เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป(cmg) ผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายและบริหารแบรนด์สินค้าชั้นนำระดับโลกกว่า 40 แบรนด์ในกลุ่มแฟชั่นความงามนาฬิกาและสินค้าเทคโนโลยีในเครือเซ็นทรัลรีเทลเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1,300 ล้านบาทเร่งเครื่องสร้างการเติบโตด้วยการ‘ขยายแบรนด์-ขยายแพลตฟอร์ม’ตั้งเป้าสร้างรายได้เกิน 1 หมื่นล้านบาทสำหรับหมวดแฟชั่นภายในสิ้นปี 2566 พร้อมทุ่มทำการตลาดเชิงรุกแบบเต็มสูบตอกย้ำความเป็นเบอร์หนึ่งแฟชั่นรีเทลไทย
เอ็ดวิน ยัปฮอสัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป จำกัด (cmg) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ธุรกิจแฟชั่นแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่สำคัญของ cmg ทั้งในกลุ่มเครื่องแต่งกายรองเท้าเครื่องประดับและนาฬิกาที่มีการอัปเดตพอร์ตฟอลิโอและเทรนด์ของแบรนด์แฟชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แบรนด์แฟชั่นเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคและสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าทุกกลุ่มได้ cmg จึงมองเห็นโอกาสที่จะต่อยอดธุรกิจให้เติบโตจากเทรนด์อุตสาหกรรมแฟชั่นที่ในปีนี้ยังคงเป็นเซกเมนต์ที่มีความต้องการสูงของตลาด
“ปัจจุบัน กลุ่มธุรกิจแบรนด์แฟชั่นเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดคิดเป็น 2 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมดของ cmg โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจแบรนด์แฟชั่นพรีเมียมรวมถึงแฟชั่นแนวสตรีทที่เน้นการสวมใส่สบายมีการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Z ประกอบกับพฤติกรรมคนไทยซึ่งเป็นผู้บริโภคที่มีความทันสมัยในเรื่องแฟชั่น (fashion-forward customers) มากที่สุดในเอเชีย ดังนั้น cmg จึงมุ่งสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ให้กับสินค้าเพื่อดึงดูดและตอบสนองความต้องการของลูกค้าจำนวนมากทั้งจากไทยและจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คลั่งไคล้สินค้าแฟชั่นให้เข้ามาจับจ่ายสินค้าในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น อันจะส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่นที่ได้รับการยอมรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

จิตรฤดี พนิตพล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มสินค้าแฟชั่นและนาฬิกา บริษัท เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป จำกัด (cmg) ในเครือเซ็นทรัลรีเทล กล่าวเสริมว่า ธุรกิจสินค้าแฟชั่นถือเป็นธุรกิจหลักที่เป็นกำลังสำคัญของcmg ด้วยสินค้ามากกว่า 20 แบรนด์ดังระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่ Luxury, Premium และ Mainstream segment จึงถือเป็นผู้นำเบอร์ 1 ในตลาดนี้เพราะมีแบรนด์ในทุกกลุ่มเป้าหมายและครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ Polo Ralph Lauren, Emporio Armani, Calvin Klein, Guess, Tommy Hilfiger, Casio, MLB, A|X Armani Exchange, G2000, Lee, Wrangler, Jockey, John Henry, FitFlop, Skechers, Crocs และ Hush Puppies
นอกจากความหลากหลายของสินค้าที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคแล้ว cmg ยังมีจุดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นของแบรนด์ต่างๆ มากกว่า 1,900 จุด ซึ่งถือเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ cmg ทำนิวไฮเติบโตมากกว่า 16% ด้วยยอดขายตลอดช่วงเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2566 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562(ก่อนโควิด-19) และเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 34% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่ผ่านม าและคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยกลุ่มสินค้าที่มียอดขายสูงสุดคือแบรนด์ในกลุ่มสินค้าพรีเมียม ที่เติบโตพุ่งทะยานมากถึง 131% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 (ก่อนโควิด-19) และเติบโตขึ้น 49% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 ที่ผ่านมา


“ความสำเร็จอย่างล้นหลามของธุรกิจสินค้าแฟชั่นของ cmg มาจากการบริหารจัดการแบรนด์ในพอร์ตฟอลิโออย่างมีประสิทธิภาพให้ความสำคัญกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ในการร่วมขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตและประสบความสำเร็จไปด้วยกันพร้อมทั้งมุ่งเน้นการคัดสรรแบรนด์ใหม่ๆ มาเสริมในทุกไตรมาส เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตลอดจนการขยายกลุ่มประเภทของสินค้าให้มีความหลากหลายตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์นอกจากนี้การเพิ่มช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ cmg เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเช่น การเปิดเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของแต่ละแบรนด์, การสร้างร้านค้าบน Tiktok และการทำ ไลฟ์สตรีมมิ่งบนแพลตฟอร์มต่างๆและที่ขาดไม่ได้คือการพัฒนาพนักงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ cmg ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยการสร้างวัฒนธรรมการทำงานในองค์กรแบบคนรุ่นใหม่ให้เป็นศูนย์รวมของบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อให้องค์กรได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างผู้นำและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” จิตรฤดี กล่าว
“ในฐานะที่cmg คือผู้นำตลาดแฟชั่นรีเทลของประเทศไทยเราพร้อมส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้กับลูกค้าในทุกช่องทางและเตรียมรุกแคมเปญการตลาดในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเข้าแบรนด์และเทรนด์แฟชั่นต่างๆด้วยพอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่งของแบรนด์แฟชั่นรวมถึงแบรนด์ความงามและเทคโนโลยี เพื่อตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 แฟชั่นรีเทลที่ครองใจคนไทยอันเป็นที่รักของเรามาอย่างยาวนาน” เอ็ดวิน กล่าวสรุป