปะกลางย่านเมืองเก่าปัตตานี
ในงานปี 2565 งานจัดขึ้นในธีมเกลือหวาน อันเป็นของขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของปัตตานี และได้ขยายพื้นที่ออกไปนอกเมืองเก่า เช่น ชวนให้ผู้คนได้ชมความงามของ “ตันหยงลุโละ” เป็นตำบลริมอ่าวที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำเกลือหวาน ชื่อตำบลดังกล่าวมีความหมายว่า “อ่าวที่มีความระยิบระยับ” ชื่อนี้ได้มาเพราะนักเดินเรือในอดีตแลเห็นความระยิบระยับบนฝั่งมาแต่ไกล ต้นตอของประกายวิบวับนั้นก็คือเกลือหวานที่กองอยู่บนนาเกลือนั่นเอง
มีการจัดนิทรรศการ The Old Man and the Sea Salt จัดแสดงภาพถ่ายโดยสตูดิโอฤาดีที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของบรรดาชายสูงวัยทั้ง 7 คน ซึ่งพัวพันกับเกลือหวานมาทั้งชีวิต
มีกิจกรรมย้อมผ้าโปร่งซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากผ้า 2 ชนิด 2 วัฒนธรรมในเมืองปัตตานี ได้แก่ ผ้าคลุมผมโปร่งบางของสตรีมุสลิม กับม่านปักลายฉลุตามบ้านคนในชุมชนจีน เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมชาวมลายูและชาวจีนในพื้นที่เข้าด้วยกัน
มีการชวนชมศิลปะการซ่อมพระจีน บนถนนปัตตานีภิรมย์
Economic Impact
ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับคนในจังหวัดปัตตานี
Social Impact
ช่วยเชิดชูวัฒนธรรมภายในจังหวัดปัตตานีให้เป็นที่รู้จัก และเปลี่ยนความรับรู้ต่อตัวจังหวัดว่าไม่ได้มีเพียงเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างที่คนภายนอกจดจำรับรู้

1.5.1 Creative City Advocacy / จริงใจมาร์เก็ต เชียงใหม่ โดยบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด
แนวคิดของโครงการ
ตลาดเกษตรอินทรีย์ในย่านจริงใจเซ็นทรัล Creative District จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ภายในตลาดแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ อาหาร ศิลปะกับงานออกแบบ และงานฝีมือ เน้นสร้างความสุขอย่างยั่งยืนทั้งแก่ผู้คนในชุมชนและนักท่องเที่ยว โครงการจริงใจมาร์เก็ตเปิดให้บริการทุกวัน ส่วนในวันเสาร์-อาทิตย์จะมีตลาดพิเศษคือ “จริงใจ Farmers Market เชียงใหม่” ที่เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์จากสวนมาขายเอง และ “รัสติคมาร์เก็ต” แหล่งรวมสินค้าแฮนด์เมดที่รณรงค์ให้ลดการใช้โฟมและพลาสติก 100%
จุดเด่นของโครงการ
จริงใจมาร์เก็ต ออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ รายล้อมด้วยไม้นานาพันธุ์ สร้างความร่มรื่นให้แก่พื้นที่ ประกอบด้วยหลากหลายร้านค้า ทั้งร้านคาเฟ่และร้านอาหารโฮมเมดที่เน้นใช้วัตถุดิบท้องถิ่น พืชผักตามฤดูกาล ผักผลไม้ออร์แกนิกส์และปลอดภัย ทั้งยังเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันและแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องงานฝีมือ งานอดิเรกต่างๆ สนับสนุนผู้ที่มีความสามารถในงานประดิษฐ์ รวมถึงการจำหน่ายสินค้าที่ทำด้วยมือนำเสนอด้วยใจ ผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่ออกแบบโดยช่างฝีมือ หรือดีไซเนอร์ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดเป็นคอมมูนิตี้ของผู้มีใจรักด้านงานคราฟต์ นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของตลาดเพื่อชุมชนอันลือชื่อของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ “จริงใจFarmers Market เชียงใหม่” ที่เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์จากสวนมาขายเอง และ “รัสติคมาร์เก็ต” แหล่งรวมสินค้าแฮนด์เมดที่รณรงค์ให้ลดการใช้โฟมและพลาสติก 100% และมีการจัดงานที่เปิดให้บริการทุกเช้าวันเสาร์และอาทิตย์
*หมายเหตุ จริงใจ Farmers Market เชียงใหม่ ต่อมากลุ่มเซ็นทรัลได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่เดิมให้ขยายขึ้นกลายเป็น “จริงใจเซ็นทรัล Creative District” ตลาดเป็นที่นิยมเรื่อยมา โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2565 - กลางเดือนมีนาคม ปี 2566 ได้เชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามาภายในตลาดได้กว่า 820,000 ราย สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้เศรษฐกิจไทยกว่า 40 ล้านบาทต่อปี จริงใจ มาร์เก็ต ยังต้องการปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นตลาดปลอดโฟม (No Foam100%) รณรงค์ให้ลูกค้านำกระเป๋าผ้ามาใส่สินค้าเพื่อลดขยะพลาสติก มีจุดตั้งถังขยะแยกประเภท เพื่อส่งต่อไปจัดการขยะที่ถูกต้องได้ง่ายขึ้น ตามเป้าหมายโครงการ Journey to Zero มีการติดตั้งเครื่อง Cowtec เมื่อปี 2565 ทำให้นำเศษอาหามาทำเป็นปุ๋ยและก๊าซชีวภาพให้ชุมชนภายในตลาดใช้ ปัจจุบันลดขยะอาหารไปสู่หลุมฝังกลบได้กว่า 43,000 กิโลกรัม และยังมีการปูพื้นถนนบางส่วนด้วยบล็อกปูถนนรีไซเคิลจากถุงพลาสติก
Economic Impact
เป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการในท้องที่ให้มีรายได้ยั่งยืน อีกทั้งยังสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้เศรษฐกิจไทยกว่า 40 ล้านบาทต่อปี
Social Impact
เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่คนเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวต่างต้องการไปเยือน
Environment Impact
มีส่วนปลูกสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นโมเดลการทำตลาดแบบยั่งยืน

1.5.2 Creative City Advocacy / ศูนย์การค้า River City โดยบริษัท เจ้าพระยา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
แนวคิดของโครงการ
เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้กรุงเทพเป็นเมืองศิลปะ โดย ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก เป็นศูนย์รวมศิลปะและ แอนทีคที่เหล่าอาร์ตเลิฟเวอร์สและนักสะสม สามารถมาสำรวจแกลเลอรี ชมนิทรรศการระดับนานาชาติ พบปะกับศิลปิน เข้าร่วมการสนทนา ชมภาพยนตร์ ประมูลชิ้นงานแอนทีค เพลิดเพลินไปกับดนตรี หรือเรียนรู้ถึงคุณค่าของงานศิลปะไทยร่วมสมัย
จุดเด่นของโครงการ
ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก เป็นศูนย์รวมศิลปะและแอนทีค ที่เหล่าอาร์ตเลิฟเวอร์สและนักสะสมสามารถมาสำรวจแกลเลอรี ชมนิทรรศการระดับนานาชาติ พบปะกับศิลปิน เข้าร่วมการสนทนา ชมภาพยนตร์ ประมูลชิ้นงานแอนทีค เพลิดเพลินไปกับดนตรี หรือเรียนรู้ถึงคุณค่าของงานศิลปะไทยร่วมสมัย ตัวอย่างงานน่าสนใจที่เคยจัดขึ้นที่นี่ ได้แก่
Van Gogh: Life and Art นิทรรศการมัลติมีเดียของหนึ่งในศิลปินผู้โด่งดัง และมีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก วินเซนต์ แวนโก๊ะ
Homecoming พาใจกลับบ้าน นิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ x สุขภาพจิต
นิทรรศการน้องมะม่วง โดยวิสุทธิ์ พรนิมิตร
นิทรรศการ 'Cocoon: Lost and Found' โดยปาน สมนึก คลังนอก
ฉายภาพยนต์ชีวประวัติ Picasso หนึ่งในศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล
She’s too much นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 5 ของศิลปินสาว Juli Baker and Summer
Mango Art Festival หรือ งานเทศกาลศิลปะมะม่วง เทศกาลศิลปะที่หลากหลาย ร้อนแรง มีสีสันและชีวิตชีวาที่สุดในประเทศไทย
ภายในยังเต็มไปด้วยแกลเลอรีที่จัดแสดงงานหลากชนิด ตั้งแต่โบราณจนถึงร่วมสมัยทั้งไทยและเทศนอกจากงานศิลปะและแอนทีคแล้ว ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก มีบริการท่องเที่ยวที่มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือ Big Country Experience Thailand บริษัททัวร์มินิบัสที่มีประสบการณ์พานักท่องเที่ยวเดินทางไปยังสถานที่สำคัญในประเทศไทยมามากกว่า 20 ปี
Economic Impact
เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเมืองไทยได้เป็นอย่างดี
Social Impact
เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองศิลปะ

1.5.3 Creative City Awards 2023 – Advocacy / โรงสีแดง หับ โห้ หิ้น จังหวัดสงขลา โดยภาคีคนรักเมืองสงขลา
แนวคิดของโครงการ
ตัวอาคารสีแดงสะดุดตาในย่านเมืองเก่า สงขลา เกิดจากการอนุรักษ์และปรับปรุงโรงสีข้าวโบราณอายุ 100 กว่าปี ให้กลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองชาวสงขลา
จุดเด่นของโครงการ
เมื่อปี พ.ศ.2457 รองอำมาตย์ตรีขุนราชกิจการี(จุ่น เลี่ยง ลิ้มเสาวพฤกษ์) เปิดกิจการโรงสีข้าว ที่ถนน นครนอก ริมทะเลสาบสงขลา ชื่อโรงสี "หับ โห้ หิ้น" ผู้คนเรียกว่า โรงสีแดง เพราะอาคารทั้งหลังทาด้วยสีแดง ช่วงเริ่มกิจการเป็นโรงสีข้าวขนาดเล็ก แล้วค่อยๆ ขยายกิจการจนรุ่งเรืองใหญ่โตผ่านมากว่า 100 ปี โรงสีแดงยังคงยืนเด่นเป็นสัญลักษณ์ของเมืองสงขลา เพราะทายาทรุ่นหลังของตระกูลได้ช่วยกันทำนุบำรุงอาคารโรงสี ทำการซ่อมแซมโครงสร้าง ส่วนประกอบอาคาร ตลอดจนทาสีภายนอกอาคารอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สภาพอาคารและปล่องไฟโรงสีแดง ยังคงความสมบูรณ์อยู่ในสภาพเดิม สามารถรักษาคุณค่าทางสถาปัตยกรรมเอาไว้ได้เป็นอย่างดี จนได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2554 ประเภทอาคารพาณิชย์ จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ปัจจุบัน รังสี รัตนปราการ เจ้าของโรงสีแดงรุ่นที่ 3 และประธานภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคมได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย พัฒนาให้โรงสีแดงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต เป็นอุทยานการเรียนรู้นครสงขลา เป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมของชุมชนมากมาย “หับ โห้ หิ้น” เป็นภาษาจีนฮกเกี้ยน แปลว่า เอกภาพ ความกลมกลืน และความเจริญรุ่งเรือง
Social Impact
โรงสีแดงแห่งนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาเที่ยวชมกันไม่ขาดสาย ตัวอาคารยังคงอนุรักษ์โครงสร้างแบบเดิมเอาไว้ เพื่อเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความรุ่งเรืองในอดีต
ประเภทที่ 2 Creative Business Awards แบ่งเป็น 2 กลุ่ม จำนวน 6 รางวัล
กลุ่มที่ 1 : Sustainability Awards
รางวัลสำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการหรือโครงการ ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบหรือกระบวนการผลิต ที่เน้นความยั่งยืนและคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้เพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน

2.1 Creative Sustainable Product (For Large Organization) : ดอยคำ ICE POP โดยบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด
แนวคิดของโครงการ
จากผู้ผลิตน้ำผลไม้ ได้ขยายธุรกิจมาบุกตลาดไอศกรีมครั้งแรกด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ “ICE POP” ที่มาในรูปแบบไอศกรีมผลไม้แท้รูปแบบใหม่ อร่อยง่าย เก็บสะดวก เก็บได้แม้เก็บในอุณหภูมิห้อง ภายใต้สโลแกน “FREEZE ความสุข POP ความสดชื่น”
จุดเด่นของโครงการ
- ใช้วัตถุดิบเป็นผลไม้แท้จากสวนเกษตรกรไทย ที่ดอยคำคัดสรรคุณภาพแบบลูกต่อลูก
- มี 3 รสชาติที่ลงตัว ได้แก่ “บ๊วยไม่บ๊วย” เครื่องดื่มหวานเย็นบ๊วยผสมน้ำผึ้งและมะนาว “สตรอว์เบอร์รีทูนหัว” เครื่องดื่มหวานเย็นสตรอว์เบอร์รี และ “มะม่วงฮักเสาวรส” เครื่องดื่มหวานเย็นมะม่วงผสมเสาวรส
- ดอยคำโปรโมทวิธีรับประทานแบบ “แช่ ฉีก ป๊อป” แช่ฟรีซในช่องทำน้ำแข็ง ฉีกซองรับความอร่อย และ ป๊อป เนื่องมาจากการใช้บรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ทำให้สามารถวางขายได้ในอุณหภูมิห้อง
- ดอยคำ เป็นแบรนด์น้ำผลไม้เจ้าแรกของโลกและเจ้าเดียวในไทย ที่ใช้นวัตกรรมการผลิต เครื่องบรรจุและบรรจุภัณฑ์รุ่น Tetra Fino® Aseptic ที่ช่วยรักษาอุณหภูมิสินค้าโดยไม่ใช้วัตถุกันเสีย ทั้งจัดจำหน่ายในรูปแบบอุณหภูมิห้อง ง่ายต่อการบริหารจัดการด้านการขนส่ง จึงช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
- บรรจุภัณฑ์ของเต็ดตรา แพ้คที่ใช้บรรจุ ICE POP ยังผลิตจากกระดาษจากป่าปลูกเชิงพาณิชย์ซึ่งผ่านการรับรองจากองค์การจัดการด้านป่าไม้ โดยดูได้จากฉลาก FSC บนบรรจุภัณฑ์ มีบทบาทในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
Economic Impact
เป็นการสนับสนุนผลิตผลจากเกษตรกรไทย
Environment Impact
ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่เอื้อต่อการขายในอุณหภูมิปกติ สามารถลดการใช้พลังงานจากการขนส่งไอศกรีมแบบปกติที่ต้องแช่เย็นตั้งแต่สถานที่ผลิตมาจนถึงร้านค้า นำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

2.2.1 Creative Sustainable Product (For SME & Community) / Moreloop โดย อมรพล หุวะนันทน์, ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ และกมลนาถ องค์วรรณดี
แนวคิดของโครงการ
Moreloop คือธุรกิจที่มุ่งมั่นสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ระบบเศรษฐกิจที่มีแนวคิดหมุนเวียนใช้ทรัพยากรเพื่อความยั่งยืน ภายใต้สโลแกน “Make Circular Economy a Reality” ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่นำผ้าส่วนเกินจากโรงงานส่งถึงมือลูกค้า เพื่อตอบโจทย์โรงงานที่มีสต๊อกผ้าค้างในโกดังและคนซื้ออย่างนักออกแบบรุ่นใหม่ที่ต้องการผ้าคุณภาพดีในปริมาณไม่มาก
จุดเด่นของโครงการ
- Moreloop เลือกเข้าไปแก้ปัญหาผ้าเหลือจากการผลิตของโรงงานในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษให้โลกเป็นอันดับที่ 2 รองแค่จากการผลิตน้ำมัน โดยใช้วิธีสร้างตลาดออนไลน์เพื่อหมุนเวียนผ้าคุณภาพที่คงเหลือเหล่านี้สู่ลูกค้าที่ต้องการ พวกเขาเรียกผ้าที่ขายว่า Surplus Fabric หมายความว่าเป็นผ้าที่เกินจากการผลิตจริงๆ
- Moreloop ขายผ้าโดยให้มูลค่า นั่นคือเมื่อโรงงานอยากขายผ้าตัวไหนก็ส่งตัวอย่างพร้อมรายละเอียดมา Moreloop จะถ่ายภาพ อัพโหลดขึ้นเว็บ แล้วกรองลูกค้าให้ เป็นการเอาวัตถุดิบคุณภาพดีที่มีจำนวนน้อยมาขายในราคาที่ไม่ใช่ราคาผ้าของเหลือ ซึ่งประโยชน์ก็จะกลับสู่คนผลิต
- สำหรับฝั่งคนซื้อ ธุรกิจรายย่อยไม่มีกำลังสั่งผลิตผ้าเองหรือสั่งออร์เดอร์ขั้นต่ำที่ต้องการปริมาณเยอะกับโรงงาน ขณะที่การไปซื้อผ้าแบบขายปลีกจากตลาดผ้าสำเร็จรูปก็มีปัญหาเพราะไม่มีบอกส่วนประกอบของเส้นใย ไม่มีบอกว่ามาจากไหน ซึ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นำมาใช้เป็นมาตรฐานในการผลิตได้ ทำให้นักออกแบบทำงานยาก และส่งผลต่อกระบวนการนำไปรีไซเคิลในตอนท้ายด้วย
- การที่ Moreloop ขายผ้าที่มีคุณภาพ บอกองค์ประกอบผ้าครบ มีมาตรฐาน ก็ช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ หรือคนที่เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ นอกจากเรื่องการบอกองค์ประกอบผ้า Moreloop ยังให้คำปรึกษา เช่น บางคนไม่รู้ว่าผ้าตัวไหนใช้ทำอะไรได้ มีการเปลี่ยนหน่วยผ้าจากกิโลกรัมเป็นหลาให้ ส่งตัวอย่างผ้าให้ได้ ถ้าลูกค้าต้องการ เรากำลังเริ่มคำนวณให้ได้ด้วยว่าคุณลดการปล่อยคาร์บอนไปเท่าไหร่
- เป้าหมายสูงสุดของ Moreloop คือการทำเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริง
Economic Impact
เป็นโมเดลสำคัญที่มีส่วนในการผลักดัน Circular Economy ให้เกิดขึ้นได้จริง ทั้งยังช่วยส่งเสริมให้คนทำธุรกิจรายย่อยสามารถเข้าถึงวัตถุดิบที่ต้องการได้มากขึ้น
Environment Impact
ช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตผ้าใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

2.2.2 Sustainability Product (For SME & Community) / CareChoice โดยบริษัท ด.เด็กกินผัก
แนวคิดของโครงการ
CareChoice คือแบรนด์ผงปรุงรสจากผักปลอดสารผสมวัตถุดิบธรรมชาติ และอาหารเสริมเด็กรวมกว่า 80 ผลิตภัณฑ์ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเศษอาหาร และสารเคมีสังเคราะห์เสริมรสอาหารจากกระบวนการอุตสาหกรรม ซึ่งหากสะสมมากๆ จะไม่ดีต่อร่างกาย
จุดเด่นของโครงการ
CareChoice เป็นแบรนด์ลูกของบริษัท ด.เด็กกินผัก จำกัด ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการจัดหาสินค้าเกษตรประเภทผักและผลไม้สด ทั้งผักปลอดสารเคมี (Pesticide Residue Free) และผักอินทรีย์ (Organic) ป้อนให้กับกลุ่มภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร, ร้านอาหารทั่วไป และร้านอาหารในรูปแบบ Chain Restaurant, โรงแรม รวมไปถึงค้าปลีกอย่างซูเปอร์มาร์เก็ต ประเด็นที่น่าสนใจก็คือมาตรฐานสินค้าของ ด.เด็กกินผักที่จัดส่ง ทำให้ในแต่ละวันมีผักสดและผลไม้ที่สด คุณภาพดีสมบูรณ์ แต่อาจจะมีตำหนิ ไม่สวยงามผ่านเกณฑ์การคัดเลือกประมาณ 20% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ปริมาณของผลผลิตที่ถูกคัดทิ้งนี้ คือจุดเริ่มต้นการพัฒนาสินค้านวัตกรรมอย่าง “ผักอบแห้ง” และ “ผงผัก” CareChoice
- ความฝันของเขาเกิดขึ้นเป็น CareChoice เพื่อเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ใส่ใจในการดูแลสุขภาพ ภายใต้สโลแกน “อร่อย เราสบายใจ ไร้ผงชูรส” CareChoice = อร่อย สุขภาพดี ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรสอูมามิของญี่ปุ่น
- มีการให้ความรู้บนฉลากโภชนาการ ผู้บริโภคสามารถรู้ได้ว่า ผัก หรือปลาแต่ละตัวของCareChoice คืออะไร ไม่มีการแต่งเติมสารเคมี และลดโซเดียมลงจากผงปรุงทั่วไปมากสุดถึง 85%
- CareChoice รับซื้อผักสดจากชาวสวนในจังหวัดราชบุรีและใกล้เคียง ทั้งยังใช้ผักสดที่ตกค้างจากกระบวนการคัด ตัดแต่งจากโรงงานตัดแต่งผักของธีระวุธเอง
- มีรสชาติที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการในการปรุงอาหารให้อร่อยสำหรับทุกคนในครอบครัว
CareChoice ยังเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกไปขายในหลายประเทศ
Social Impact
CareChoice ไม่มีการแต่งเติมสารเคมี และลดโซเดียมลงจากผงปรุงทั่วไปมากสุดถึง 85% ทำให้ช่วยลดการเกิดโรคต่างๆ ของผู้บริโภคได้
Environment Impact
สามารถลดขยะที่เกิดจากการคัดเลือกผักประมาณ 20% ของวัตถุดิบทั้งหมดได้

2.3.1 Sustainability Project (For Large Organization) / โครงการ เชฟชุมชนชวนกินถิ่นระยอง (ฮิ) โดย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับเชฟชุมพล แจ้งไพร
แนวคิดของโครงการ
โครงการ “เชฟชุมชนชวนกินถิ่นระยอง (ฮิ)” เป็นความร่วมมือระหว่าง GC และเชฟชุมพล แจ้งไพร เชฟ กระทะเหล็ก แชมเปี้ยนอาหารไทย ที่ให้เชฟช่วยออกแบบเมนูประจำถิ่นระยองขึ้นใหม่ 10เมนู ที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นในระยองมาเป็นส่วนประกอบสำคัญ โดยมีเป้าหมาย คืออนุรักษ์อาหารถิ่นของระยองที่เริ่มจะจางหายไปตามกาลเวลา ในโครงการยังมีการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาอาหารถิ่น สร้างแหล่งเรียนรู้โดยใช้ “ศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง” สำหรับนักศึกษาอาชีวะในจังหวัดด้วย
จุดเด่นของโครงการ
- แกงหมูชะมวง เป็นเมนูพื้นถิ่นของคนระยอง ที่ปัจจุบันกลับมีร้านที่ทำได้อร่อยน่ารับประทานน้อยลงทุกที GC จึงร่วมมือกับเชฟกระทะเหล็ก แชมเปี้ยนอาหารไทย อย่างเชฟชุมพล แจ้งไพร มาร่วมพัฒนาเมนู ภายใต้โครงการ “เชฟชุมพล สร้างเชฟชุมชน by GC”
- เชพชุมพลยังได้คัดเลือก 8 เชฟชุมชนที่นำเสนอ 8 Signature Dishes จากวัตถุดิบที่เป็นอัตลักษณ์ของระยอง ได้แก่ แกงหมูชะมวง (รางวัลชนะเลิศ), ยำสัมพันธ์ 5 สหาย, ซี่โครงหมูราย็องซอสชะมวงฮิ, เส้นหมี่น้ำแดงโบราณ, แกงคั่ว เลพลา ฮิ, กุ้งทอดซอสใบชะมวง, ยำผักกระชับทอดกรอบ และแกงส้มปูไข่หน่อไม้ดองผักกระชับ ซึ่งทั้ง 8 เชฟจะได้รับความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจร้านอาหาร เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์อาหารไทยให้ดำรงอยู่อย่างทรงคุณค่า และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
- ต่อมา GC ได้ต่อยอดความสำเร็จของโครงการเชฟชุมพล สร้างเชฟชุมชน by GC มาสู่โครงการ “เชฟชุมชนชวนกินถิ่นระยอง (ฮิ)” ในปี 2561 เพื่อเผยแพร่สูตรอาหาร “เมนูอร่อยนี้ ที่ระยอง by เชฟชุมพล” ให้กับชาวระยองเพื่อนำไปประกอบอาชีพ และเกิดการกระจายรายได้ในการจับจ่ายวัตถุดิบพื้นถิ่น
- ทั้งยังได้จัดทำ Rayong Guide Brochure เชฟชุมชนชวนกินถิ่นระยอง (ฮิ) ซึ่งเป็นแผนที่แสดงเส้นทางการท่องเที่ยวในจังหวัดระยองที่น่าสนใจ เชื่อมโยงร้านอาหารของทั้ง 8 เชฟชุมชนเพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางการท่องเที่ยวตามรอยอาหารถิ่นที่พลาดไม่ได้
- เพื่อให้ “โครงการเชฟชุมชนชวนกินถิ่นระยอง (ฮิ)” และการอนุรักษ์วัตถุดิบพื้นถิ่นของระยองมีความต่อเนื่องและยั่งยืน GC จึงได้ร่วมกับศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดระยอง วิทยาลัยเทคนิคระยอง และโรงเรียนการอาหารไทย เอ็มเอสซี พัฒนา “การเรียนการสอนรายวิชาอาหารถิ่นจังหวัดระยอง” ให้กับนักศึกษาระดับชั้นปวช. และ ปวส. แผนกอาหารและโภชนาการ คณะ คหกรรมศาสตร์ วิทยาลัยเทคนิคระยอง
- พร้อมกันนี้ GC ยังได้ปรับปรุง “ศูนย์การเรียนรู้อาหารถิ่นระยอง ร้านใบชะมวง” เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้รูปแบบการศึกษาทวิภาคี เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานอย่างมืออาชีพ และสร้างรายได้กลับคืนสู่การพัฒนาแผนกวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยเทคนิคระยอง
- อาจารย์และนักศึกษาได้นำความรู้จากการได้รับการพัฒนาจากวิทยากร และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารที่ GC ให้การสนับสนุนองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง มารังสรรค์ผลงานเมนู “โครเก็ตพะแนงแพลนท์เบส” เข้าประกวดในโครงการ APEC Future Food for Sustainability ทั้งนี้ ได้รับการคัดเลือกเป็น 21 ทีมสุดท้ายในการเป็นตัวแทนประเทศไทยนำเสนอเมนูอาหารแห่งอนาคต Plate to Planet จานนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม ให้กับ 21 ผู้นำเขตเศรษฐกิจและสื่อมวลชนที่มาเข้าร่วมประชุม APEC 2022
Economic Impact
ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ ก่อเกิดรายได้เพิ่มให้กับชุมชนในจังหวัดระยอง ทำให้ระยองเป็นอีกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ที่นอกจากจะมีทะเลและหาดทรายที่ขาวสะอาดแล้ว ยังมีอาหารที่หลากหลาย อร่อย รสชาติดีอีกด้วย
Social Impact
ช่วยอนุรักษ์อาหารถิ่นหลายชนิดของระยองที่เริ่มจะจางหายไปตามกาลเวลา

2.3.2 Sustainability Project (For Large Organization) / โครงการ reBOX #4 โดยไปรษณีย์ไทย ร่วมกับ SCGP
แนวคิดของโครงการ
ไปรษณีย์ไทย ร่วมกับบริษัท เอสซีจี แพ็คเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) เดินหน้าต่อยอดโครงการ reBOX #4 ภายใต้แนวคิด “กล่องรักที่สัมผัสได้” เชิญชวนคนไทยมาร่วมส่งคืนกล่อง-ซองไม่ใช้แล้ว เพื่อรีไซเคิลและสร้างประโยชน์ใหม่สู่คนพิการ
จุดเด่นของโครงการ
- โปรเจ็กต์ reBOX โดยไปรษณีย์ไทย ร่วมกับ SCGP จัดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2563 และจัดทำต่อเนื่องมาทุกปี มีเป้าหมายเพื่อรับคืนกล่อง-ซอง พัสดุเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี และนำไปใช้ในสาธารณประโยชน์ต่างๆ
- จากสถิติการดำเนินโครงการตลอด 3 ปี สามารถส่งคืนกล่อง-ซองเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ได้ถึง 400,000 กิโลกรัม สามารถรีไซเคิลเป็นชุดโต๊ะ-เก้าอี้ ส่งให้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ จำนวนกว่า 224 ชุด เตียงสนามกระดาษมอบให้โรงพยาบาลสนามต่างๆ ทั่วประเทศในช่วงวิกฤต COVID-19 กล่อง BOX บุญ บรรจุหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ จำนวน 407,300 ชิ้น ส่งมอบแก่โรงพยาบาลที่ขาดแคลน
มาถึงปีนี้กับ reBOX #4 เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “กล่องรักที่สัมผัสได้” เปลี่ยนกล่องเก่าเป็นกล่องใหม่ สร้างประโยชน์ต่อไปไม่รู้จบ โดยเปิดรับรวบรวมกล่อง-ซองที่ไม่ใช้แล้วส่งให้ SCGP รีไซเคิลเป็นกล่อง BOX บุญ ส่งมอบให้หน่วยงานคนพิการ ใช้ประโยชน์ในการส่งต่อสิ่งต่างๆ เพื่อคนพิการ เช่น สภากาชาดไทย มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมคนสายตาเลือนราง (แห่งประเทศไทย) สมาคมประชาคมคนตาบอดไทย เป็นต้น
- นอกจากนี้ โครงการ reBOX #4 ได้เพิ่มความพิเศษมากขึ้น สำหรับคนไทยสายรักษ์โลกที่ร่วมนำกล่อง- ซองมาให้ที่ไปรษณีย์ไทย สามารถรับสิทธิประโยชน์จากการสะสมแต้มผ่าน Post Family สูงสุด 10,000 แต้ม เป็นส่วนลดการส่งพัสดุกับไปรษณีย์มูลค่า 1,000 บาท และยังสามารถสะสมแต้มผ่านแอปพลิเคชัน ECOLIFE แอปพลิเคชัน Green2Get เพื่อสะสมพอยต์แลกของรางวัลพิเศษ
- ไปรษณีย์ไทยมีเป้าหมายในการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ในธุรกิจขนส่งอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นในการก้าวสู่ “Trendsetter” ด้านการจัดการขยะที่เกิดจากภาคอีคอมเมิร์ซ ซึ่งโครงการ reBOX นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
Social Impact
นำวัสดุเหลือใช้จากอีคอมเมิร์ซไปสร้างประโยชน์ให้หลายภาคส่วน ทั้งตำรวจตระเวนชายแดน โรงพยาบาล รวมถึงผู้พิการในสังคม
Environment Impact
ประสบความสำเร็จในฐานะเป็นต้นแบบการลดขยะจากอีคอมเมิร์ซได้เป็นจำนวนมาก

2.4.1 Creative Sustainable Project (For SME & Community) / NAMSAI โดยครูเต้ย-ดาธิณี ตามเพิ่ม ครูกศน. และชาวชุมชนบ้านหนองน้ำใส อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
แนวคิดของโครงการ
คราฟต์เบียร์ตอซังข้าวแบรนด์ NAMSAI หรือน้ำใส เบียร์ทำมือของชุมชนตำบลหนองน้ำใส ที่ใช้วัตถุดิบคือ “ตอซังข้าว” ในท้องทุ่งนาอำเภอภาชี มาเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต พร้อมช่วยแก้ปัญหาการเผานา และเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม PM 2.5 ทั้งยังสร้างมูลค่าให้กับตอซังข้าวที่เคยเป็นสิ่งที่ไร้ค่าและสร้างปัญหาในชุมชน
จุดเด่นของโครงการ
คราฟท์เบียร์ NAMSAI ได้จากการคั่วตอซังจนหอมและนำมาต้มเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล จนเกิดกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ หมักบ่มจนไปสู่รสชาติที่มีเอกลักษณ์ความชัดเจนในรสชาติ เน้นความสดชื่นและบอดี้ไม่หนัก เพราะออกแบบให้มีรสชาติที่เหมาะกับทุกคน และเหมาะกับอากาศในประเทศไทย
-ตอซังข้าว คือตอของต้นข้าวที่เก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ส่วนใหญ่จะถูกทิ้งแห้งไว้กับผืนนารอวันเผาและไถกลบเพื่อรอฤดูกาลใหม่ ซึ่งกระบวนการเผานี้เองที่สร้างปัญหา PM 2.5 เป็นจำนวนมาก
-เป้าหมายของการทำคราฟท์เบียร์ คือช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ให้กับชุมชน ทุกวันนี้ครูเต้ยจะใช้วิธีให้ทีมงานไปเก็บตอซังข้าวจากชาวนา โดยที่ชาวนาจะได้รับเงินเป็นค่าตอบแทนไร่ละ 1 พันบาท แล้วก็แม่บ้าน ก็มาช่วยกันต้มเบียร์ขายมีรายได้กัน
-หลังจากที่แบรนด์น้ำใสได้ถูกเผยโฉมในเพจ กศน.ตำบลหนองน้ำใส อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่เพียงกี่วันก็มีเสียงตอบรับมากมายรวมทั้งอินบ็อกซ์ที่อยากได้เบียร์น้ำใสไปครอบครอง จากไอเดียที่ต้องการช่วยชุมชนกลายเป็นที่สนใจของบรรดาผู้ประกอบการถึงกับมีคนเอ่ยปากขอให้ครูเต้ยไปเป็นที่ปรึกษาพร้อมออกทุนให้ผลิตเบียร์จำหน่าย
Economic Impact
ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านในชุมชน
Social Impact
ทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันในชุมชน ชุมชนแข็งแรงยิ่งขึ้น
Environment Impact
นับเป็นอีกหนึ่งวิธีจัดการตอซังข้าวอย่างชาญฉลาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการเผาที่นำมาสู่ปัญหา PM 2.5 ได้

2.4.2 Sustainability Project (For SME & Community) / ดอนพุด โมเดล โดยชุมชนอำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี
แนวคิดของโครงการ
เพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรในดอนพุดมีรายได้น้อย เนื่องจากปลูกข้าวกันเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งยังประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งทุกปี ทางอำเภอดอนพุดจึงออกแบบ “ดอนพุด โมเดล” สนับสนุนให้ประชาชนหันมาปลูกผักมูลค่าสูง 4 ชนิด ทั้งยังจะก่อตั้งบริษัท บริษัท ดอนพุด เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เพื่อรับผักไปจัดจำหน่ายในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในอีก 1 ปีถัดไป จะปรับเป็นบริษัทวิสาหกิจชุมชน เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมอบสู่สังคม
จุดเด่นของโครงการ
นอกจากความเสี่ยงจากการปลูกข้าว ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง ในพื้นที่ยังมีปัญหาที่การดำเนินการต่างๆ ขาดช่วงเพราะการเปลี่ยนย้ายข้าราชการบ่อย”ดอนพุด โมเดล” จึงเป็นโครงการแรกที่ข้าราชการคิด เอกชนทำ เมื่อเปลี่ยนข้าราชการ โครงการก็จะยังอยู่
เริ่มจากการสนับสนุนให้ประชาชนหันมาปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง ควบคู่กับการปลูกข้าวแบบเดิม จึงได้เลือกพืชผล 4 ชนิดมานำร่อง 1. ผักโมโรเฮยะ ที่มีวิตามินสูง 2. เห็ดมิลกี้ ที่มีโปรตีนสูง 3. เห็ดยามาบูชิตาเกะ บำรุงสมอง 4. ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ ที่มีน้ำตาลต่ำ เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานที่มีจำนวนมากขึ้นทุกปี การเลือกพืชเหล่านี้อิงไปกับเทรนด์การกิน Plant-based แทนเนื้อสัตว์กันมากขึ้น รวมถึง Healthy Trend ที่ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อกระจายสินค้า อำเภอดอนพุดยังจะมีการจัดตั้งบริษัท ดอนพุด เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เพื่อทำการค้าและเป็นจุดรับซื้อผลิตผล โดยมีส่วนราชการส่งเสริม จะมีการจำหน่ายทั้งในรูปแบบแปรรูป สินค้าชุมชนและผักสด มีทั้งการขายปลีก-ส่งในประเทศและต่างประเทศ และส่งวัตถุดิบให้กับร้านอาหาร ทั้งยังจะเปลี่ยนเป็นบริษัทวิสาหกิจชุมชนหลังจากดำเนินการได้ 1 ปี โดยแบ่งรายได้ 70% ให้เป็นประโยชน์สาธารณะ อีก 30% คืนสู่เกษตรกรในพื้นที่ จะมีการจัดตั้งร้านอาหารชื่อพยัญชนะ นำเสนอคอร์สอาหารที่ใช้วัตถุดิบหลักทั้ง 4 และพืชผักในชุมชนมาประกอบอาหาร รวมถึงร้านของฝากชื่อวรรณยุกต์ ขายของฝาก สินค้าแปรรูปจากวัตถุดิบทั้ง 4 (ชื่อร้านอิงมาจาก สระบุรี)
Economic Impact
สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่
กลุ่มที่ 2 : Value Creation Awards
รางวัลของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างคุณค่าเพิ่มในเชิงธุรกิจ ผ่านผลิตภัณฑ์หรือบริการ หรือโครงการ โดยเป็นการผสมผสานระหว่างมิติทางเศรษฐกิจและมิติความยั่งยืนอย่างลงตัว

2.5.1 Value Creation Awards / THAI FIGHT โดยคุณนพพร วาทิน
แนวคิดของโครงการ
THAI FIGHT หยิบเอาศิลปะการป้องกันตัวของไทย คือ “มวยไทย” มาประยุกต์ให้กลายเป็นShowbiz จนได้รับความนิยมไปทั่วโลก THAI FIGHT ยังมีการต่อยอดความสำเร็จมาสู่ธุรกิจโรงแรม ด้วยการเปิด THAI FIGHT HOTEL ที่เกาะสมุยให้เป็น Soft Power Thailand ภายใต้คอนเซ็ปต์Thai Fight Signature Projects และพาไทยไฟท์มุ่งสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
จุดเด่นของโครงการ
“ไทยไฟท์” หรือ THAI FIGHT เกิดขึ้นจากไอเดียของ นพพร วาทิน ผู้คร่ำหวอดในวงการธุรกิจสื่อมากว่า 30 ปี ได้จับเอากีฬามวยไทยมาผนวกเข้ากับความบันเทิงกลายเป็น “สปอร์ต เอนเตอร์เทนเม้นต์. คอนเทนต์ระดับสากล ภายใต้ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ปัจจุบันเพิ่มทุนแตะ 400 ล้านบาท
ไทยไฟท์ ไม่ได้เป็นเพียงเวทีชกมวยไทยที่ถ่ายทอดทางทีวี เผยแพร่วัฒนธรรมการต่อสู้ของไทยสู่สายตาชาวโลกเท่านั้น เพราะโมเดลธุรกิจ มีทั้งการจัดอีเวนท์กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ เฉลี่ย 8 แมตช์ ทำเงินได้หลายสิบล้านต่อครั้ง ที่เพิ่มมาคือการผนึกกับไบเทค สร้างฮอลล์เป็นเวทีหลักเพื่อชกมวยไทยราว 50 ครั้งต่อปี จะเป็นการต่อยอดสู่ธุรกิจออนไลน์ ขายคอนเทนต์ให้ทั่วโลกต่อไป มีการขยายการแข่งขันไปยังต่างประเทศ เช่น นำทีมนักมวยจากไทยไฟท์ไปแข่งกับนักมวยในอิตาลี สเปน หรือประเทศจีน
ไทยไฟท์ปั้นนักมวยในสังกัดให้เป็น “ฮีโร่” เดินสายสอนศิลปะมวยไทย ทำเงินหลักล้านบาทต่อครั้ง เรียกว่าทั้งปีสร้างรายได้หลักหลายร้อยล้าน
ล่าสุดนี้ บริษัทยังได้รับไม้ต่อและปรับปรุงโรงแรมเมอร์เคียวเดิมที่หาดละไม เกาะสมุย โดยพลิกโฉมเป็น โรงแรม THAI FIGHT HOTEL ธีมโฮเทลมวยไทย อาคาร 3 หลัง ประกอบด้วย ห้องพัก 50 ห้อง 4 พูลวิลล่า ภายในห้องพักมีจุดขายด้วยการตั้งกระสอบทราย นวม มงคลสวมศีรษะ หรือประเจียดแขน และอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ห้องสมบูรณ์แบบประหนึ่งคุณคือยอดมวยไทย
Economic Impact
สร้างรายได้มหาศาล ทั้งยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
Social Impact
ยกระดับศิลปะการต่อสู้แบบไทยให้กลายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ที่ทรงพลังในระดับสากล

2.5.2 Value Creation Awards / Siam Diamond โดยกิตติภูมิ ชินโสภณทรัพย์ (ผู้บริหารบริษัท ท๊อปฟู้ดส์ซัพพลาย จำกัด)
แนวคิดของโครงการ
Siam Diamond เป็นแบรนด์ทุกเรียนเกรดพรีเมียมสัญชาติไทย โดยคนไทย ที่เพิ่มมูลค่าของผลไม้ในประเทศอย่างทุเรียน ด้วยการคัดเกรดทุเรียนคุณภาพพิเศษแตกต่างจากทุเรียนในท้องตลาดทั่วไป และใช้ “ทุเรียนเคลือบทองคำเปลว” (หรือทองคำบริสุทธิ์) เป็นจุดขายที่ทำให้เกิดกระแสตอบรับดีเยี่ยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ
จุดเด่นของโครงการ
Siam Diamond แบรนด์ทุเรียนพรีเมียม ผ่านการคัดสรรคุณภาพจากโรงงานมาตรฐานระดับสากล GMP & HACCP การันตีคุณภาพด้วยรางวัลสุดยอดแบรนด์ที่น่าลงทุน Most Recommended SME Brand จากงาน 2ndcash ร่วมกับสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ทุเรียนพรีเมียมไดมอนด์ของ Siam Diamond คัดสรรด้วยนวัตกรรม DiamondBRIX จากทุเรียน 1 แสนกว่าลูกถูกคัดเลือกออกมาเหลือเพียง “ไดมอนด์” หรือเพชรแท้แค่เพียงไม่กี่ลูกเท่านั้น
Siam Diamond จะตัดทุเรียนที่ความแก่ 90% ซึ่งทำให้ได้ทุเรียนที่มีความหวานละมุนเฉพาะตัว และจะเลือกลูกที่สุกคาปลิง เพื่อให้ได้ทุเรียนเนื้อหนึ่งหรือทุเรียนที่มีความเนียนของผิว ไม่เป็นลายน้ำ มีความเป็นเนื้อไก่ฉีก ซึ่งจะแตกต่างจากทุเรียนทั่วไปตามท้องตลาดอย่างชัดเจน
ทุเรียนของ Siam Diamond มีเคล็ดลับในการตัดทุเรียน คือการตัดเมื่อทุเรียนหลับ หรือในช่วงเวลาหัวค่ำในสภาพอากาศที่เย็นชื้นจะช่วยรักษาสภาพความสดใหม่ของเนื้อทุเรียน
เคลือบทุเรียนโดยใช้ทองคำเปลว (ทองคำบริสุทธิ์ 24K) ซึ่งได้มาตรฐาน Food Grade สามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย และไม่มีผลต่อรสชาติของทุเรียน
Siam Diamond สร้างจุดขายด้วยการที่ผู้บริโภคสามารถเลือกพันธุ์ของทุเรียนและเนื้อทุเรียนได้ตามความชอบ อาทิ เนื้อกรอบนอกนุ่มใน เนื้อห่าม หรือสุกกำลังดี ซึ่งตอบโจทย์รสนิยมการรับประทานทุเรียนที่ต่างกัน
ในอนาคต Siam Diamond มีแผนจะนำผลไม้อื่นๆ ในประเทศมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มเติมด้วย
Economic Impact
เป็นการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนและสวนทุเรียนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงแรงงานปลายน้ำ ในการคัดสรรทุเรียนเกรดพรีเมียมให้มีรายได้มากขึ้นกว่าการปลูกทุเรียนในเกรดทั่วไป
Social Impact
สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับผลไม้ไทยอย่างทุเรียน ให้ทุเรียนธรรมดาสามารถกลายเป็นผลิตภัณฑ์ในระดับพรีเมียม และสามารถเป็นแนวทางให้กับ SME รุ่นใหม่ที่อยากเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองด้วยการต่อยอดวัตถุดิบหรือผลิตผลในประเทศ
Environment Impact
การควบคุมคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ใช้ ตั้งแต่การปลูก การตัด การคัดเกรด ไปจนถึงการแพ็ก การขนส่ง สามารถช่วยให้ผลผลิตทุเรียนในประเทศได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดปัญหาทุเรียนตกเกรด ไม่ผ่าน QC ลดโอกาสในการที่ทุเรียนขายไม่ได้ ถูกตีกลับเหลือทิ้ง และทำให้เกิด Waste ต่างๆ ตามมา

2.6.1 Cross-sector Collaboration Awards / สนามมวยลุมพินี โดย บริษัทอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ
แนวคิดของโครงการ
บริษัทอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ได้รังสรรค์บริเวณพื้นที่ในสนามมวยลุมพินี เพื่อให้ต่อจากนี้เวทีลุมพินีจะลุกเป็นไฟอีกครั้ง กับค่ำคืนแห่งความมันของสุดยอดการประกบคู่ในกติกามวยไทย และ MMA เหนือจินตนาการกว่าที่เคยเป็นมา
จุดเด่นของโครงการ
สนามมวยเวทีลุมพินี เป็นสนามมวยมาตรฐานของประเทศไทย ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ของศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ซึ่งในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงสถานที่จากแค่ “สนามมวย” ให้กลายเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ แบบ Sports Stadium บริษัทอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ที่เชี่ยวชาญการจัดอีเวนท์ในระดับสากล เข้ามาช่วยสร้างสรรค์บรรยากาศใหม่ให้เวทีมวยยิ่งใหญ่ขึ้น ด้วยการเพิ่มระบบโซลูชั่น Light, Sound, Visual & Special Effect ที่ทันสมัย เพื่อยกระดับมวยไทยให้กลายเป็น Sport Event
Economic Impact
ช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำเงินของสนามมวยลุมพินี สามารถนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติได้มากขึ้น
Social Impact
ยกระดับเวทีมวยไทยที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน ให้กลายเป็น Sport Event มาตรฐานสากล
2.6.2 Cross-sector Collaboration Awards / See Scape x scrubb ไอศกรีมที่สร้างสรรค์จากบทเพลง โดย Guss Damn Good และวง scrubb
แนวคิดของโครงการ
Guss Damn Good ผลิตไอศกรีมรส See Scape ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลงของวงscrubb
จุดเด่นของโครงการ
See Scape คือรสชาติไอศกรีมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง “See Scape” ของ scrubb เกิดขึ้นตอนที่เมื่อยนักแต่งเพลงนั่งรถไฟไปเชียงใหม่ ลองให้ตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หาทางออกใหม่ๆ ปลดปล่อยพลังงาน เหมือนเป็นช่วงเปลี่ยนของชีวิต เพลงนี้ที่แต่งออกมาเลยให้ความรู้สึก Positive Energy พร้อมกับบรรยากาศความเป็นหน้าร้อน
ก่อนทำงาน Guss Damn Good ได้พูดคุยกับเมื่อยและบอลจากวง scrubb เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังบทเพลง ก่อนที่จะออกแบบไอศกรีมขึ้นรสชาติที่ Guss Damn Good เลือกใช้เป็น Lemon Verbena ซึ่งเป็นพืชในแถบอเมริกาใต้ ที่มีกลิ่นหอมคล้ายเลมอน แฝงไปด้วยกลิ่นดิน กลิ่นลม กลิ่นป่า ความหอมสดชื่น ชวนให้นึกถึงบรรยากาศ Adventure ที่บอกให้เราอย่ากลัวที่จะทำตามฝัน กล้าที่จะออกไปข้างนอก และใช้ชีวิตอิสระบ้าง Guss Damn Good ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติแปลกใหม่ หลากหลายด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่องราวรอบตัว ก่อนหน้านี้ Guss Damn Good ก็เคยร่วมงานกับนิตยสาร a day ทำไอศกรีมที่สื่อสารถึงปัญหาสุขภาพจิต พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
Social Impact
เป็นการหยิบเอาบทเพลงมาสื่อสารผ่านไอศกรีมได้อย่างสร้างสรรค์ลงตัว ชวนให้ทั้งแฟนๆ ของ scrubb และแฟนๆ ของ Guss Damn Good ได้ซึมซับรสชาติอย่างเต็มอรรถรส

2.6.3 Cross-sector Collaboration Awards / Q-CHANG X กระจกเงา โดย Q-CHANG ACADEMY และมูลนิธิกระจกเงา
แนวคิดของโครงการ
สร้างงาน สร้างโอกาส ให้กลุ่มช่างผู้สูงอายุและคนไร้บ้าน
จุดเด่นของโครงการ
เปิดโครงการอบรมเพื่อ Reskill ให้แก่กลุ่มช่างสูงอายุ คนไร้บ้าน คนยากจน และนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดอาชีพช่างเพื่อ “ชีวิตทุกวันช่างง่าย”
เป็นพื้นที่รวบรวมแหล่งจ้างงานสำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบางให้สามารถมีรายได้เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
เปิดโอกาสให้ ช้าการช่าง ได้เข้ามาเรียนรู้และฝึกอบรมที่ Q-CHANG ACADEMY โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
Economic Impact
นำกลุ่มช่างสูงอายุ คนไรบ้าน กลับคืนสู่ตลาดแรงงานเพื่อสร้างรายได้
Social Impact
- สร้างความตระหนักให้สังคมเล็งเห็นความสำคัญของกลุ่มผู้ไร้บ้าน นำกลุ่มผู้ไร้บ้านให้กลับเข้ามาอยู่ในการคุ้มครองของมูลนิธิกระจกเงา
- ด้านสังคมได้ช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางด้วยการจ้างงาน
ประเภทที่ 3 Creative Social Impact Awards จำนวน 4 รางวัล
รางวัลสำหรับการนำความคิดสร้างสรรค์ไปประยุกต์ใช้ เพื่อแก้ไขหรือคลี่คลายประเด็นต่างๆ ทางสังคม (Social) อีกทั้งช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หรือคาดว่าจะเกิดขึ้นให้น้อยลง
3. Creative Social Impact Awards แบ่งเป็น 5 รางวัลย่อย คือ

3.1.1 Creative Community Engagement Awards / Traffy Fondue โดย ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม และทีมวิจัยพัฒนา
แนวคิดของโครงการ
Traffy Fondue คือระบบการบริหารจัดการปัญหาเมืองด้วยเทคโนโลยี Chatbot AI และ Big Data โดยใช้แพลตฟอร์มเป็นตัวเชื่อมระหว่างประชาชนที่พบเจอปัญหาต่างๆ ในเมืองกับคนหรือหน่วยงานที่จะเข้ามาแก้ปัญหาโดยตรงเพื่อลดขั้นตอนและเวลาในการเข้าถึงหน่วยงานภาครัฐฯ ของประชาชน ทำให้การแก้ปัญหาเมืองเกิดขึ้นจริงรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการเมืองให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ด้วย
จุดเด่นของโครงการ
Traffy Fondue เป็นนวัตกรรมบริหารจัดการเมืองด้วยข้อมูลโดยอาศัยเทคโนโลยีเซ็นเซอร์(Sensors) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยการเปลี่ยนปัญหาเป็นข้อมูล เปลี่ยนข้อมูลเป็นความเข้าใจเพื่อทำให้สามารถแก้ปัญหาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนับเป็นข้อดีที่ใช้ AI เข้ามาช่วย เนื่องจากทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานน้อยลงในขั้นตอนต่างๆ สร้างขึ้นให้เป็นแพลตฟอร์มที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ง่าย โดยไม่ต้องลงทะเบียนใดๆ และไม่ต้องเปิดเผยตัวตน แต่เป็นการใช้งานผ่านไลน์ (LINE) เพียงแค่แอด Traffy Fondue เป็นเพื่อน - แจ้งปัญหาเข้ามา - ถ่ายรูป - แชร์โลเคชั่น - เลือกประเภทคนหรือหน่วยงานที่จะแก้ปัญหาจากนั้นChatbot จะคอยตอบคำถามและทำการอัพเดทสถานะการแก้ปัญหานั้นๆ
ปัญหาต่างๆ จะถูกแก้ได้ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เมื่อเจ้าหน้าที่เขตเข้าไปดูแพลตฟอร์มนี้ - รับรู้ปัญหา- แล้วเข้าไปแก้หน้างานได้แทบจะทันที หรือภายในไม่กี่วัน โดยไม่ต้องทำเรื่องเอกสารไปขออนุมัติเป็นขั้นเป็นตอนหลายชั้น เพื่อรอขั้นสุดท้ายให้ผู้ว่าฯ เซ็นอนุมัติ ซึ่งอาจกินเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ตามแบบระบบราชการยุคเก่า ด้วยการร่วมมือกับชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหาคร Traffy Fondue ยังนำมาใช้ในการแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอยในกทม.ด้วย ซึ่งประชาชนในกทม. สามารถแจ้งปัญหาผ่านไลน์ “เพื่อนชัชชาติ” ได้โดยตรง ผู้ว่าฯ สามารถติดตามได้ตลอดเวลาว่า เจ้าหน้าที่เขตต่างๆ รับรู้เรื่องที่แจ้งเข้ามาหรือไม่ มากน้อยแค่ไหนและได้ติดตามลงพื้นที่ไปแก้ไขจนประชาชนพอใจแล้วหรือไม่ ด้วยการตรวจสอบผ่านแพลตฟอร์มอัตโนมัติด้วยตัวเองไม่ต้องรอรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาเบื้องล่าง
Economic Impact
Traffy Fondue ไม่เพียงช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐฯ ลดเวลาและขั้นตอนของประชาชนในการติดต่อเจ้าหน้าที่ แต่ยังช่วยประหยัดงบประมาณในการดำเนินการไปมากกว่า78.14 ล้านบาท
Social Impact
Traffy Fondue เป็นการยกระดับการมีส่วนร่วมของพลเมือง (Citizen Engagement) ในการแก้ปัญหาเมืองได้อย่างเสรี และทำให้พลเมืองมีส่วนร่วมในการเสนอความเป็นไปได้ของเมืองในรูปแบบที่อยากให้เป็นด้วยตัวเอง
Environment Impact
Traffy Fondue เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในเมือง เช่น ปัญหาใหญ่ๆ อย่างความสะอาด ขยะสาธารณภัย การเผาต้นไม้ กลิ่น เสียงรบกวน และสัตว์รบกวน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในเมืองให้น่าอยู่ และลดมลพิษในเมือง เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย

3.1.2 Creative Community Engagement Awards / Yindii โดย Louis-Alban Batard-Dupre
แนวคิดของโครงการ
แพลตฟอร์มสั่งจองเบเกอรี่และอาหารคุณภาพดีแบบสุ่มจากโรงแรม 5 ดาว ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในราคาถูกลง 50-70% เพื่อลดปัญหาอาหารส่วนเกินในประเทศไทย
จุดเด่นของโครงการ
ซีอีโอซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสที่ย้ายมาอยู่ไทย มองว่า Yindii จะเป็นมากกว่าพื้นที่ซื้อขาย แต่เป็นไลฟ์สไตล์ของผู้คน เราอยากเปลี่ยนแปลงวงการอาหารและดิลิเวอรี่ให้เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น สร้างความตระหนักรู้เรื่องขยะอาหารและผลกระทบที่เกิดขึ้น ด้วยวิธีการนี้เราจะป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ร่วมกันได้
เมื่อเริ่มเข้ามาไทย หลุยส์เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครของ SOS Thailand (Scholars of Sustenance หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร) ที่ขับเคลื่อนการจัดการอาหารส่วนเกินให้เป็นประโยชน์แก่ชุมชน โดยมีส่วนเข้าไปช่วยคิดแนวทางการระดมทุน ประสบการณ์นี้ทำให้เขาค่อยๆ เริ่มเข้าใจเรื่องปัญหาขยะอาหารในไทย จนเมื่อโควิดระบาดจึงคิดโมเดลนี้ขึ้นมา ในแพลตฟอร์ม ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปกดจองล่วงหน้า เพื่อสั่งซื้อเบเกอรี่และอาหารจากร้านที่ต้องการตามเวลาที่กำหนดไว้ มีทั้งช่วงเช้า สาย กลางวัน และเย็น โดยเมนูจะเป็นแบบสุ่ม จัดใส่ลงถุงปริศนา (Yindii Box) เพราะขึ้นอยู่กับอาหารที่มี ณ ช่วงเวลานั้นๆ (กรอกเพื่อแจ้งข้อจำกัดการทานอาหารก่อนได้)
ด้วยความที่ร้านเหล่านี้จะมีอาหารเหลือที่จำเป็นต้องทิ้งรายวันอยู่แล้ว หากไม่มีการขายเกิดขึ้นทางร้าน ก็ไม่ได้เสียอะไรเลย (ยกเว้นอาหาร) กลายเป็นว่ามีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจากของที่เดิมต้องทิ้งลงถังเมื่อหมดวันผู้บริโภคมีอาหารอร่อยๆ ทานในราคาย่อมเยา และมีส่วนช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดขยะอาหาร โดยทุก 3 กิโลกรัมที่รักษาได้จะเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 4.5 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์
Social Impact
ช่วยให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงอาหารคุณภาพดีได้ในราคาที่ถูกลง
Environment Impact
ช่วยลดปริมาณอาหารส่วนเกินที่อาจจะกลายไปเป็นขยะในแต่ละวัน

3.1.3 Creative Community Engagement Awards / Agri-Map โดยกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
แนวคิดของโครงการ
เครื่องมือแสดงผลข้อมูลเชิงภูมิสารสนเทศ ข้อมูลพื้นฐานเชิงแผนที่ด้านการเกษตร ช่วยอำนวยความสะดวกด้านสารสนเทศการเกษตรให้กับเกตรกรและผู้ที่สนใจ
จุดเด่นของโครงการ
ระบบแผนที่เกษตร เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุกบนสมาร์ทโฟน ด้วยเทคโนโลยี What 2 Grow เป็นการ บูรณาการข้อมูลพื้นฐานเชิงพื้นที่ด้านการเกษตรจากทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อมูลทรัพยากรพื้นฐานการผลิต (ดิน น้ำ พืช) ข้อมูลด้านการตลาดข้อมูลเกษตรกรและเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ จะมีการปรับปรุงและมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา (Adaptive Data)
นักบริหารในพื้นที่สามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนด้านการผลิตสินค้าเกษตรภายในพื้นที่ ทำให้สามารถบริหารจัดการสินค้าเกษตร ให้สอดคล้องกับสภาพความเหมาะสมของปัจจัยการผลิตและการตลาดในพื้นที่ได้อย่างดี
นักบริหาร, เจ้าหน้าที่, เกษตรกรและผู้สนใจสามารถนำแอปพลิเคชันนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการสินค้าเกษตร ให้สอดคล้องตามสภาพพื้นที่สถานการณ์ปัจจุบัน และช่วยในการวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กรมพัฒนาที่ดิน พัฒนา Agri-Map อย่างต่อเนื่องด้วยการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยเพิ่มความสะดวก ต่อการใช้งานให้สามารถเข้าถึงข้อมูลสะดวกขึ้น
ล่าสุดนี้เพิ่งมีการเพิ่มเติมข้อมูลในส่วนของพืชทางเลือกครอบคลุมทั่วประเทศ 77 จังหวัด จำนวน 10 ชนิดเช่น มะม่วง กล้วย ส้มโอ ลองกอง โกโก้ ฯลฯ รวมถึงการเพิ่มเติมพืชสมุนไพรอีก 15 ชนิด เพื่อให้ Agri-Map เป็นเครื่องมือในการวางแผนการผลิตของประเทศที่ครอบคลุม
Economic Impact
- ช่วยให้เกษตรกรปลูกพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ช่วยยกระดับผลผลิตและคุณภาพชีวิตเกษตรกรไปพร้อมๆ กัน
Environment Impact
เมื่อได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสม มีแนวโน้มที่เกษตรกรจะสามารถดำเนินการเกษตร โดยลดการใช้สารเคมีหรือใช้กระบวนการที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง

3.2.1 Creative Well-being Awards / Khee โดยคุณเศรษฐสิทธิ์ เศรษฐการุณย์
แนวคิดของโครงการ
‘Khee (ขี้)’ แอปพลิเคชันปักหมุดและค้นหาห้องน้ำสาธารณะที่ใกล้ที่สุดที่เคยมีคนมาปักหมุดไว้ เพื่อให้ผู้ใช้รอดจากสถานการณ์ฉุกเฉินไปพร้อมๆ กัน มีจุดเริ่มต้นจากการที่เพื่อนของผู้พัฒนาประสบเหตุฉุกเฉินที่มหาวิทยาลัยและหาห้องน้ำเข้าไม่ได้ ต่อมาไม่นานเขาก็เจอเข้ากับสถานการณ์เดียวกันขณะเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะจึงนึกคึกทำแอปปักหมุดห้องน้ำขึ้นมาเล่นๆ ก่อนจะกลายเป็นไวรัลจนมีคนมาร่วมปักหมุดห้องน้ำไว้กว่า 4,000 จุดทั่วประเทศ
จุดเด่นของโครงการ
“Khee (ขี้)” เป็นแอปหาห้องน้ำสาธารณะประเภท Crowdsourcing ที่ดึงข้อมูลแผนที่จากGoogle Maps ให้ผู้ใช้จำนวนมากช่วยกันเพิ่มข้อมูลที่ตั้งของห้องน้ำและรายละเอียดเกี่ยวกับห้องน้ำ แอปกลายเป็นไวรัลและประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วจากชื่อที่ตลกและจำง่าย รวมถึงระบบที่เรียบง่าย ใช้งานสะดวก
แอปแก้ 2 Pain Points ของคนได้ชะงัด ไม่ว่าจะเป็นคนในเมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ นั่นคือเราไม่สามารถรู้ได้ว่าห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหนและห้องน้ำอยู่ไกลเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีห้างสรรพสินค้าก็ว่าลำบากแล้ว ในเขตชานเมืองอย่าง ย่านพระราม 2 ที่นอกจากห้างใหญ่ไม่กี่แห่ง นอกนั้นก็เป็นที่อยู่อาศัยเสียส่วนใหญ่ หรือในจังหวัดอื่นๆ ก็ยิ่งยากเย็นขึ้นไปอีก แอปจึงเป็นตัวช่วยที่น่าสนใจในการยกระดับสุขภาวะของผู้คน
Social Impact
เป็นโอกาสในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนนโยบายห้องน้ำสาธารณะในไทย ตามที่เคยได้กำหนดมาตรฐานคุณภาพส้วมสาธารณะ ไว้ในงานประชุมวันส้วมโลกของ WTO ที่ไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2549 ว่า HAS หรือ Healthy, Accessibility และSafety รวมถึงสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลตั้งต้นในการพัฒนาแอปที่ดี และมีฟีเจอร์ครบครันขึ้นเ พื่อสุขภาวะของชาวไทยในอนาคต

3.2.2 Creative Well-being Awards / Vulcan Coalition โดยเมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ และนิรันดร์ ประวิทย์ธนา
แนวคิดของโครงการ
Vulcan Coalition คือธุรกิจเพื่อสังคมที่สร้างอาชีพให้ผู้พิการประเภทต่างๆ มีโอกาสทำงานยุคใหม่ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ด้วยศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง ไม่ใช่เพียงเพราะความสงสารตามค่านิยมสังคมแบบเดิมๆ ทั้งยังตั้งเป้าว่าจะเป็นบริษัท AI ในประเทศไทยที่แข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยใช้ทักษะและความสามารถของผู้พิการเป็นตังขับเคลื่อน นี่คือเป้าหมายหนึ่งของ Vulcan
จุดเด่นของโครงการ
ด้วยจำนวนผู้พิการในประเทศไทยกว่า 1.7 ล้านคน กลุ่มพันธมิตรฯ ตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอัตราการจ้างงานต่ำในกลุ่มนี้ ทุกวันนี้อุตสาหกรรม AI ในประเทศไทยขาดแคลนข้อมูล เนื่องจากมีคนทำงานไม่มากพอทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ลดลง ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีผู้พิการกว่า400,000 คน ที่อยู่ในวัยทำงาน แต่ยังไม่ได้รับโอกาสในการจ้างงาน วัลแคน โคอะลิชั่น จึงออกแบบแพลตฟอร์มป้อนข้อมูลหลายรูปแบบที่ผู้พิการแต่ละประเภทจะได้ใช้ “ศักยภาพเฉพาะ” ที่โดดเด่นของตัวเองมาเป็นเครื่องมือทำงาน AI Trainer
Vulcan Coalition จึงเกิดขึ้นเพื่อเปิดรับผู้พิการทั้งทางสายตา การได้ยิน การเคลื่อนไหวและปัญญา ในตำแหน่ง AI Trainer ที่ทำงานจัดระเบียบข้อมูลตามความถนัดของแต่ละคน โดยมีการจัดสอนให้ก่อนเริ่มทำงานจริงและตำแหน่ง Software Developer ที่พัฒนาโมเดล AI และแอปพลิเคชันต่างๆ เหมือนคนที่ไม่พิการ
ปัจจุบัน มีผู้พิการเป็น Software Developer และ AI Trainer ภายในบริษัทกว่า 200 คน
สิ่งที่ผู้พิการจะได้รับนอกจากเงินเดือน (ประมาณ 9,250 บาท ทำงาน 4 ชั่วโมงต่อวัน) Vulcan ยังเปิดโอกาสให้ผู้พิการเลือกจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมให้ Vulcan นำไปพัฒนา AI โดยพวกเขาแต่ละคนจะถือเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และได้รับเงินปันผล 30% ของรายได้ที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ตัวเองดูแล ใครทำมากเท่าไรยิ่งได้มากเท่านั้น
Vulcan ยังใช้โมเดล Quota Partner ที่อ้างอิงกฎหมายซึ่งกำหนดให้บริษัทต้องจ้างงานโดยมีสัดส่วนพนักงานผู้พิการ 1 คนต่อลูกจ้างทุกๆ 100 คน บริษัทที่มีโควตารับผู้พิการเป็นลูกจ้างแต่ไม่สามารถจ้างงานพวกเขาได้ในแต่ละปีจะต้องส่งเงินเข้ากองทุนประมาณ 1 แสนบาทต่อคน เพราะฉะนั้นแทนที่จะส่งเงินเข้ากองทุน บริษัทสามารถนำเงินนั้นมาจ้างงานผู้พิการผ่าน Quota Partner กับทางVulcan ได้ซึ่งนับว่าวิน-วินกันทุกฝ่าย ทั้งบริษัทที่ได้รับข้อมูลคุณภาพสูงและผู้พิการที่ได้ทำงานจากศักยภาพตัวเอง โดยในปี 2022 นี้ วัลแคน โคอะลิชั่นมี Quota Partner มาเข้าร่วมมากกว่า 60 บริษัท
Economic Impact
เป็นพื้นที่สร้างรายได้แก่ผู้พิการอย่างจริงจัง มีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
Social Impact
สร้างความตระหนักรู้ให้สังคมว่า ผู้พิการก็สามารถประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย มีศักยภาพไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยความสงสารของคนอื่นเพียงอย่างเดียว

3.3 Creative for Elderly Awards / Joy Ride แพลตฟอร์มเพื่อผู้สูงอายุ โดยคุณณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชกร
แนวคิดของโครงการ
“ลูกรับจ้างหลานจำเป็น” ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว 30% ของผู้สูงวัยไม่ได้มีลูกหลานคอยดูแล ผู้สูงวัยกลุ่มนี้ก็อยากมีใครซักคนที่คอยพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล JoyRide เป็นแพลตฟอร์มที่มาตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนี้ ซึ่งบริการคือไปรับ-ส่งผู้สูงอายุ เพื่อพาไปหาหมอ หรือทำกิจกรรมต่างๆ
จุดเด่นของโครงการ
- ให้บริการแก่ผู้สูงอายุเปรียบเสมือนเป็นลูกหลาน สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้อายุเปิดใจพูดคุยมากยิ่งขึ้น
- ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทย เรื่องการเข้าถึงระบบสาธารณสุขให้เป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้น
- ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการไม่มีเวลาเพียงพอที่จะมาดูแลผู้สูงอายุของลูกหลานในสังคมเมืองที่มีความเร่งรีบสูง
- ให้บริการพาผู้สูงอายุไปยังที่ต่างๆ ตามความต้องการ เช่น ไปวัดทำบุญ เป็นเพื่อนซื้อของ ทำธุรกรรมติดต่อราชการหรือกิจกรรมต่างๆ
Economic Impact
สร้างงานสร้างโอกาสให้แก่ผู้ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Joy Ride
Social Impact
- สร้างความตระหนักถึงการเล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ
- ช่วยให้ผู้สูงอายุได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขมากยิ่งขึ้น

3.4 Creative Education Awards / YoungHappy โดย ธนากร พรหมยศ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ
แนวคิดโครงการ
มุ่งเสริมพลัง (Empowerment) เรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และการมีส่วนร่วมทางสังคม (Social Participation) ให้กลุ่มผู้เกษียณอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป อยากเข้ามาแก้ปัญหาความเหงาหงอย รู้สึกหมดกำลังใจและหมดคุณค่า เพื่อให้ผู้สูงอายุยังคงความสนุก มีคุณค่า และพึ่งพาตัวเองได้
จุดเด่นของโครงการ
สร้างแคมเปญพิเศษมากมาย เพื่อให้ผู้สูงวัยได้พบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน สร้างสัมพันธ์ให้เกิดขึ้น เพื่อลดปัญหาด้านสุขภาพจิต อาทิ โรคซึมเศร้าซึ่งจะส่งผลไปยังสุขภาพกาย
สร้างสรรค์กิจกรรมอย่างสร้างสรรค์และตอบโจทย์ความสนใจของผู้สูงอายุได้อย่างเข้าใจทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ช่วยสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์และองค์กรที่ต้องการทำการตลาดกับผู้สูงอายุได้อย่างตรงจุด เพื่อพัฒนาทั้งความรู้ด้านเทคโนโลยี ความรู้ด้านการรักษาสุขภาพร่างกายรวมถึงจิตใจมีหลักสูตรการเรียนที่ออกแบบเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ที่เข้าใจและเข้าถึงพฤติกรรมของผู้สูงอายุ อย่างแท้จริง โดยแต่ละหลักสูตรมีการออกแบบให้เข้าใจได้ง่าย เรียนรู้ได้จริง และมีการวางแผนบทเรียน การบ้าน และการวางแผนหลักสูตรอย่างเหมาะสม เช่น วัยเก๋าทำคลิปอะไรให้ปังและสนุก -วิธีสร้างช่อง (Channel) สอนการใช้แอปฯ Google Maps สอนวิธีค้นหาร้านของกินที่ใช่ ฯลฯ เป็นต้น
มีการออกแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นพื้นที่ให้ผู้สูงอายุได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกันพร้อมเข้าถึงกิจกรรมความรู้และสิทธิประโยชน์มากมาย ที่คัดสรรมาเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ผ่านแอปพลิเคชัน YoungHappy
Social Impact
สร้าง Community ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าและพึ่งพาตัวเองได้และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบมีความสุขมุ่งสร้างคุณภาพชีวิตให้ผู้สูงวัยอีกมุมหนึ่งคือสร้างความตระหนักรู้ให้กับลูกหลานให้หันมาสนใจผู้สูงวัยในบ้านมากขึ้น เพิ่มความใส่ใจและลดปัญหาความขัดแย้งในสังคมโดยเฉพาะสถาบันครอบครัว
*ภาพบางส่วนจากอินเทอร์เน็ต