บ้านโป่งทาปิโอก้า เป็นบริษัทครอบครัวคนไทยจากอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ที่มีจุดเริ่มต้นธุรกิจจากการเปลี่ยนธุรกิจ “ร้านขายผ้า” มาสู่ “โรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง” เมื่อ 50 กว่าปีก่อน
จากวันนั้นถึงวันนี้ บ้านโป่งทาปิโอก้าขยายธุรกิจจาก 1 โรงงานสู่ 11 โรงงาน ด้วยการบริหารงานของทายาทรุ่นที่ 2 และวางเป้าไปสู่เส้นทาง Texture House Company ให้บริการ Texture Solution ผ่านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นในประเทศ เพื่อยกระดับและแก้ปัญหาเนื้อสัมผัสในอุตสาหกรรมอาหารและและไม่ใช่อาหาร มีฐานลูกค้ากระจายอยู่ทั่วโลก โดยมีทายาทรุ่นที่ 3 เข้ามาสานงานต่อ
แน่นอนว่าการจะไปให้ถึงเป้าหมายใหม่นั้น เทคโนโลยีคือสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้
ดังนั้น ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัทจึงให้ความสำคัญกับการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็คุ้มค่าเพราะเห็นความแตกต่างในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้าเกษตรอย่างมันสำปะหลังอย่างชัดเจน
ประสิทธิ์ สุขสมิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทอุตสาหกรรมแป้งมันบ้านโป่ง จำกัด หรือบ้านโป่งทาปิโอก้า กล่าวเปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานจำนวน 550 คน ในจำนวนนี้เป็นพนักงานในส่วนของ R&D ประมาณ 45 คน มีโรงงาน 11 แห่งในจังหวัดราชบุรีและกาญจนบุรี มีลูกค้ากว่า 200 ราย กระจายอยู่ใน 21 ประเทศทั่วโลก
นอกเหนือจากเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือบ้านโป่งทาปิโอก้า ยังมีการนำเอาแนวคิดการบริหารธุรกิจอย่าง BCG Model เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
“การจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้นั้น บริษัทจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพึ่งการบริหารจัดการที่ดีในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชุมชน สิ่งแวดล้อม การใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบให้คุ้มค่ามากที่สุด ตลอดจนการมองหาโอกาสช่องทางที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าที่ผลิต
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานของบริษัทจากอดีตถึงปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็น BCG โดยธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อพบว่าแนวปฏิบัติของบริษัทไปสอดคล้องกับการส่งเสริมรณรงค์ BCG Model ของภาครัฐ เท่ากับตอกย้ำความคิดและเพิ่มความเชื่อมั่นให้บริษัทว่า แนวทางปฏิบัติที่ผ่านมาจนถึงยุทธศาสตร์ต่อไปที่บริษัทวางไว้นั้นได้มาถูกทางแล้ว และจะเป็นพื้นฐานที่ทำให้บริษัทเติบโตยั่งยืนในเวทีโลกได้อย่างแน่นอน”

BCG Model ของบ้านโป่งทาปิโอก้า
กิตติ สุขสมิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายซัพพลายเชน บ้านโป่งทาปิโอก้า กล่าวเสริมว่า หากวัดจากการดำเนินธุรกิจของบ้านโป่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คำว่า BCG Model ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับบริษัทเลย เพราะการดำเนินงานภายใต้รูปแบบดังกล่าวเป็นสิ่งที่โรงงานของบริษัทใช้เป็นนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติอยู่แล้ว ดังนั้นการที่จะให้บริษัทดำเนินธุรกิจตามแบบอย่าง BCG Model ครบวงจรตามแผนพัฒนาของภาครัฐจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือยากต่อการปฏิบัติของบริษัท
“ณ วันนี้ บ้านโป่งทาปิโอก้า เรากล้าพูดได้ว่า เราเป็นธุรกิจที่เดินตาม BCG Model ได้อย่างครบวงจร”
เริ่มจากเศรษฐกิจชีภาพ (Bio Economy) ธุรกิจของบ้านโป่งทาปิโอก้าก็คือเรื่องของเศรษฐกิจชีวภาพอยู่แล้วเกี่ยวพันทั้งด้านการเกษตรและธุรกิจอาหารจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร บริษัทมีการวิจัยพัฒนาและส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรในเครือข่ายคอนแทร็กฟาร์มมิ่ง ปลูกมันสายพันธุ์พิเศษเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของมันสำปะหลังและรับซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด 100%- 150% นอกจากนี้ เกษตรกรในเครือข่ายจะได้รับการดูแลจากบริษัทอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่การเพาะท่อนพันธุ์ให้กับเกษตรกรเพื่อนำไปใช้ในการเพาะปลูก ระหว่างทางก็จะมีผู้เชี่ยวชาญเข้าไปช่วยดูและให้คำปรึกษา จนกระทั่งถึงช่วงของการเก็บเกี่ยว ขนส่ง ผลผลิตเข้าสู่โรงงาน
ปัจจุบัน บริษัทส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังสายพันธุ์พิเศษมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตในสายพันธุ์ต่างๆ ได้แก่ สายพันธุ์ลูเซนท์ (LUCENT) ซึ่งจุดเด่นของมันสายพันธุ์พิเศษนี้เมื่อมาบวกกับการวิจัยของบริษัท ทำให้ได้แป้งที่ผลิตออกมามีคุณสมบัติเทียบเท่ากับแป้งจากมันฝรั่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็นวัตถุดิบราคาแพง ทุกวันนี้เกษตรกรในเครือข่ายของบริษัทที่มีประมาณ 2,000 ครอบครัว สามารถขายมันสำปะหลังได้ประมาณ 20,000-30,000 บาท ต่อไร่”
“ผลพลอยได้จากการดำเนินงานดังกล่าว นอกจากจะเข้ามาช่วยลดภาระของเกษตรกรแล้วยังจะช่วยให้บริษัทมีโอกาสได้เข้ามาควบคุมคุณภาพการเพาะปลูกได้โดยตรง ทำให้สามารถวางแผนการผลิตภายในบริษัทได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น”
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เริ่มมีการวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบทางการเกษตรในกลุ่มธัญพืช เพื่อนำมาพัฒนาเป็นแป้งที่มีมูลค่าสูง อย่างเช่นถั่วเขียว ถั่วขาว และข้าว เป็นต้น
เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หัวมันสำปะหลัง จะประกอบด้วย 3 ส่วน คือแป้ง กาก และน้ำ
โดยในกระบวนการผลิตในอดีต หลังจากที่สกัดนำเอาส่วนของแป้งจากหัวมันไปใช้จะมีเศษวัตถุดิบที่เหลือใช้ คือน้ำ กากมัน รวมถึงเปลือกมัน
แต่ในกระบวนการแปรรูปมันสำปะหลังของบ้านโป่งทาปิโอก้าในทุกวันนี้ ไม่มีส่วนใดที่เหลือทิ้งเลย ทุกส่วนของมันสำปะหลังนำมาใช้หมุนเวียนและเพิ่มมูลค่าในระบบเศรษฐกิจภายในชุมชนและบริษัท ซึ่งวิวัฒนาการของการจัดการของเสียจากการผลิตของบริษัทได้มีการจัดการตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงนำนวัตกรรมมาช่วยแปลงสภาพจากของเสียเป็นรายได้ กล่าวคือ กากมัน เปลือกมัน และตะกอนดิน ที่ติดมาจากมันสำปะหลัง ในอดีตจะจัดการโดยการนำกลับไปให้เกษตรกรใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน นำไปใช้ในการเพาะเห็ด นำไปหมักกับหญ้าเนเปียร์เพื่อเป็นอาหารสัตว์

แต่ปัจจุบันบ้านโป่งทาปิโอก้าได้มีวิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปใช้เป็นอาหารเลี้ยงแมลงสำหรับนำไปสกัดเป็นโปรตีน และยังนำไปเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเป็นทรายแมว โดยอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าทรายแมวจากกากมันสำปะหลังในชื่อของบริษัทอีกด้วย
ในส่วนของน้ำเสียจากกระบวนการล้างมัน และน้ำที่สกัดออกมาจากหัวมัน ซึ่งเคยเป็นปัญหาของโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทางบริษัทได้มีการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนจากน้ำเสียมาใช้ใน 2 รูปแบบ คือเพื่อให้ได้น้ำที่สะอาดตามมาตรฐานกลับมาใช้ล้างหัวมันต่อไป และอีกส่วนคือผลิตเป็นไบโอแก๊ส หรือแก๊สชีวภาพไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงพลังงานความร้อนสำหรับอบแป้ง
ระบบการกำจัดน้ำเสียอย่างครบวงจรของบริษัทนั้นยังสามารถช่วยแก้ปัญหามลภาวะเรื่องกลิ่นตามไปด้วย นอกจากนี้บริษัทยังสามารถจำหน่ายและแบ่งปันจุลินทรีย์ที่เกิดจากกระบวนการหมักก๊าซชีวภาพของบริษัทกลับคืนมาเป็นรายได้อีกจำนวนหนึ่ง
กระบวนการดังกล่าวช่วยลดการใช้พลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และนอกเหนือจากการทำไบโอแก๊สแล้ว บริษัทยังมีนโยบายการใช้พลังงานทดแทน โดยมีการทำโซล่าร์ฟาร์มขึ้นบนพื้นที่ของบริษัท ปัจจุบันนำมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าทดแทนในเวลากลางวันได้ถึง 80% ของพลังงานที่โรงงานต้องใช้ และยังมีนโยบายปลูกต้นไม้ยืนต้นในทุกๆปี บริษัทยังได้รับการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวจากกระทรวงอุตสาหกรรมในระดับ 3 ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะดำเนินงานให้ได้ถึงระดับ 4 ในปี 2567

นพ.สมิทธิ์ สุขสมิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายงานนวัตกรรม บ้านโป่งทาปิโอก้า กล่าวเสริมว่า ในมิติของ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) คือการนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนา การผลิตของบ้านโป่งทาปิโอก้านั้นนับว่าเป็นหัวใจของการเติบโตของบริษัทในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องของการขับเคลื่อนงานวิจัยพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ของบริษัทให้เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินกิจการจากโรงงานแปรรูปแป้งแบบเดิมเพื่อก้าวไปเป็น Texture House Company เพื่อให้บริการ Texture Solution ที่จะเข้าไปช่วยแก้ Pain Points ทางด้านเนื้อสัมผัส(Texture) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร อาหารทางการแพทย์ กลุ่มอุตสาหกรรมยา และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารอย่างอุตสาหกรรมกระดาษ
ปัจจุบัน บ้านโป่งทาปิโอก้า ใช้ปริมาณหัวมันสำปะหลังจากเกษตรกรประมาณ 600,000 ตัน ซึ่งมาจากเกษตรกรในเครือข่ายประมาณ 2 แสนกว่าตัน และมาจากตัวแทนที่ป้อนมันให้กับบริษัทประมาณ 3 แสนกว่าตัน ต้นทุนหัวมันอยู่ที่ประมาณ 3 บาทต่อกิโล บริษัทนำมาแปรรูปเป็นสินค้าใน 4 กลุ่ม
กลุ่มแรก คือแป้งมันสำปะหลังแบบดั้งเดิม (Native Starch) มีปริมาณการผลิตอยู่ที่ 15% มูลค่าทางการตลาดของแป้งประเภทนี้อยู่ที่ประมาณ 12 บาทต่อกิโลกรัม
กลุ่มที่ 2 คือแป้งมันดัดแปรพื้นฐาน (Basic Modified Starch) มีปริมาณการผลิตประมาณ 41% มูลค่าทางการตลาดของแป้งประเภทนี้อยู่ที่ประมาณ 25 บาทต่อกิโลกรัม
กลุ่มที่ 3 คือแป้งดัดแปรมูลค่าสูง (High Value Food Texture Solution) ที่นำไปใช้สำหรับการปรับเปลี่ยนและพัฒนาเนื้อสัมผัสในอาหารและเครื่องดื่ม มีปริมาณการผลิตประมาณ 41% มูลค่าทางการตลาดของแป้งประเภทนี้อยู่ที่ประมาณ 50 บาทต่อกิโลกรัม
กลุ่มที่ 4 คือแป้งดัดแปรที่นำไปใช้เป็นส่วนผสมของอาหารทางการแพทย์ (Nutrition) ซึ่งมีปริมาณการผลิตประมาณ 3% มูลค่าทางการตลาดของแป้งประเภทนี้อยู่ที่ประมาณ 100-800 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับการนำไปทำอาหารทดแทนประเภทไหน
ทิศทางการผลิตของบ้านโป่งทาปิโอก้า คือขยายสัดส่วนการผลิตและการตลาด สินค้าในกลุ่ม High Value Food Texture Solution และ Nutrition ให้เพิ่มมากขึ้น โดยมีเป้าหมายว่าเป็นสินค้าหลักของบริษัทในอนาคต
