เรื่องราวการร้อยเรียงกลิ่นบรรจงใส่ขวดน้ำหอมของ Jo Malone มีจุดเริ่มต้นจากโรค Dyslexia หรือภาวะบกพร่องทางการสื่อสาร เท่ากับว่า Jo Malone ไม่สามารถอ่านหรือเขียนตัวหนังสือได้เลย โดนดูถูกดูแคลนว่าโง่และขี้เกียจ ทำให้ชีวิตของเธอขลุกอยู่แต่ในแล็บของสถาบันความงามที่แม่เธอทำงาน Jo Malone จึงพอจะมีความรู้ด้านการดูแลผิวพรรณอยู่บ้าง
กระทั่งแม่ของ Jo Malone เป็นโรคหลอดเลือดในสมอง ทำให้เด็กสาววัย 15 ปีต้องลาออกจากการเรียน มาทำงานพิเศษเพื่อหาเงินรักษาแม่ เริ่มแรกเป็นพนักงานร้านดอกไม้บนถนนเอลิซาเบธในลอนดอน แล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านผิวพรรณ โดยอาศัยการ “จำกลิ่น” แทนการจำสูตรตัวหนังสือแบบคนอื่น ๆ

ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี เจ้าโรค Dyslexia ที่ติดตัว Jo Malone มาตั้งแต่เกิด ทำให้ประสาทสัมผัสด้านการดมกลิ่นของเธอไวเป็นพิเศษ เกิดไอเดียทำ Bath Oil เพื่อเป็นของที่ระลึกให้ลูกค้าที่มาใช้บริการดูแลผิวหน้าจากเธอ นั่นก็คือกลิ่น “Nutmeg & Ginger” (จันทน์เทศและขิง) ทำเอาลูกค้าประทับใจในความอบอุ่นของกลิ่น จนติดต่อกันเข้ามาขอซื้อ Bath Oil ที่เธอทำไว้อย่างล้นหลาม
ด้วยชื่อเสียงด้านการปรุงเครื่องหอมของ Jo Malone ในปี 1994 เธอจึงเปิดร้านน้ำหอมเป็นของตนเอง ภายใต้แบรนด์ “Jo Malone” โด่งดังจนสร้างฐานลูกค้าตั้งแต่คนธรรมดาไปจนถึงราชวงศ์อังกฤษ และขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์น้ำหอมที่หรูหรา หลังจากก่อตั้งแบรนด์เพียง 5 ปี Jo Malone ก็ถูก Estée Lauder ซื้อไปเป็นแบรนด์ในเครือ และ Jo Malone ยังได้รับตำแหน่ง Creative Director บริหารแบรนด์ของตนเองต่ออีกด้วย
เหมือนว่าสวรรค์จะเห็นใจแล้ว ยังไม่แคล้วให้ Jo Malone เจอกับมะเร็งเต้านม ที่อาจทำให้เธอมีชีวิตอยู่ได้เพียงปีเดียวเท่านั้น เธอจึงตัดสินใจลาออกจากการเป็นผู้บริหารและเข้ารับการรักษาจนหายดี แต่ผลกระทบจากการรักษาทำให้เธอสูญเสีย “การดมกลิ่น” ประสาทสัมผัสที่เป็นดั่งเครื่องมือทำมาหากินของเธอ
เวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง การรับรู้กลิ่นของ Jo Malone ก็ค่อย ๆ กลับมาดังเดิม แต่ด้วยสัญญางดสร้างสรรค์ผลงานเกี่ยวกับน้ำหอมตลอด 5 ปีที่ตกลงไว้กับ Estée Lauder ทำให้เธอได้แต่รอเวลาหวนคืนสู่วงการน้ำหอม กระทั่งปี 2011 เธอกลับมาพร้อมแบรนด์ใหม่ของตน “Jo Loves ” ที่มีเครื่องหอมให้เลือกซื้อมากมาย

ถึงแม้ว่าช่วงแรก ๆ จะทำยอดขายได้ไม่ค่อยดี แต่ Jo Loves ของ Jo Malone ก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น และเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น